กระบี่จงมา 530.3 ทรัพย์สินของภูเขาลั่วพั่ว

Now you are reading กระบี่จงมา Chapter 530.3 ทรัพย์สินของภูเขาลั่วพั่ว at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

ทางฝั่งเรือนเล็กบนภูเขา

จูเหลี่ยนกับเว่ยป้อรับฟังการบอกเล่าอย่างละเอียดจากสุยจิ่งเฉิงที่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นประสบการณ์ที่เฉินผิงอันพบเจอมาระหว่างการเดินทางข้ามผ่านภูเขาแม่น้ำเรียบร้อยแล้ว

เว่ยป้อก็เก็บไม้เท้าเดินป่าอันนั้นไป เตรียมจะนำไปส่งมอบให้กับชุยตงซานผ่านภูเขาพีอวิ๋นของเขา เพราะนี่จะเหมาะสมยิ่งกว่าให้จูเหลี่ยนใช้สถานะของภูเขาลั่วพั่วส่งออกไป

นอกจากไม้เท้าเดินป่าแล้ว ตัวของสุยจิ่งเฉิงเองยังพกจดหมายลับไว้หนึ่งฉบับ ถ้อยคำที่เฉินผิงอันกำชับให้นางพูดกับผู้อาวุโสชุย สุยจิ่งเฉิงไม่ยินดีจะพูดต่อหน้าจูเหลี่ยนกับเว่ยป้อ

หาใช่ว่าไม่เชื่อใจจูเหลี่ยนกับเว่ยป้อ เพียงแต่นี่มาจากนิสัยของตัวนางเอง

ในเรื่องนี้ นางเหมือนกับเฉินผิงอันมากจริงๆ

เว่ยป้อรับจดหมายฉบับนั้นมาไว้

สุยจิ่งเฉิงรู้สึกโล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก

ต่อจากนี้ ก่อนหน้าที่จะได้พบกับผู้อาวุโสชุยที่ถูกผู้อาวุโสบรรยายเสียจนเลิศล้ำมหัศจรรย์ผู้นั้น นางก็แค่ต้อง ‘ท่องเที่ยวไปตามภูเขาแม่น้ำ’ ในแจกันสมบัติทวีปให้สบายใจภายใต้การคุ้มครองของศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นเซียนกระบี่ก่อกำเนิดคนหนึ่งก็พอ

แต่นางคิดว่าจะอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วและเขตการปกครองหลงเฉวียนก่อนสักช่วงเวลาหนึ่ง

ถึงอย่างไรก็มีข้ออ้างตั้งมากมาย ยกตัวอย่างเช่นต้องเจอกับเผยเฉียนลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาของผู้อาวุโสเสียก่อน ไปเที่ยวเล่นที่ร้านค้าตระกูลเซียนของท่าเรือภูเขาหนิวเจี่ยว แล้วก็ยังมีภูเขาพีอวิ๋นของเทพภูเขาเว่ย จะไม่ไปเป็นแขกเลยได้อย่างไร? ในอดีตที่นี่ก็คือถ้ำสวรรค์หลีจูหนึ่งในถ้ำสวรรค์ขนาดเล็กสามสิบหกแห่งเชียวนะ ไม่ควรจะต้องไปเดินเที่ยวเล่นสักหน่อยหรือ? ถึงขั้นยังสามารถไปเยือนเมืองหลวงต้าหลีที่อยู่ทางเหนือก่อนก็ยังได้ แล้วค่อยนั่งเรือข้ามฟากของตำหนักฉางชุนกลับมายังท่าเรือหนิวเจี่ยว แล้วก็สามารถหยุดพักอยู่ที่นี่ได้อีกระยะเวลาหนึ่ง

สุยจิ่งเฉิงถูกเด็กหญิงหน้าตาน่ารักดุจหยกสีชมพูอ่อนที่ผ่านการแกะสลักอย่างประณีตพาไปยังเรือนที่พัก

เว่ยป้อกลับไปที่ภูเขาพีอวิ๋นก่อนรอบหนึ่งเพื่อเอาไม้เท้าเดินป่าและจดหมายลับไปส่ง แล้วจึงกลับมาที่เรือนของจูเหลี่ยนอีกครั้ง

จูเหลี่ยนกำลังก้าวเท้าเนิบช้าใคร่ครวญเรื่องบางอย่าง

เว่ยป้อไม่ได้รบกวน ทำเพียงรินชาให้กับตัวเองหนึ่งถ้วย

ลองยกตัวอย่างเปรียบเทียบกันดู ตบะของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาแม่น้ำสามารถเปิดเผยได้ผ่านร่างทอง ส่วนตบะของผู้ฝึกตนนั้นกลับสามารถใช้ปราณวิญญาณจำนวนมากน้อยที่สะสมอยู่ในช่องโพรงลมปราณมาวัดระดับ

ถ้าอย่างนั้นในสายตาของเว่ยป้อ คนสี่คนที่ออกมาจากม้วนภาพวาดของพื้นที่มงคลดอกบัว เว่ยเซี่ยนฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นหนันเยวี่ยน หลูป๋ายเซี่ยงเจ้าลัทธิมาร สุยโย่วเปียนเซียนกระบี่หญิง แน่นอนว่าแต่ละคนต่างก็มีประสบการณ์ชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยสีสันแตกต่างกันไป อีกทั้งยังเป็นคนที่ยืนอยู่บนยอดเขาสูงสุดของโลกมนุษย์พื้นที่มงคลดอกบัวด้วย แต่หากพูดถึงแค่สภาพจิตใจ อันที่จริงล้วนไม่มีใครสามารถสู้จูเหลี่ยนที่ ‘สมบูรณ์แบบไร้ข้อบกพร่อง’ ‘กลั่นหลอมกระชับแน่น’ ได้ มีชาติกำเนิดมาจากตระกูลเศรษฐีชนชั้นสูง ด้านหนึ่งก็แอบเรียนวรยุทธ อีกด้านหนึ่งก็ศึกษาตำราไปตามความชอบ เป็นอัจฉริยะตั้งแต่เด็ก เข้าร่วมการสอบเคอจวี่ตั้งแต่ยังเยาว์ อดทนทำหน้าที่เป็นผู้เรียบเรียงตำราประวัติศาสตร์ หลังจากอยู่ในวงการขุนนางเงียบๆ มาหลายปี ก็เริ่มเข้าสู่ราชสำนักอย่างเป็นทางการ หนทางในวงการขุนนางราบรื่น เจริญก้าวหน้า เพียงไม่นานก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูลได้ ภายหลังหันเข้าสู่ยุทธภพ พเนจรไปสุดขอบฟ้า ก็ยิ่งมีท่วงท่าที่องอาจเลิศล้ำ เล่นสนุกกับชีวิตคน และยังเคยผ่านจุดที่ต่ำที่สุดในยุทธภพของหมู่บ้านร้านตลาดมาแล้ว สุดท้ายในขณะที่แผ่นดินกำลังจะล่มสลาย ก็ได้กลายเป็นผู้กอบกู้สถานการณ์ หวนกลับคืนสู่ราชสำนัก สมัครเข้ากองทัพลงสนามรบ ละทิ้งวรยุทธที่ไร้ศัตรูทัดทานทิ้งไป ใช้เพียงแค่สถานะของแม่ทัพบุ๋น ใช้กำลังของตัวเองคนเดียวมาประคับประคองสถานการณ์อันวุ่นวาย และสุดท้ายก็ย้อนกลับคืนสู่ยุทธภพอีกครั้ง เปลี่ยนจากคุณชายผู้สูงศักดิ์ไปเป็นคนบ้าวรยุทธที่พยศยากจะกำราบ

ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุที่ว่าทำไมต่อให้จูเหลี่ยนมาถึงใต้หล้าไพศาลแล้วก็ยังไม่มีความสนใจอะไรมากนัก สำหรับจูเหลี่ยนแล้ว ใต้หล้าก็ยังคงเป็นใต้หล้า ก็แค่เปลี่ยนจากพื้นที่มงคลดอกบัวมาเป็นใต้หล้าไพศาลที่อาณาเขตกว้างใหญ่กว่าเท่านั้น จิตใจคนยังคงเป็นจิตใจคนเหมือนเดิม ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรไปได้มากกว่านั้น

พูดง่ายๆ ก็คือ จูเหลี่ยนไม่เคยเอาจริงเอาจังอย่างแท้จริงมาก่อน

สุยโย่วเปียนนั้นหวังว่าจะใช้สถานะของผู้ฝึกกระบี่มาบินทะยานอย่างแท้จริงสักครั้ง

เว่ยเซี่ยนมีจิตใจของคนเป็นจักรพรรดิ จึงมีความทะเยอทะยาน หวังจะลุกผงาดกลับมาอีกครั้ง อยากจะควบคุมกองกำลังทหารและอำนาจได้มากกว่าจักรพรรดิของพื้นที่มงคลคนหนึ่ง

หลูป๋ายเซี่ยงหวังว่าจะเริ่มก้าวเดินอยู่ในยุทธภพใหม่อีกครั้ง ค่อยๆ เก็บสะสมกำลังทรัพย์ สุดท้ายก่อสำนักตั้งพรรค สักวันหนึ่งจะหลุดพ้นจากภูเขาลั่วพั่ว มีสำนักเป็นของตัวเอง ใช้สถานะของผู้ฝึกยุทธเต็มตัวมาหลุบตาลงมองเทพเซียนบนภูเขาอย่างโอหัง

คนทั้งสามต่างก็มีความต้องการเป็นของตัวเอง ต่างก็ตามหามหามรรคาของตัวในใต้หล้าแห่งใหม่

แล้วจูเหลี่ยนล่ะ

ไร้ความต้องการ ไร้ความปรารถนา

แท้จริงแล้วจิตใจของจูเหลี่ยนไร้พันธนาการของมหามรรคามานานแล้ว

พูดประโยคที่ไม่น่าฟังสักหน่อย หากจูเหลี่ยนดึงหน้ากากที่สวมอยู่ออก อาศัยใบหน้านั้นมาหาข้าวกินก็สามารถกินได้จนอิ่มหนำ แล้วนับประสาอะไรกับที่จูเหลี่ยนไม่เคยให้ความใส่ใจด้านพิณ หมากล้อม พู่กันและภาพวาด แต่กลับยังเชี่ยวชาญได้ถึงขนาดนี้

พูดประโยคน่าฟังหน่อย จูเหลี่ยนที่เรียกได้ว่าพรสวรรค์เลิศล้ำเป็นเอก หากหันไปฝึกตนอย่างสุยโย่วเปียน ขอบเขตของเขาก็สามารถก้าวรุดหน้าพันลี้ในหนึ่งวัน ฝ่าทะลุขอบเขตเหมือนผ่าลำปล้องไม้ไผ่ได้เช่นเดียวกัน

จูเหลี่ยนคืนสติ เขาหยุดเดินแล้วยิ้มเอ่ยว่า “ขอโทษที คิดเรื่องบางอย่างจนเหม่อลอยไปหน่อย”

เว่ยป้อรินน้ำชาให้เขาหนึ่งถ้วย จูเหลี่ยนนั่งลงแล้วก็บิดหมุนถ้วยกระเบื้องเคลือบเบาๆ ถามเนิบช้าว่า “คุยกับชุยตงซานเรื่องแอบซื้อเศษชิ้นส่วนร่างทองไปถึงไหนแล้ว?”

นี่คือความลับสำคัญเรื่องหนึ่งที่จูเหลี่ยน เว่ยป้อและเจิ้งต้าเฟิงปรึกษากันออกมา หากพื้นที่มงคลรากบัวได้กลายมาเป็นสมบัติส่วนตัวของภูเขาลั่วพั่วจริง เมื่อเลื่อนสู่พื้นที่มงคลระดับกลางได้แล้วก็จำเป็นต้องมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาแม่น้ำจำนวนมาก ผลประโยชน์จะมากตามไปด้วย เพราะควันธูปในโลกมนุษย์คือของอย่างหนึ่งที่ภูเขาลั่วพั่วไม่จำเป็นต้องจ่ายแม้แต่เหรียญเกล็ดหิมะเดียว แต่กลับมีความสำคัญต่อพื้นที่มงคลอย่างถึงที่สุด ทว่าวัตถุอย่างเศษชิ้นส่วนร่างทองนี้ เกี่ยวพันกับราชสำนักต้าหลีโดยตรง ต่อให้เว่ยป้อเป็นคนเปิดปากพูด ก็ไม่มีทางเป็นเรื่องดีได้แน่นอน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องให้ชุยตงซานมาเป็นคนชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสีย แล้วทำการค้าใต้โต๊ะกับภูเขาตระกูลเซียนบางแห่งทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป ต่อให้ราชสำนักต้าหลีรู้เรื่องนี้ก็มีแต่จะหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง สำหรับภูเขาลั่วพั่วแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว

เว่ยป้อเอ่ย “ยังรออยู่”

แล้วเว่ยป้อก็พลันหัวเราะ “เชื่อว่าหลังจากไม้เท้าอันนั้นถูกส่งไปถึง ลูกศิษย์คนนั้นของนายน้อยเจ้าที่แต่เดิมมีแรงแค่เจ็ดแปดส่วน คงเปลี่ยนมาเป็นมีแรงเต็มล้น ยินดีใช้เรี่ยวแรงถึงสิบสองส่วน (ปกติแล้วเต็มที่ก็คือสิบส่วน ในที่นี้มีสิบสองส่วนก็หมายถึงว่าเพิ่มแรงขึ้นมาอีก) มารับมือกับพวกเรา”

จูเหลี่ยนพยักหน้ารับ “ชุยตงซานผู้นี้ เวลาที่พวกเราคบค้าสมาคมกับเขาต้องระวังแล้วระวังอีก”

สำหรับชุยตงซาน จูเหลี่ยนยังคงกริ่งเกรงอยู่มาก

เพราะทั้งสองฝ่ายถือว่าเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน

จูเหลี่ยนไม่มีทางประมาทเพียงแค่เพราะความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างชุยตงซานกับเฉินผิงอันอย่างแน่นอน

นอกจากนี้ทางฝั่งเจิ้งต้าเฟิงก็บอกว่า ช่วงนี้จะมีบุคคลผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญด้านการโคจรกฎเกณฑ์ของพื้นที่มงคลมาเยือนภูเขาลั่วพั่ว

นี่ก็ถือว่าเป็นข่าวดีที่ไม่เล็กเหมือนกัน

เงินฝนธัญพืชของภูเขาลั่วพั่วไม่ได้เพิ่มมาแม้แต่เหรียญเดียว แต่เรื่องวงในทุกเรื่องของพื้นที่มงคลที่คนผู้นี้พูดออกมา เดิมทีก็ถือว่าช่วยให้ภูเขาลั่วพั่วประหยัดเงินฝนธัญพืชได้ก้อนหนึ่งแล้ว

ก่อนหน้านี้ซุนเจียซู่ขึ้นมาบนภูเขาด้วยตัวเอง

มีความจริงใจอย่างถึงที่สุด

ตระกูลซุนของนครมังกรเฒ่ายินดีออกเงินฝนธัญพืชสามร้อยเหรียญ ต้องการแค่ดอกเบี้ยตามระยะเวลาที่กำหนด ผลเก็บเกี่ยวของพื้นที่มงคลรากบัวในอนาคต เขาซุนเจียซู่และทางตระกูลจะไม่รับส่วนแบ่งแม้แต่ส่วนเดียว

ตระกูลฟ่านเองก็จะช่วยออกสามร้อยเหรียญเช่นกัน แล้วก็เป็นเงื่อนไขเดียวกันนี้ คนที่ให้ยืมเงินไม่ใช่เจ้าประมุขตระกูลฟ่าน แต่เป็นคนหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อว่าฟ่านเอ้อร์

แต่ว่าทั้งสองตระกูลยังมีข้อเรียกร้องอีกมากมายที่ไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่นซุนเจียซู่เสนอว่า ภายในระยะเวลาห้าสิบปี ภูเขาลั่วพั่วจำเป็นต้องมอบผู้ถวายงานที่ได้รับการแขวนชื่อคนหนึ่งให้กับตระกูลซุน จะเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตเดินทางไกลหรือผู้ฝึกตนก่อกำเนิดก็ได้ทั้งสิ้น หากยามที่ตระกูลซุนประสบหายนะแล้วลงมือช่วยเหลือหนึ่งครั้ง เงื่อนไขข้อนี้ก็จะเป็นโมฆะ นอกจากนี้ก็คือตระกูลซุนคิดจะเปิดเส้นทางการเดินเรือเส้นหนึ่งจากนครมังกรเฒ่าทางทิศใต้ตรงมายังทิศเหนือ จุดหมายปลายทางของเรือข้ามฟากก็คือท่าเรือภูเขาหนิวเจี่ยวหาใช่ตำหนักฉางชุนที่อยู่เมืองหลวงต้าหลีไม่ นี่จำเป็นต้องให้เว่ยป้อและภูเขาลั่วพั่วช่วยดูแล รวมไปถึงช่วยสานสัมพันธ์ให้กับทางราชสำนักต้าหลีด้วย

ต่อให้รวมกับเงื่อนไขเพิ่มเติมที่จำเป็นต้องให้ทั้งสองฝ่ายค่อยๆ ปรับแก้ให้เข้ากันเหล่านี้แล้ว ครั้งนี้การที่ซุนเจียซู่ให้ยืมเงินโดยรับแค่ดอกเบี้ย แม้จะบอกว่าสามารถรับประกันได้ว่าไม่ว่าตระกูลซุนของนครมังกรเฒ่าพบเจอภัยแล้งหรือน้ำท่วมก็ยังคงได้รับผลเก็บเกี่ยว

ทว่าตอนนี้แจกันสมบัติทวีปถือว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ฟ้าพลิกดินคว่ำ มีโอกาสที่จะหาเงินทองได้นับไม่ถ้วน แต่ตระกูลซุนกลับควักทรัพย์สินแทบทั้งหมดมาลงเดิมพันกับภูเขาลั่วพั่ว ย่อมไม่ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน คัมภีร์การทำการค้าที่แท้จริงควรจะทำให้เงินมีขา เหมือนกับตระกูลใหญ่แห่งอื่นๆ ที่เมื่ออยู่ในอาณาเขตอันกว้างขวางทางฝั่งทิศใต้ของทะเลสาบกวานหู ทางฝั่งทิศเหนือของนครมังกรเฒ่า ก็ล้วนสามารถทำให้กำไรไหลมาเทมา ทำให้เงินต่อเงินได้ ดูจากสถานการณ์ที่เริ่มค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นในทุกวันนี้ ตระกูลซุนไม่เพียงแต่สามารถได้กำไรเหนาะๆ อย่างไม่ต้องขาดทุน อีกทั้งยังสามารถผูกสัมพันธ์อันดีกับราชสำนักต้าหลีและฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของสกุลซ่ง หากต้าหลีเขมือบกลืนพื้นที่ทั้งทวีป การทุ่มเทอย่างลับๆ เช่นนี้จะช่วยเป็นการขยับขยายเส้นทางแห่งทรัพย์สินให้แก่ลูกหลานรุ่นหลังของตระกูลซุน

จูเหลี่ยนพลันเอ่ยว่า “หลังจากที่ร้านผ้าห่อบุญเปิดกิจการ หากไม่ผิดไปจากที่คาด ฮ่องเต้พระองค์ใหม่จะต้องส่งเงินเหรียญทองแดงแก่นทองก้อนหนึ่ง หรือไม่ก็เศษชิ้นส่วนร่างทองมาให้เจ้าด้วยตัวเอง ภูเขาพีอวิ๋นแค่รับไว้อย่างเดียวก็พอ หลีกเลี่ยงไม่ให้ฮ่องเต้หนุ่มคนนั้นคิดมาก คนฉลาดเวลาอยู่ว่างๆ มักจะเกิดใจระแวงเสมอ กลับจะกลายเป็นเรื่องไม่ดี แต่ก็พูดกันก่อนว่า เรื่องความสัมพันธ์ก็ส่วนของความสัมพันธ์ เรื่องการค้าก็ส่วนของการค้า ยังคงเป็นภูเขาลั่วพั่วของพวกเราที่จะซื้อมาจากภูเขาพีอวิ๋นของเจ้าราคาถูก”

เว่ยป้อยิ้มกล่าว “แน่นอน”

จากนั้นก็เอ่ยเสริมหนึ่งประโยค “หากตัดสองคำว่า ‘ราคาถูก’ ทิ้งไปได้ก็จะดียิ่งกว่านี้”

นับตั้งแต่ที่เว่ยป้อจัดงานเลี้ยงท่องราตรีครั้งที่สองขึ้นมาอย่างอลังการ มาจนถึงเปิดร้านผ้าห่อบุญบนภูเขาหนิวเจี่ยว นอกจากได้เงินเทพเซียนเล็กๆ น้อยๆ ที่ผิดต่อมโนธรรมในใจแล้ว อันที่จริง…ยังมีแนวโน้มว่าจะได้เงินเหรียญทองแดงแก่นทองที่ผิดต่อมโนธรรมในใจมาอีกก้อนหนึ่ง

ในเมื่อเทพใหญ่แห่งขุนเขาเหนือจำเป็นต้องกว้านเอาเงินเทพเซียนมาช่วยในการฝ่าทะลุขอบเขต ราชสำนักต้าหลีจะนั่งดูดายอยู่เฉยๆ ได้หรือ? ถึงขั้นที่สามารถพูดได้ว่า ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของต้าหลีในทุกวันนี้ต้องการให้เว่ยป้อเลื่อนขั้นสู่ห้าขอบเขตบนมากกว่าใครในแจกันสมบัติทวีปทั้งนั้น! ยิ่งความเคลื่อนไหวรุนแรงเท่าไรก็ยิ่งดี! ทางที่ดีที่สุดคือสามารถเกิดภาพบรรยากาศมหามงคลอันยิ่งใหญ่ในรัศมีพันลี้ นี่หมายความว่าอะไร? ก็หมายความว่าเขาซ่งเหอหยัดยืนได้มั่นคงเที่ยงตรงที่สุด ฟ้าดินจึงร่วมกันอำนวยอวยพร!

เว่ยป้อคือองค์เทพแห่งห้าขุนเขาใหม่เพียงองค์เดียวที่อดีตฮ่องเต้เป็นผู้แต่งตั้ง

ทว่าเว่ยป้อก็ยังเป็นองค์เทพแห่งขุนเขาของพื้นที่ที่มังกรลุกผงาดของต้าหลี ถือเป็นบุคคลที่สำคัญในสำคัญอีกที เพราะเมืองหลวงต้าหลีก็อยู่ภายใต้เปลือกตาขององค์เทพองค์นี้

ถ้าอย่างนั้นควรจะผูกใจเว่ยป้อที่เป็น ‘อดีตขุนนางของราชวงศ์ก่อน’ อย่างไร ปัญหาข้อนี้จึงง่ายที่จะกลายมาเป็นปมในใจของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ นานวันเข้า หากทั้งสองฝ่ายไม่อาจพูดคุยกันได้ ก็จะกลายเป็นหนามแหลมทิ่มตำใจฮ่องเต้ ถ้าอย่างนั้นก็จำเป็นต้องให้เว่ยป้อและภูเขาพีอวิ๋นมอบบันไดลงไปให้ ให้ราชสำนักต้าหลีสามารถเดินลงมาได้ อีกทั้งยังต้องเดินอย่างสบายๆ ไม่สะดุดติดขัด

ดังนั้นแรกเริ่มที่จูเหลี่ยนกับเจิ้งต้าเฟิงพูดถึงเรื่องนี้ เหตุใดเว่ยป้อถึงได้ลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบตกลง?

ก็เพราะว่าคนสามคนที่อยู่ในลานเรือนขนาดเล็กตอนนั้นล้วนเล่นหมากล้อมเก่งไม่แพ้กัน ล้วนเป็นคนที่เดินก้าวหนึ่งแล้วสามารถคาดการณ์ไปไกลได้หลายก้าว

—-

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด