กระบี่จงมา 542.3 ได้สมบัติ

Now you are reading กระบี่จงมา Chapter 542.3 ได้สมบัติ at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

อาวุธวิเศษที่ใช้ตรวจสอบเส้นทางชิ้นนั้นบินว่อนไปสี่ทิศ ไม่เจออุปสรรคใดๆ มาขัดขวาง

ผู้ถวายงานเฒ่าจึงทะยานลมขึ้นสู่กลางอากาศสูงได้อย่างวางใจ

และในขณะที่ผู้ถวายงานเฒ่าออกห่างจากพื้นดินไปได้หลายร้อยจั้งนั้นเอง อาวุธวิเศษชิ้นนั้นพลันระเบิดแตก ผู้ถวายงานเฒ่ารู้ว่าท่าไม่ดี แล้วจู่ๆ ก็พลันถูกคนกระชากให้ร่วงลงมาบนพื้นดิน

ผู้ถวายงานเฒ่าใจสั่นสะท้าน จากนั้นก็ผ่อนลมหายใจโล่งอก ที่แท้ก็เป็นหวนอวิ๋นเจินเหรินที่กดไหล่ของเขาเอาไว้ พาเขาทะยานลงไปบนพื้นด้วยกัน

จากนั้นผู้ถวายงานเฒ่าก็สัมผัสได้ว่าเหนือศีรษะมีลมปราณเล็กบางเสี้ยวหนึ่งพุ่งวาบผ่านไป เพียงชั่วพริบตาก็ไม่เหลือร่องรอย

หวนอวิ๋นเอ่ยเสียงทุ้มหนัก “แนะนำเจ้าว่าอย่าขึ้นไปข้างบนอีก ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนสำนักการทหารที่เป็นเซียนดินโอสถทองก็ยังไม่อาจต้านรับปราณกระบี่ที่ออกตรวจตราไปทั่วสี่ทิศกลุ่มนั้นได้”

ก่อนหน้านี้เจินเหรินผู้เฒ่าโยนยันต์สำรวจเส้นทางหลายแผ่นออกไปรอบทิศ แล้วก็สังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่มียันต์ลอยขึ้นไปยังจุดสูงจะต้องแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผงในเสี้ยววินาที

ผู้ถวายงานเฒ่าแหงนหน้ามองไป ลมปราณเสี้ยวนั้นไม่เหลือร่องรอยให้ตามหาแล้ว

ขอบเขตประตูมังกรของนครเหนือเมฆผู้นี้กล่าวอย่างตกตะลึง “หรือว่าซากปรักแห่งนี้ยังมีเซียนกระบี่เฝ้าพิทักษ์อยู่?!”

หวนอวิ๋นที่ไปวนอ้อมภูเขาเขียวมารอบหนึ่งแล้วส่ายหน้า “ล้วนตายกันไปหมดแล้ว ไม่มีคนรอดชีวิต แล้วก็ไม่มีพวกภูตผีด้วย เหลือแต่ปราณกระบี่นี้ที่ยังคงดำรงอยู่ในฟ้าดินขนาดเล็กแห่งนี้”

หวนอวิ๋นมีสีหน้าเครียดขรึม “จะบอกข่าวที่กึ่งดีกึ่งร้ายแก่เจ้าข่าวหนึ่ง หลังจากที่ถ้ำสวรรค์พื้นที่มงคลเก่าแก่แห่งนี้ต้องแหลกสลายเพราะเหตุไม่คาดฝัน ก็เหลืออาณาบริเวณที่ลี้ลับมหัศจรรย์นี้เอาไว้ ความเล็กใหญ่ของอาณาเขตมีรัศมีคร่าวๆ ประมาณร้อยลี้ อายุของฟ้าดินขนาดเล็กแห่งนี้บอกได้ยาก อาจจะพันปี หรืออาจจะยาวนานยิ่งกว่านั้น แต่ข้าผู้อาวุโสพอจะอนุมานได้แล้วว่าถ้ำสถิตบนภูเขาแห่งนี้สูญสลายไปประมาณช่วงไหน นั่นคือประมาณเจ็ดแปดร้อยปีก่อน ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องปกติ ในประวัติศาสตร์แคว้นเป่ยถิง เดิมทีก็ไม่มีสำนักตระกูลเซียนเช่นนี้อยู่เลย”

หวนอวิ๋นหยุดเรือนกายที่กำลังทะยานลงสู่พื้น ลอยตัวอยู่ห่างพื้นมาร้อยกว่าจั้งพร้อมกับผู้ถวายงานเฒ่า แล้วเอ่ยเนิบช้าว่า “ถ้าอย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว หลังจากที่สำนักของที่แห่งนี้ล่มสลายไป ฟ้าดินขนาดเล็กนี่ก็ถูกยอดฝีมือนอกโลกไม่ทราบนามพกติดกายไปด้วย จนกระทั่งย้ายมาถึงแคว้นเป่ยถิงแห่งนี้ เพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไม เซียนท่านนี้ถึงได้ไม่สามารถครอบครองพื้นที่ลับแห่งนี้แล้วฝึกตนต่อไปอย่างราบรื่น จากนั้นก็อาศัยที่แห่งนี้มาเปิดภูเขาตั้งพรรคอยู่ภายนอก หากไม่เป็นเพราะเจอหายนะที่ไม่คาดฝัน สมบัติขั้นสูงสุดบางชิ้นที่บรรจุฟ้าดินขนาดเล็กนี้ไว้หล่นลงไปกลางภูเขาลึกของแคว้นเป่ยถิงโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น ถ้าอย่างนั้นหลังจากคนผู้นี้มาถึงแคว้นเป่ยถิงแล้วก็ไม่ได้ออกเดินทางไกลต่อ แต่แอบปิดด่านอยู่ที่นี่ จากนั้นก็ลาจากโลกนี้ไปอย่างเงียบเชียบ”

หวนอวิ๋นถอนหายใจ “เป็นตายไม่แน่นอน มหามรรคาเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่ง”

ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้และหลักการนี้

ก็มักจะทำให้คนรู้สึกหมดอาลัยตายอยากอย่างห้ามไม่ได้

เพียงแต่ว่าหลังจากที่หวนอวิ๋นทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจังแล้วก็สะดุ้งคืนสติในทันใด เขานึกถึงประโยคที่ตนใช้ปลอบเสิ่นเจิ้นเจ๋อตอนอยู่นครเหนือเมฆ แล้วอารมณ์ก็พลันกลับคืนมาเป็นปกติ ในใจไม่เหลือพยับหมอกใดๆ ทิ้งไว้อีก

นักพรตเต๋าฝึกตน หากทำร้ายตัวเองก็จะทำร้ายคนอื่นได้ยิ่งกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ถึงได้มีด่านเคาะใจที่ยากจะข้ามผ่านที่สุดในบรรดาสามลัทธิร้อยสำนัก

อันที่จริงหวนอวิ๋นเจินเหรินผู้เฒ่ามีคุณสมบัติดีเยี่ยม เพียงแต่ว่าเซียนดินบนภูเขาทุกคนที่อยู่บนเส้นทางเลียบลำน้ำใหญ่ของอุตรกุรุทวีปต่างก็รู้สึกว่าเส้นทางสายยันต์ของเขาหวนอวิ๋นมีอนาคตยาวไกล สอดคล้องกับมหามรรคาของตัวเขาเอง ถึงได้มีสภาพการณ์อย่างในทุกวันนี้ แต่อันที่จริงหวนอวิ๋นรู้ดีอยู่แก่ใจว่า นี่เรียกว่าคนใบ้กินหวงเหลียน แม้ขมขื่นก็พูดไม่ออก เคยมียอดฝีมือกล่าวไว้ว่า หากเขาหวนอวิ๋นเข้าไปอยู่ในตระกูลเซียนที่มีอักษรจงเสียแต่เนิ่นๆ จากนั้นก็อย่าไปเรียนไอ้พวกวิชายันต์ผีที่ดีแต่เปลือกพวกนั้นอีก ป่านนี้ก็คงกลายเป็นผู้ฝึกตนก่อกำเนิดที่มีหวังว่าจะเลื่อนสู่ห้าขอบเขตบนไปนานแล้ว

ดังนั้นสำหรับคำว่าผลได้ผลเสีย หวนอวิ๋นเข้าใจได้ลึกซึ้งอย่างถึงที่สุด

ยามที่เบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำ ก็ได้แต่เอาการฝึกตนที่เป็นดั่งการขัดเกลาจิตแห่งเต๋ามาคลายความกลัดกลุ้มเท่านั้น

……

ในอารามเต๋าที่อยู่บนยอดเขาตั้งบูชารูปปั้นของนักพรตเต๋าวัยกลางคนผู้หนึ่งที่อยู่ในท่านั่ง ทอดสายตามองไปเบื้องหนา สองมือวางทับซ้อนไว้ด้านหน้าตัวเอง

บนโต๊ะมีกระถางธูปทองเหลืองใบเล็กใบหนึ่ง ด้านในกระถางยังมีขี้เถ้าเหลืออยู่ครึ่งกระถาง

ไม่ว่าใครก็รู้ว่ากระถางธูปใบเล็กที่วาววับใบนั้นต้องเป็นสมบัติหนักของลัทธิเต๋าชิ้นหนึ่งอย่างแน่นอน แต่กลับไม่มีใครไปแตะต้อง

ตี๋หยวนเฟิงถามเบาๆ ว่า “นักพรตซุน เจ้าเคยเห็นคนผู้นี้จากในตำราภาพเหมือนของเทวรูปลัทธิเต๋าพวกเจ้าบ้างหรือไม่?”

นักพรตซุนส่ายหน้า “ไม่เคยเห็นมาก่อน”

มีประโยคหนึ่งที่เขาไม่กล้าพูดออกมา นักพรตที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้หน้าตาธรรมดา ความรู้สึกที่เทวรูปนี้มอบให้กับผู้คนก็มีเพียงความสามัญไร้ความพิเศษ ถึงขั้นไม่มีความรู้สึกชวนให้คนอกสั่นขวัญผวาได้เหมือนภาพฝาผนังขององค์เทพแห่งสวรรค์ทั้งสี่ท่านในถ้ำด้วยซ้ำ

เฉินผิงอันจ้องนิ่งไปยังเทวรูปนั้น ดูเหมือนว่าในช่วงเวลาสามร้อยกว่าปีที่ได้ท่องไปท่ามกลางกระแสสายน้ำแห่งกาลเวลาในพื้นที่มงคลดอกบัวพร้อมกับตงไห่นักพรตเฒ่าอารามกวานเต๋าผู้นั้น บางครั้งก็จะได้เห็นเจ้าอารามผู้เฒ่านั่งอยู่ในท่านี้ เพียงแต่ว่าพบเห็นได้ไม่บ่อยนัก บางทีในสายตาของมนุษย์ธรรมดา ท่านั่งนี้อาจจะไม่ได้แปลกประหลาดอะไร แต่เฉินผิงอันกลับมีความรู้สึกที่พร่าเลือนอย่างหนึ่ง เขามักจะรู้สึกว่าปณิธานที่แท้จริงในการฝึกตนของเจ้าอารามผู้เฒ่ากับบนร่างของเทวรูปนักพรตเต๋าวัยกลางคนที่เห็นอยู่ตรงหน้านี้ ค่อนข้างจะคล้ายคลึงกันทางจิตวิญญาณ

เฉินผิงอันนึกถึงสี่คำที่เคยเปิดเจอในตำราของลัทธิเต๋า

หลุดจากขอบเขต นั่งลืมตน

กาลเวลาอันยาวไกล

ผู้ฝึกตนไม่รู้ร้อนหนาวล่างภูเขา คนตายไปแล้ว เหลือเพียงเทวรูปที่ว่างเปล่า ต่อให้ตอนมีชีวิตอยู่เจ้าจะมีมรรคกถาสูงส่งมหัศจรรย์มากแค่ไหน แล้วจะอย่างไร? ก็ยิ่งไม่รู้ถึงสี่ฤดูกาลที่หมุนเวียนผันเปลี่ยนอยู่ดีไม่ใช่หรือ นักพรตฝึกตน ฝึกไปจนถึงท้ายที่สุด จะอยู่สูงได้ถึงแค่ไหนกันแน่?

เฉินผิงอันถอนหายใจอยู่ในใจ หยิบธูปสายน้ำภูเขาสามดอกออกมาจากในวัตถุชื่อ หลังจากจุดธูปแล้วก็ปักมันลงในกระถางธูปใบเล็ก

นักพรตซุนรู้สึกว่าสหายนักพรตผู้นี้เพ้อเจ้อสิ้นดี หรือยังหวังให้นักพรตในเทวรูปยังมีจิตวิญญาณหลงเหลืออยู่ พอเจ้าจุดธูปสามดอกนี้แล้วก็จะประทานโชควาสนามาให้?

หวงซือและตี๋หยวนเฟิงต่างก็ไม่ได้ขัดขวางการจุดธูปของคนผู้นี้

ในความเป็นจริงแล้วพวกเขายิ่งอยากอาศัยการจุดธูปที่เป็นการกระทำอันบุ่มบ่ามของผู้เฒ่าชุดดำมาวิเคราะห์กระถางธูปใบเล็กด้วยว่า นี่จะเป็นการไปเตะต้องกลไกจนมีโชควาสนาอีกอย่างหนึ่งปรากฏ หรือว่าจะเป็นการเตะต้องกลไกที่ชักนำหายนะปลิดชีพมาสู่กันแน่

เพราะพวกเขาต้องเอากระถางธูปใบเล็กนี้ไปแน่ และในเมื่อมีคนยินดียอมเสี่ยงอันตรายเบิกทางให้ก็ย่อมดีขึ้นไปอีก

รอจนธูปทั้งสามดอกเผาไหม้จนหมดก็ยังคงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ

ตี๋หยวนเฟิงจึงยิ้มกล่าว “พี่ใหญ่หวงได้ชุดคลุมอาคมไปก่อนชุดหนึ่ง ข้าได้เครื่องประดับมาสองชิ้น ถ้าอย่างนั้นกระถางธูปใบนี้ควรจะตกเป็นของใคร? นักพรตซุน พี่ใหญ่เฉิน?”

เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “ข้าคงไม่เอาแล้วล่ะ ในภูเขามีสิ่งปลูกสร้างตั้งมากมาย สิบเจ็ดสิบแปดหลังยังเดินไม่ทั่ว หลังจากที่แยกย้ายกันลงมือ ก็มีงานมากพอให้ข้ายุ่งวุ่นวายแล้ว หากนักพรตซุนต้องการกระถางธูปใบเล็กนี้ก็เอาไปได้เลย”

หวงซือกล่าว “ข้าสามารถใช้ชุดคลุมอาคมชิ้นนั้นมาแลกกระถางธูปใบนี้กับนักพรตซุน”

นักพรตซุนรู้สึกเสียดายอย่างยิ่งยวด แต่ก็ยังคงพยักหน้าตอบตกลง

หวงซือโยนชุดคลุมอาคมชิ้นนั้นออกไป แล้วตัวเองก็ไปหยิบกระถางธูปมาใส่ในห่อสัมภาระ

จากนั้นก็กวาดเอาพวกเสื้อผ้า ขวดไห สิ่งของที่ไม่มีค่าในห่อสัมภาระใบใหญ่ออกมาโยนทิ้งไว้บนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ

แล้วจึงฉีกห่อผ้าออกเป็นสองส่วน ครึ่งหนึ่งโยนให้ตี๋หยวนเฟิง ให้เขาเอาไปใช้เป็นห่อผ้าบรรจุของ หวงซือชำเลืองตามองนักพรตซุนที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนแล้วเอ่ยว่า “นักพรตซุนสวมชุดคลุมเต๋าตัวใหญ่ขนาดนี้ จะถอดเอามาเป็นห่อสัมภาระไม่ได้หรือ?”

นักพรตซุนทำท่ากระจ่างแจ้ง อารมณ์ดีขึ้นมาโดยพลัน

หลังจากนั้นคนทั้งสี่ก็เริ่มง่วนค้นหาสมบัติในส่วนของตนอยู่ในอารามเต๋าขนาดเล็ก ตี๋หยวนเฟิงเจอเบาะรองนั่งสีขาวหิมะใบหนึ่ง นักพรตซุนกระชากผ้าม่านสีทองที่ไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุอะไรลงมาหลายผืน

หวงซือเดาเอาว่าในเทวรูปต้องมีความลี้ลับซ่อนอยู่ จึงปล่อยหมัดต่อยให้เทวรูปแตกกระจาย ทว่ากลับไม่ได้ผลเก็บเกี่ยวอะไรกลับคืนมา

ตอนนั้นเฉินผิงอันกำลังนั่งยองอยู่บนพื้น ลูบคลำอิฐเขียวที่มีความชื้นสูง เคาะๆ ตีๆ ไปเรื่อยๆ เพิ่งจะวางแผนบางอย่างได้ก็ได้ยินความเคลื่อนไหวนั้น จึงเงยหน้าขึ้นมองหวงซือ ฝ่ายหลังหันมาแสยะยิ้มให้เฉินผิงอัน

นักพรตซุนตกใจสะดุ้งโหยง ตี๋หยวนเฟิงแค่ชำเลืองตามองเศษซากเทวรูปที่แตกกระจายอยู่บนพื้น พอเห็นว่าเป็นแค่เศษไม้ลงสีสันที่ไม่มีค่าก็ไม่มองให้เสียเวลาอีก

คนทั้งสี่เดินออกมาจากอารามเต๋าด้วยกัน นักพรตซุนเพิ่งจะเดินข้ามธรณีประตู

ตรงเอวของนักพรตร่างผอมสูงผู้นี้ก็มีเสียงระเบิดดังขึ้นเป็นระลอก

กระพรวนเจดีย์วิเศษชิ้นนั้นถึงกับระเบิดแตกไปโดยตรง

นักพรตซุนร้องโหยหวนเสียงหลง “แย่แล้วๆ! ต้องเป็นเพราะการกระทำที่ไม่ให้ความเคารพของพวกเราที่ไปทำให้นายท่านเทพเซียนของลัทธิเต๋าผู้นี้โมโหเข้าแน่ๆ”

หวงซือกับตี๋หยวนเฟิงหันมาสบตากัน ต่างก็ไม่มีความลังเลใดๆ รีบสาวเท้ามุ่งหน้าลงจากเขาไป แยกย้ายกันไปหาสมบัติตามสิ่งปลูกสร้างแห่งอื่น

นักพรตซุนลังเลเล็กน้อย แล้วก็ไม่ได้เลือกติดตามตี๋หยวนเฟิงไป แต่ตามไปกับหวงซือ เขาร้องเรียกเสียงดังว่ารอข้าด้วย แล้วก็วิ่งตะบึงเข้าไปหาอีกฝ่าย

เพียงไม่นานอารามเล็กด้านหลังของคนทั้งสี่ก็พังครืนถล่มลงมา ฝุ่นผงฟุ้งกระจายมืดฟ้ามัวดิน

เฉินผิงอันไม่ได้รีบร้อนลงจากภูเขาไปหาสมบัติเหมือนกับคนทั้งสาม

แต่เริ่มไล่เก็บสิ่งของชิ้นอื่นๆ ที่อีกสามคนไม่ยินดีจะเก็บเอาไป

ยกตัวอย่างเช่นกระเบื้องแก้วสีเขียวมรกตที่หนักอึ้ง อีกทั้งยังกินพื้นที่อย่างมาก และยังมีอิฐเขียวที่รวบรวมโชคชะตาน้ำไว้ได้อย่างเข้มข้นพวกนั้น

นอกจากห่อสัมภาระที่สะพายไว้เอียงๆ บนไหล่แล้ว เฉินผิงอันยังมีวัตถุฟางชุ่นและวัตถุจื่อชื่อ

และก่อนหน้านี้ก็ไปเปิดร้านผีฝูที่ถนนเหล่าไหวของสวนน้ำค้างวสันต์พอดี จึงได้เอาของข้างในออกจนมีที่ว่างเพิ่มมาอีกเยอะ

แต่สิ่งที่เฉินผิงอันต้องการเก็บไปด้วยจริงๆ กลับเป็นเศษไม้ของเทวรูปที่ถูกหนึ่งหมัดของหวงซือต่อยจนแหลกสลายนั่นมากกว่า

ท่ามกลางซากปรักของอารามเต๋า เฉินผิงอันเดินไล่เก็บสิ่งของต่างๆ ไปอย่างไม่รีบไม่ร้อน

กระเบื้องแก้วที่ส่องประกายแสงเรืองรองถูกเขาเก็บไว้ในวัตถุจื่อชื่อก่อน ขณะเดียวกันก็คอยโยนของจุกจิกที่อยู่ท่ามกลางกองเศษซากอารามเต๋าไปไว้บนลานกว้าง คัดเลือกเศษชิ้นไม้ของเทวรูปมาอย่างละเอียด หาเศษไม้ไปพลางบรรจุกระเบื้องแก้วไปด้วย เล่าลือกันว่าหอแก้วของนครจักรพรรดิขาวมีกระเบื้องแก้วมรกตที่ทำจากวิชาลับวางทับซ้อนเป็นชั้นๆ มุงเป็นหลังคา มีคำกล่าวขานที่งดงามบอกว่า ‘เหนือหอแก้วมีกระเบื้องหมื่นแผ่น สาดสะท้อนเกิดริ้วคลื่นมรกตอยู่บนทะเลเมฆ’

หลังจากเฉินผิงอันเก็บรวบรวมเศษไม้ของเทวรูปได้ทั้งหมดแล้ว ยังเก็บกระเบื้องแก้วไปได้ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบแผ่น แล้วเขาก็เริ่มเกิดความคิดที่ประหลาด

หนึ่งเพราะพอเงยหน้าขึ้นมอง ก็ราวกับว่าซากของอารามเต๋าถูกตนย้ายตำแหน่ง เปลี่ยนจากจุดเดิมเคลื่อนย้ายมาไว้บนลานหยกขาว

นอกจากนี้อิฐเขียวที่ซุกซ่อนโชคชะตาน้ำเป็นเส้นเป็นกลุ่ม หาใช่ปราณวิญญาณทั่วไปพวกนั้นก็ทำให้เฉินผิงอันตกอยู่ในสภาวะที่ชวนให้ลำบากใจ

หากคิดจะเก็บรวบรวมกระเบื้องแก้วบนหลังคาอารามและอิฐเขียวบนพื้นไปให้หมด เกรงว่าต่อให้เฉินผิงอันมีวัตถุจื่อชื่อเพิ่มมาอีกหลายชิ้นก็คงยังทำไม่ได้

สำหรับเรื่องนี้ เฉินผิงอันไม่ต้องคิดให้มากความเลยด้วยซ้ำ

ทว่าในวัตถุจื่อชื่อยังเก็บของเก่าแก่บางอย่างที่ไม่มีค่าแม้แต่น้อยเอาไว้

เมื่อเทียบกับอิฐเขียวที่ซุกซ่อนแก่นโชคชะตาน้ำแล้ว บางทีการไปค้นหาสมบัติหรือโชควาสนาอื่นในสิ่งปลูกสร้างแห่งอื่นหลังจากนี้ อาจต่างกันราวฟ้ากับเหวก็เป็นได้

เฉินผิงอันทรุดตัวลงนั่งยองอยู่ที่เดิม สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ

เขาแหงนหน้าขึ้น เอามือลูบตอหนวดใต้คาง แล้วก็ลุกขึ้นยืน พยายามจะขนย้ายอิฐเขียวกระเบื้องแก้วพวกนั้นไปให้ได้มากที่สุด

ของเก่าที่อยู่ในวัตถุจื่อชื่อ เขาไม่ได้ทิ้งไปแม้แต่ชิ้นเดียว

สุดท้ายเฉินผิงอันก็จุดธูปอีกสามดอกปักไว้ตรงกลางร่องระหว่างอิฐเขียวสองก้อนของซากอารามเต๋า

รอจนธูปเผาไหม้จนหมด เขาก็เป่าลมออกมาเบาๆ หนึ่งที เป่าให้เศษขี้เถ้าเหล่านั้นปลิวสลายไป

เฉินผิงอันขุดเอาก้อนอิฐสีเขียวออกมา เขาลงมืออย่างเป็นระเบียบ ไล่แกะไปทีละแถว ไม่ได้แกะทางซ้ายก้อนทางขวาก้อน แล้วจากนั้นก็ลบร่องรอยการขุดบนพื้นทิ้ง

สุดท้ายแม้แต่วัตถุฟางชุ่นก็ยังไม่ยอมปล่อยผ่าน เอาอิฐเขียวสามสิบกว่าก้อนใส่เข้าไปเหมือนกับในวัตถุจื่อชื่อ

คิดๆ ดูแล้ว เฉินผิงอันก็เอาอิฐเขียวหนึ่งก้อนกับกระเบื้องแก้วสองแผ่นใส่ไว้ในห่อสัมภาระของตัวเองอีก ห่อผ้าหนักอึ้งเช่นนี้ทำให้คนรู้สึกหนักแน่นมั่นคงตามไปด้วย

ดังนั้นเฉินผิงอันจึงใส่อิฐเขียวอีกสองก้อนลงไปในห่อสัมภาระ

แล้วถึงได้ลงจากภูเขา

ไปดูนักพรตซุนที่จิตใจอ่อนไหวมากที่สุด

หากไม่ผิดไปจากที่คาด รอจนนักพรตซุนผู้นี้พอบเจอสมบัติหนักที่ทำให้หวงซือน้ำลายสอได้แล้ว ก็คือช่วงเวลาที่สหายนักพรตซุนต้องกายดับมรรคาสลายแล้ว

และก่อนที่สหายนักพรตซุนผู้นี้จะตะโกนบอกหวงซือว่ารอข้าด้วย อันที่จริงเขาก็ได้ใช้เสียงในใจบอกกับเฉินผิงอันหนึ่งประโยคว่า ‘ระวังฉินจวี้หยวนผู้นั้นเอาไว้ให้ดี ทางที่ดีที่สุดสหายก็อย่าได้ปรากฏตัวอีกเลย ฉวยโอกาสนี้ไปเก็บสมบัติแล้วรีบหนีไปซะ หนีไปได้ไกลเท่าไรก็ยิ่งดี ชีวิตมีค่ามากกว่าเงิน!’

เฉินผิงอันรู้สึกว่าลำพังเพียงแค่ประโยคนี้ก็ควรจะทำให้เรื่องไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้นกับนักพรตซุนน้อยลงไปหนึ่งเรื่องแล้ว

การเยี่ยมเยือนภูเขาค้นหาสมบัติในครั้งนี้ ความอุดมสมบูรณ์ของสมบัติที่ได้มา อยู่เหนือกว่าที่เฉินผิงอันจินตนาการเอาไว้มาก มากจนถึงขั้นที่ว่าแม้แต่ในฝันก็ยังหัวเราะได้

ดังนั้นต่อจากนี้ก็คือการท่องเที่ยวไปตามขุนเขาสายน้ำแล้ว

หากได้ผลเก็บเกี่ยวมาโดยบังเอิญอีกย่อมดียิ่งกว่า แต่หากไม่ได้อะไรเลยก็ไม่ถือว่าแย่

แต่การที่กระพรวนเจดีย์วิเศษของนักพรตซุนระเบิดอย่างไม่ทราบสาเหตุนั้น เป็นเรื่องที่ประหลาดอย่างมาก

เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับความแปลกประหลาดที่มีอยู่ทั่วทุกหนแห่งของถ้ำสถิตแห่งนี้แล้ว ก็ดูเหมือนว่าจะไม่แปลกสักเท่าไรแล้ว

ต่อให้เมื่อครู่เฉินผิงอันจะเพิ่งจุดไฟเผายันต์ปราณหยางส่องไฟไปแผ่นหนึ่ง แล้วฟ้าดินก็ยังคงสว่างแจ่มใส ไร้ร่องรอยของปราณสกปรกชั่วร้ายอยู่ก็ตาม

คราวนี้เฉินผิงอันก็จนปัญญาแล้วจริงๆ

คงหนีไม่พ้นทหารมาเอาขุนพลต้านรับ น้ำมาเอาดินกลบเท่านั้นเอง (เปรียบเปรยถึงการรับมือไปตามสถานการณ์ ไม่ว่าจะมาวิธีไหนก็รีบมือได้)

ภัยธรรมชาติและหายนะจากคนในหลายๆ ครั้ง อันที่จริงก็ส่วนใหญ่ก็มีแต่ภัยจากคนเท่านั้นเอง

เฉินผิงอันเดินอ้อมซากปรักอารามเต๋าที่กองกันเป็นภูเขาอยู่บนลานกว้างหยกขาว ก่อนหน้านี้การพลิกๆ ค้นๆ ของเฉินผิงอันนั้นเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่มีทางพลาดอะไรไปแน่นอน

ต่อให้พลาดอะไรไปจริงๆ ก็ยิ่งไม่จำเป็นต้องคิดมาก

เฉินผิงอันยืนอยู่บนบันไดขั้นสูงสุด ทอดสายตามองออกไป

ในที่สุดคนกลุ่มที่สองก็มาถึงแล้ว

เมื่อเทียบกับท่าทางลับๆ ล่อๆ ของคนกลุ่มแรก คนกลุ่มนี้เรียกว่าเดินอาดๆ กว่ามาก

คือจานชิงท่านโหวน้อยแห่งแคว้นเป่ยถิงกับป๋ายปี้ผู้ฝึกตนหญิงผู้สืบทอดของสำนักมังกรน้ำซึ่งเป็นคนของแคว้นฝูฉวี

เฉินผิงอันแปะยันต์แบกศิลาแผ่นหนึ่งไว้บนร่างตัวเอง แล้วพุ่งทะยานลงไปเบื้องล่างดุจนกบินโฉบ

——

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด