กระบี่จงมา 916.1 บนคันนา

Now you are reading กระบี่จงมา Chapter 916.1 บนคันนา at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

หยางหนิงซิ่งที่ถูกรัดคอหน้าแดงก่ำ ได้แต่ตบแขนคนที่อยู่ด้านหลังแรงๆ หวังว่าอีกฝ่ายจะออมมือไว้ไมตรีให้กันบ้าง ล้วนเป็นสหายที่ไม่รู้จักกัน ไยต้องลงไม้ลงมือต่อกันด้วยเล่า

ดูเหมือนเด็กหนุ่มชุดขาวจะโมโหไม่เบา ไม่เพียงแต่ไม่ปล่อยมือ กลับกันยังกดลมปราณลงสู่จุดตันเถียน ขยับเท้าไปด้านหลังเล็กน้อย กระชากพี่มู่เม่าไปข้างหลังจนแผ่นหลังของอีกฝ่ายแทบจะขนานกับพื้น

หยางหนิงซิ่งเกือบจะตาลายเป็นลมไปจริงๆ เปิดปากอย่างยากลำบากว่า “พี่คนดี ช่วยควบคุมหน่อย รีบควบคุมเขาหน่อย อย่าเห็นคนจะตายแล้วไม่ยอมช่วยเหลือสิ ลูกศิษย์ของเจ้าคนนี้มีพลังมหาศาลตั้งแต่เกิด ลงมือรุนแรงเกินไปแล้ว…”

เห็นเพียงว่าเจ้าคนที่มีโฉมหน้าเป็นเด็กหนุ่มซึ่งมีไฝแดงกลางหว่างคิ้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยปราณสังหาร เด็กหนุ่มชุดขาวหันไปมองเจิ้งต้าเฟิง งอสองเข่าลงครึ่งหนึ่ง แต่กลับบิดข้อมือก่อนแรงๆ รัดจนหยางหนิงซิ่งตาเหลือก แล้วก็ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะเป็นหรือตาย เพียงแค่ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “พี่ต้าเฟิง!”

เจิ้งต้าเฟิงยิ้มกล่าว “ไม่ได้เจอกันนานหลายปี น้องชุยก็ยังเป็นเด็กหนุ่มงดงามมาดองงอาจดังเดิม”

หากจะพูดถึงความสนิทสนม เจิ้งต้าเฟิงย่อมสนิทกับพวกพ่อครัวเฒ่า เว่ยป้อมากกว่า คนทั้งสามค่อนข้างจะกริ่งเกรงห่านขาวใหญ่ผู้นี้ พูดได้แค่ว่าไม่ห่างเหิน แต่ก็ไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมมากนัก

เจิ้งต้าเฟิงถาม “มาที่นี่ได้อย่างไร?”

ชุยตงซานยิ้มสดใส คนบนภูเขาย่อมมีแผนการเป็นของตัวเอง

เฉินผิงอันเอ่ยเตือนว่า “ตงซาน พอสมควรแล้ว หากเป็นอย่างนี้ต่อไป พี่มู่เม่าต้องแกล้งตายแน่ วันหน้าย่อมมารีดไถเงินค่ายาเอาจากข้า”

ชุยตงซานถึงได้คลายมือ ประคองพี่มู่เม่าให้ลุกขึ้นมา ฝ่ายหลังใช้มือข้างหนึ่งนวดคลึงลำคอ ไอสำลักไม่หยุด ชุยตงซานช่วยทุบหลังให้อีกฝ่าย ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ต้องโทษข้าที่กระตือรือร้นเกินไป เป็นเพราะเลื่อมใสพี่มู่เม่ามานานมากแล้วจริงๆ พอพบหน้าก็สะกดกลั้นตัวเองไม่อยู่ พี่มู่เม่าคงไม่อาฆาตแค้นหรอกกระมัง?”

หยางหนิงซิ่งยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “ไม่หรอกๆ”

ในสายตาของผู้ฝึกลมปราณกับมนุษย์ธรรมดา คือโลกสองแห่งที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หากผู้ฝึกลมปราณเริ่มเดินขึ้นเขาฝึกตนก็จะได้มองเห็นฟ้าดินใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่ง

การมองเห็นเปิดกว้างประหนึ่งเปิดดวงตาสวรรค์ บุคคลที่อยู่รอบด้านล้วนเห็นชัดเจนแจ่มแจ้ง ขนตาขยับไหว ช่องระหว่างเส้นด้ายถี่แน่นบนเสื้อผ้าใหญ่เหมือนตาข่ายแหจับปลา การขยับไหวของรอยตีนกายามที่สตรีเอื้อนเอ่ยล้วนเห็นชัดแจ้ง ร่องที่ปาดทาผงประทินโฉมบนใบหน้าของพวกนางประหนึ่งร่องคันนาที่ตัดสลับกัน

ฝีเท้าในบริเวณใกล้เคียง ถึงขั้นที่ว่าลมหายใจในแต่ละครั้ง เสียงหัวใจเต้น เมื่อดังเข้าหูของผู้ฝึกตนก็ล้วนดังเหมือนเสียงฟ้าผ่า

ดังนั้นผู้ฝึกลมปราณทุกคน ช่วงต้นของการฝึกตนจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงมหาศาลพลิกฟ้าพลิกดินประเภทนี้

นอกจากนี้วิชาอภินิหารทุกอย่าง และยังมีกระบี่บินของผู้ฝึกกระบี่ จะมากจะน้อยล้วนต้องชักนำริ้วคลื่นลมปราณส่วนหนึ่งได้เสมอ

ผู้ฝึกตนเผชิญหน้ากับเบาะแสน้อยนิดพวกนี้ก็เหมือนคนธรรมดาที่นั่งอยู่ริมน้ำแล้วมีคนที่อยู่ด้านข้างโยนหินลงน้ำไป ก่อให้เกิดริ้วน้ำกระเพื่อมและลูกน้ำแตกกระเซ็น นั่นก็คือการแผ่กระเพื่อมของปราณวิญญาณในฟ้าดิน

ดังนั้นแค่การที่มีคนขยับเข้าใกล้โต๊ะเหล้าโดยที่ผีไม่รู้เทพไม่เห็นก็ทำให้หยางหนิงซิ่งผู้นี้รู้สึกแปลกใจเป็นทบทวีแล้ว แต่นี่ตนกลับยังถูกคนลอบโจมตี ถูกรัดคอโดยที่ไม่มีเรี่ยวแรงให้ตอบโต้เอาคืนแม้แต่น้อย นี่ยิ่งทำให้เขาตกใจขวัญกระเจิงยิ่งกว่าเดิม

ที่นี่คือใต้หล้าห้าสีที่มีผู้ฝึกตนห้าขอบเขตบนน้อยจนนับนิ้วได้ ไม่ใช่ที่อุตรกุรุทวีปที่มีมังกรและงูป่าซุ่มซ่อนอยู่ทุกหนทุกแห่งเสียหน่อย

ขอบเขตก่อกำเนิดของข้านี้จะมีประโยชน์กะผายลมอะไรเล่า?!

โต๊ะเหล้าตัวหนึ่ง เฉินผิงอัน เจิ้งต้าเฟิง ชุยตงซาน หยางหนิงซิ่ง นั่งบนม้านั่งตัวยาวได้คนละตัวพอดี แต่ชุยตงซานกลับทำหน้าหนาจะนั่งเบียดกับพี่มู่เม่าให้จงได้ ไหล่ชนกระทบกัน ยิ้มพูดหน้าทะเล้นว่า “พี่มู่เม่า น้องชายอย่างข้าพอจะเข้าใจนรลักษณ์ศาสตร์อยู่บ้าง มองออกว่าเจ้าโชคดีขนาดนี้เพราะกำลังอยู่ในช่วงเวลายิ่งใหญ่ดีงามที่ดวงและชะตาชีวิตรุ่งโรจน์พร้อมๆ กัน มาถึงที่นี่ต้องได้รับผลเก็บเกี่ยวมหาศาลแน่นอน ไม่สู้พวกเราสองพี่น้องปฏิบัติต่อกันอย่างจริงใจ ตั้งแผงเปิดร้านผ้าห่อบุญที่ใช้สิ่งของแลกสิ่งของกันดีไหม?”

หยางหนิงซิ่งเอ่ยอย่างเขินอาย “พูดไปแล้วก็ละอาย…”

ชุยตงซานยกเท้าทั้งสองข้างขึ้น พลิกหมุนตัว จากนั้นก็ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ใช้ความเร็วที่ฟ้าผ่าไม่ทันป้องหู เพียงไม่นานก็รัดคอพี่มู่เม่าไว้แรงๆ อีกครั้ง

หยางหนิงซิ่งรีบพูดทันทีว่า “ก็ไม่ได้ละอายขนาดนั้น อันที่จริงพอจะมีผลเก็บเกี่ยวอยู่บ้างเล็กน้อย ทำร้านผ้าห่อบุญได้ ทำไมจะทำไม่ได้เล่า!”

มารดามันเถอะ ไม่เสียแรงที่เป็นลูกศิษย์ของพี่คนดี อีกเดี๋ยวก็คงเป็นครามที่เกิดจากต้นครามแต่เหนือกว่าครามแล้ว คิดจะเปลี่ยนสีหน้าก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เร็วยิ่งกว่าพลิกหน้าหนังสือเสียอีก ปีนั้นอยู่ในหุบเขาผีร้าย พี่คนดีก็ไม่เคยไร้คุณธรรมในยุทธภพเช่นนี้นะ

เฉินผิงอันเองก็ไม่สนใจการกระทำเหลวไหลของชุยตงซาน เพียงแค่ยกชามเหล้าขึ้นมาชนกับเจิ้งต้าเฟิง ต่างคนต่างดื่มเหล้ากันไป คิดเสียว่าเป็นความครึกครื้นที่นำมาดื่มแกล้มเหล้า

คนเลวย่อมต้องถูกคนเลวด้วยกันเองจัดการ นี่เรียกว่าใส่ผงพะโล้ลงในเต้าหู้ ของสิ่งหนึ่งกำราบสิ่งหนึ่งได้เสมอ

ชุยตงซานกลับไปนั่งที่เดิม “ไม่ต้องรีบร้อนตั้งแผง ดื่มเหล้าให้ได้ที่กันก่อนก็แล้วกัน”

อาจารย์ไม่ค่อยชอบเล่าประสบการณ์การเดินทางของตัวเองให้ฟัง บางครั้งที่พูดถึงเรื่องเล่าในขุนเขาสายน้ำก็มักจะพูดถึงแค่ไม่กี่ประโยคก็ปล่อยผ่านไป แต่พี่มู่เม่าคนนี้ อาจารย์พูดถึงอยู่หลายประโยคจริงๆ

อีกทั้งเมื่อพูดถึงบัณฑิตชุดดำ ยามที่อาจารย์เอ่ยก็มักจะเผยรอยยิ้มบนใบหน้าเสมอ

ในอดีตตอนอยู่ในอุตรกุรุทวีป เฉินผิงอันเคยได้กลับมาพบเจอกับเจียงซ่างเจินอีกครั้ง ฝ่ายหลังเปิดเผยความลับสวรรค์บอกว่าหยางหนิงซิ่งแห่งตำหนักนภากาศที่ถูกเรียกขานว่า ‘เสี่ยวเทียนจวิน’ คือเมล็ดพันธ์เต๋าแต่กำเนิดอย่างสมชื่อ อีกทั้งยังคิดจะทำการสังหารอสุภะซึ่งอันตรายอย่างถึงที่สุด คิดจะนำความคิดที่ชั่วร้ายในใจออกมาหลอมรวมเป็นดวงจิตเมล็ดงาดวงหนึ่ง จากนั้นค่อยพิฆาตมันทิ้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ รอให้ในอนาคตหยางหนิงซิ่งฝ่าคอขวดเลื่อนจากขอบเขตก่อกำเนิดเป็นหยกดิบ จิตมารที่อาจจะก่อกวน อุปสรรคด่านแห่งใจระหว่างนั้นก็จะน้อยลงเยอะมาก

การสังหารอสุภะถือเป็นเส้นทางเดินขึ้นสวรรค์เฉพาะทางของลัทธิเต๋า หากเป็นลัทธิพุทธก็คือเส้นทางแห่งการสยบกำราบจิตที่เป็นดั่งวานรเตลิดดั่งม้าพยศ มีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าอัศจรรย์

และบังเอิญที่เฉินผิงอันเคยเห็นสองเรื่องนี้กับตาตัวเองมาก่อน นอกจากหยางหนิงซิ่งแล้วยังเคยเจอกับภิกษุชุดขาวคนหนึ่งที่เจาะผนังเป็นถ้ำอยู่ในชานป่ารกร้าง ใช้ชีวิตอยู่อาศัยเคียงคู่กับวานรแห่งจิตตัวหนึ่ง

ส่วนเรื่องที่บัณฑิตชุดดำบอกว่าตัวเองเคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเฉินผิงอัน เคยแบ่งเงินกันมาก่อน ก็ไม่ถือว่าเป็นคำโกหกจริงๆ ทั้งสองฝ่ายปัดแข้งปัดขากันในหุบเขาผีร้ายมาตลอดทาง เจ้าต้มข้า ข้าหลอกเจ้า ต่างคนต่างวางแผนเล่นงานกัน สุดท้ายต่างก็ได้รับผลเก็บเกี่ยวไปคนละแบบ พูดถึงแค่ปลามอดสีทองที่ ‘ค่อนข้างมีค่า’ ของถ้ำมังกรเฒ่า และคำกล่าวที่ว่า ‘ค่อนข้างมีค่า’ นี้ ก็เป็นคำวิจารณ์ที่หลุดมาจากปากเจียงซ่างเจินเอง

สิ่งของที่สามารถทำให้เจียงซ่างเจินรู้สึกว่ามีค่าก็ไม่ใช่ว่าต้องมีมูลค่าควรเมืองอย่างแท้จริงหรอกหรือ?

ดังนั้นบัญชีครั้งนี้ ผ่านมานานหลายปีแล้ว แต่เฉินผิงอันกลับยังจดจำได้อย่างชัดเจนว่า ที่แท้ตัวเองลำบากลำบน ถึงท้ายที่สุดก็ยังเป็นตัวเองที่ได้กำไรมาเพียงเล็กน้อย พี่มู่เม่ากลับเป็นฝ่ายที่ได้กำไรก้อนใหญ่ไป?

หยางหนิงซิ่งเห็นว่าเด็กหนุ่มชุดขาวหยิบพัดพับไม้ไผ่หยกออกมาจากชายแขนเสื้อ สองนิ้วคลี่ออกเสียงดังเพี๊ยะ เห็นตัวอักษรใหญ่สี่ตัวเป็นคำว่าใช้คุณธรรมสยบใจคน

หรือว่าข้าจะมาเจอคนบนเส้นทางเดียวกันเข้าให้แล้ว?

“พี่มู่เม่า น้องชายอย่างข้ามีเวทลับเฉพาะบทหนึ่งที่สามารถช่วยให้เจ้าหลุดพ้นจากการควบคุมของหยางหนิงซิ่งได้ ไม่อย่างนั้นมองดูเหมือนมีอิสระเสรี แต่แท้จริงแล้วก็ย่อมเลี่ยงที่จะเป็นการตัดชุดแต่งงานให้ผู้อื่นไม่ได้ ฝึกตนยากลำบาก ผลกลับกลายเป็นว่าต้องกลายมาเป็นอาหารจานหนึ่งบนโต๊ะ จะลำบากเช่นนั้นไปไย”

ชุยตงซานพูดด้วยน้ำเสียงหวังดี สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ “ไม่สู้พวกเราสองพี่น้องมาทำการค้าใหญ่สักครั้งดีไหม? ทำร้านผ้าห่อบุญเช่นนี้ ใต้หล้าก็มีเฉพาะแค่เราเท่านั้น ต้องรู้จักทะนุถนอมเห็นค่าให้มากนะ ผ่านหมู่บ้านนี้ไปก็ไม่มีร้านนี้แล้ว”

หยางหนิงซิ่งส่ายหน้ายิ้มเอ่ย “ไยพี่ชุยต้องหลอกข้าด้วยเล่า ต่อให้เป็นเซียนกระบี่ใหญ่อย่างป๋ายฉางที่สามารถสะบั้นด้ายแดงวาสนาชีวิตคู่ได้ ก็ไม่มีทางสะบั้นเส้นด้ายผลกรรมที่เชื่อมโยงบนมหามรรคาประเภทนี้ได้”

ชุยตงซานโบกพัดอย่างแรง หลุดหัวเราะพรืด “แต่ละคนมีความชำนาญไม่เหมือนกัน ป๋ายฉางถือเป็นต้นหอมต้นไหนกัน”

หยางมู่เม่าหันไปมองเฉินผิงอัน ถามอย่างกังขาว่า “พี่คนดี ชุยเซียนซือผู้นี้เป็นลูกศิษย์ของเจ้า ไม่ใช่อาจารย์ผู้มีพระคุณที่ช่วยถ่ายทอดมรรคาให้บนภูเขาของเจ้าจริงๆ หรือ?”

เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “เป็นลูกศิษย์”

ชุยตงซานพลิกหมุนพัดพับ เปลี่ยนอีกด้านหนึ่งหันเข้าหาหยางหนิงซิ่ง

ไม่ยอมแพ้ก็ตีให้ตาย

หยางหนิงซิ่งเหลือบตามองเห็นตัวอักษรใหญ่สี่คำนั้น ทิ้งกายไปด้านหลัง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนหวาดกลัว รีบกุมหมัดเอ่ยว่า “มิน่าเล่าถึงได้เห็นสหายชุยแล้วถูกชะตาทันที ที่แท้แค่ประโยคเรียบง่ายสองประโยคก็สามารถเอ่ยความในใจของข้าออกมาได้แล้ว รากฐานในการหยัดยืน วิถีแห่งการอยู่ร่วมกับผู้อื่นของหยางมู่เม่าล้วนอยู่ในตัวอักษรทั้งแปดบนพัดสองด้านของสหายชุยหมดสิ้น”

ชุยตงซานหยิบจานกระเบื้องใบเล็กใบหนึ่งออกมาจากชยแขนเสื้อ ก่อนจะยกแขนเสื้อสะบัดเอาแผ่นลูกท้อแช่อิ่มออกมา มองไปทางอาจารย์

เฉินผิงอันส่ายหน้า ชุยตงวานก็หยิบผลไม้แช่อิ่มชิ้นหนึ่งยัดใส่ปาก ก่อนจะผลักจานกระเบื้องไปให้เจิ้งต้าเฟิง พูดเสียงอู้อี้ว่า “พี่ต้าเฟิงรีบชิมดูสิ เป็นอาหารเลิศรสที่หาได้ยากยิ่ง วันหน้ามีแต่จะยิ่งหากินได้ยากเข้าไปอีก”

เจิ้งต้าเฟิงเองก็ไม่เกรงใจ หยิบผลไม้แช่อิ่มมายัดใส่ปาก เพิ่งจะเคี้ยวก็ลิ้มชิมรสชาติที่ซ่อนอยู่ได้ทันที ถึงกับจุ๊ปากเอ่ย “ฝีมือดี”

เฉินผิงอันหยิบจานกระเบื้องยื่นส่งให้หยางหนิงซิ่ง ฝ่ายหลังใช้สองนิ้วคีบผลไม้แช่อิ่มชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างระมัดระวัง มองดูคล้ายทำมาจากลูกท้อแห้ง เฉินผิงอันเอาจานกระเบื้องกลับมาวางไว้ตรงหน้าเจิ้งต้าเฟิงอีกครั้ง ถึงได้เปิดปากถามว่า “พี่มู่เม่า ต่อจากนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ?”

หยางหนิงซิ่งเคี้ยวอย่างละเอียด สีหน้าพลันเปลี่ยนมาเป็นมีชีวิตชีวา ที่แท้หนึ่งจิตสองวิญญาณของตนก็เหมือนพื้นดินแห้งแล้งที่เจอกับฝนรสหวาน ได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย คล้ายกับกลืนกินยาวิเศษเตาหนึ่ง หางตามองประเมินจานกระเบื้องใบนั้น ยังเหลือผลไม้แช่อิ่มอีกตั้งสามชิ้นนะ ปากจึงเอ่ยว่า “เดินเล่นต่อ ในเมื่อมาจากทางทิศใต้ก็เตรียมจะไปดูทางเหนือต่ออีกสักหน่อย ดูว่าจะได้เจอกับจักรพรรดิผู้ปรีชาที่มีอัจฉริยะและแผนการอันล้ำลึกที่เชิญให้ข้าเป็นราชครูอะไรหรือไม่ คราวหน้าเมื่อพี่คนดีผ่านทางมา ข้าจะเป็นเจ้าบ้านเอง จะต้องต้อนรับแขกอย่างกระตือรือร้น!”

เฉินผิงอันพยักหน้า

หยางหนิงซิ่งถาม “พี่คนดี ข้าตั้งแผงกับสหายชุยเรียบร้อยแล้วก็จะต้องจากไปแล้วจริงๆ”

เฉินผิงอันยังทำเพียงแค่พยักหน้า

หยางหนิงซิ่งเห็นว่าพี่คนดีไม่รับความนัยจากเขาสักทางก็ได้แต่บากหน้าถามว่า “ไม่เชิญข้าเข้าคฤหาสน์หลบร้อนจริงๆ หรือ? ไม่แน่ว่าหากข้าเลือดร้อนขึ้นหัวขึ้นมาอาจอยู่ต่อก็ได้นะ ไม่ได้เป็นผู้ฝึกกระบี่ ให้ข้าเป็นแค่เค่อชิงก็น่าจะได้กระมัง จะได้ใช้ความสามารถอันน้อยนิดที่มีพยายามช่วยเหลือนครบินทะยานและสายอิ่นกวาน”

เฉินผิงอันจิบเหล้าหนึ่งอึก หัวเราะร่าเอ่ยว่า “คฤหาสน์หลบร้อนเป็นศาลเล็ก ไหนเลยจะรับพี่มู่เม่าที่กลยุทธเป็นหนึ่งไม่มีสองรองใครเอาไว้ได้ แตงที่ฝืนเด็ดย่อมไม่หวาน ข้าว่าไม่มีความจำเป็นต้องรั้งเอาไว้หรอก”

“ไม่หวาน? จะไม่หวานได้อย่างไร ก็เหมือนของกินอย่างผลไม้แช่อิ่มบนโต๊ะตัวนี้ หากว่าปีหนึ่งได้กินสักสองสามครั้ง ต่อให้เป็นมะระที่ถูกฝืนเด็ดลงมาก็ยังหวานเหมือนน้ำผึ้งได้ อีกอย่างนะ พี่คนดีก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจข้าเสียหน่อย ออกจากบ้านมาอยู่ข้างนอก ข้าคือคนที่สามารถทนกับความลำบากความขมขื่นได้มากที่สุดแล้ว เป็นเค่อชิงของคฤหาสน์หลบร้อน ไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้ข้าก็ได้”

หยางหนิงซิ่งกลืนผลไม้แช่อิ่มที่เคี้ยวให้ละเอียดอยู่ในปากลงไปอย่างรวดเร็ว แอบโคจรปราณวิญญาณฟ้าดินเล็กอย่างเงียบเชียบ แบ่งพวกมันไปไว้ตามช่องโพรงลมปราณทั้งหลายแล้วทำการ ‘เก็บสะสม’ เอาไว้ จากนั้นยื่นฝ่ามือไปทางจานกระเบื้อง หมายจะหยิบมากินอีกชิ้น ผลคือถูกชุยตงซานหุบพัดแล้วตีลงบนหลังมือของเขาหนักๆ หนึ่งที ตีจนหยางหนิงซิ่งได้แต่เก็บมือไปอย่างขุ่นเคือง

“ไยพี่มู่เม่าต้องสละสิ่งที่อยู่ใกล้ไปแสวงหาสิ่งที่อยู่ไกลด้วยเล่า ผลประโยชน์สำเร็จรูปที่เก็บไปได้เปล่าๆ ดันไม่ต้องการ แล้วจะเป็นร้านผ้าห่อบุญได้อย่างไร”

ชุยตงซานโบกพัดพัดเอาลมเย็นๆ เข้าใส่ตัว ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “หากข้าเดาไม่ผิด เจ้าไปที่ทางเหนือ เป็นเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้น มีอาณาเขตแห่งหนึ่งเป็นของตัวเอง ประคับประคองฮ่องเต้หุ่นเชิดขึ้นมาสักคนหนึ่ง รอกระทั่งทุกเรื่องเตรียมการไว้พร้อมขาดก็แค่สายลมตะวันออกเท่านั้น ถึงจะไปหาเสนาบดีรูปงามเหยาชิงหรือไม่ก็ลูกศิษย์ผู้สืบทอดบางคนของราชครูป๋ายโอ่ว จะได้ฉกฉวยเอาสิ่งที่ต้องการมาจากราชวงศ์ชิงซานของใต้หล้ามืดสลัว แอบทำการค้าครั้งหนึ่งให้สำเร็จมากกว่ากระมัง? เจ้าน่ะทำไปเพื่อรักษาตัวรอด ราชวงศ์ชิงเสินจะได้รับแดนบินขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง รวมไปถึงจวนเซียนใต้อาณัติอีกหลายแห่ง เชื่อว่าด้วยโชควาสนาของพี่มู่เม่าในเวลานี้ก็น่าจะมีความหวังมากทีเดียว”

หยางหนิงซิ่งเก็บสีหน้า เงียบงันไม่เอ่ยคำใด

ชุยตงซานตีเหล็กตอนที่ยังร้อน “แต่อยู่ห่างจากการเปิดประตูครั้งถัดไปอีกหลายปี ขอบเขตก่อกำเนิดของพี่มู่เม่า การเดินทางไกลตลอดทางที่ผ่านมามองดูเหมือนสงบราบรื่นทุกด้าน แต่ในเมื่อวันนี้มาเจอข้าได้ ก็รับรองไม่ได้ว่าพรุ่งนี้จะไปพบเจอใคร และในเมื่อเจอข้าคือเรื่องดีใหญ่เทียมฟ้า คราวหน้าที่ไม่รู้ว่าจะเจอใครอีก ตามหลักแล้วก็คงหมดหวังแล้ว บอกไว้ก่อนว่านี่ไม่ใช่ว่าข้าสาปแช่งพี่มู่เม่าหรอกนะ”

เฉินผิงอันปล่อยให้ชุยตงซานพูดโน้มน้าวใจคนไป

ชุยตงซานพูดย้ำซ้ำไปซ้ำมาว่าบัณฑิตชุดดำโชคดี อันที่จริงนี่เป็นความจริง เพราะหากโชคร้ายกว่านี้อีกสักนิด ในฐานะหนึ่งในสามอสุภะที่หยางหนิงซิ่งจะสังหาร เดิมทีก็ควรสลายกลายเป็นผุยผงไปนานแล้ว

และนี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมก่อนที่เฉินผิงอันจะจากลากับบัณฑิตชุดดำในปีนั้น ถึงได้มีความรู้สึกเสียใจราวกับว่าทั้งสองฝ่าย ‘จากลากันวันนี้ก็ไม่มีโอกาสได้พบกันใหม่อีก’

หยางหนิงซิ่งคลี่ยิ้ม มองไปทางเฉินผิงอัน “พี่คนดี ข้ายังเชื่อใจเจ้ามากกว่า ไม่สู้เจ้าบอกข้ามาตามตรงเถอะว่าสหายชุยผู้นี้มีวิธีที่จะได้ผลประโยชน์ทั้งสองทางจริงๆ หรือ?”

เฉินผิงอันพยักหน้าเอ่ย “มี แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นวิธีที่เหนื่อยครั้งเดียวสบายไปตลอดชาติอะไร แต่รับรองว่าพี่มู่เม่าไม่จำเป็นต้องตามหา ‘เสนาบดีรูปงามเหยา’ ผู้นั้นก็สามารถเพิ่มอายุขัยให้ตัวเองได้หลายร้อยปีเปล่าๆ คิดดูแล้วคงไม่เป็นปัญหามากนัก ในระหว่างนี้ควรจะอยู่ร่วมกับหยางหนิงซิ่งอย่างไร จะสามารถเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบหรือแม้กระทั่งกลายเป็นเซียนเหรินได้หรือไม่ ในอนาคตจะหาวิธีแก้ปัญหาที่ช่วยคลายเงื่อนตายได้หรือไม่ ก็ต้องดูที่โอกาสและดวงของตัวพี่มู่เม่าเองแล้ว”

หยางหนิงซิ่งคล้ายได้กินยาสงบใจเข้าไปเม็ดหนึ่ง ปรบมือเอ่ยชมเชย “ยังคงเป็นพี่คนดีที่ทำการค้ายุติธรรม ไม่หลอกลวงเด็กสตรีและคนชราจริงๆ”

อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง พี่คนดีผู้นี้มีใจระแวงคนอื่นอย่างมาก แต่ใจที่คิดจะเป็นฝ่ายทำร้ายคนอื่นก่อนกลับไม่มีเลย นี่ไม่เรียกว่าคนดีแล้วจะเรียกว่าอะไร

——

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด