การแก้แค้นของผู้กลืนวิญญาณ ~เด็กหนุ่มอ่อนแอที่ถูกนักบุญดาบ (พ่อ) เนรเทศเพราะหาว่าไร้ค่า~ 31 จอมปลอม

Now you are reading การแก้แค้นของผู้กลืนวิญญาณ ~เด็กหนุ่มอ่อนแอที่ถูกนักบุญดาบ (พ่อ) เนรเทศเพราะหาว่าไร้ค่า~ Chapter 31 จอมปลอม at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

ตอนที่ 31 จอมปลอม

 

 

ในที่สุดความปรารถนาของผมก็เป็นจริงผมได้เอลฟ์มาเป็นทาสแล้ว

 

…รู้สึกเลือดลมเดินแบบควบคุมไม่ได้เลยแฮะ

 

อย่างไรก็ตาม ในคืนนั้นหลังจากที่ผมเอาชนะราสลงได้ ระหว่างที่ผมกำลังจะสวมปลอกคอทาสให้กับลูนามาเรียภายในห้องพักของโรงแรม บอกตามตรงว่าผมมีความรู้สึกอย่างอื่นนอกจากต้องการกลืนกินวิญญาณของเธอด้วย

 

ก็อย่างที่รู้กันว่าเธอที่คนที่ครั้งหนึ่งผมเคยแอบชอบ ถึงจะเก็บเอาไว้ในใจไม่ได้พูดไปก็เถอะ มันก็เลยช่วยไม่ได้ที่ผมจะไม่สามารถสงบสติอารมณ์พอเธอมาอยู่ต่อหน้าในสภาพแบบนี้

 

เนื่องจากสิทธิ์ในตัวของลูนามาเรียทั้งหมดนั้นถูกมอบให้กับผมแล้ว เธอจึงไม่สามารถปฏิเสธคำพูดของผมได้เลย นี่เป็นสัญญาทาสอย่างเป็นทางการที่มีพ่อค้าทาสเป็นพยานรับรอง

 

ก็แปลว่าผมไม่จำเป็นต้องอดกลั้นที่จะทำอะไรกับเธอในตอนนี้แล้วสินะ แต่ว่ามีบางอย่างที่ผมอยากจะยืนยันเสียก่อน

 

 

 

 

「นี่ เธอกำลังวางแผนอะไรอยู่? 」

 

 

ผมถามลูนามาเรียที่เอาแต่ก้มมองพื้นด้วยแก้มที่แรงระเรื่อและมีดวงตาที่เศร้าหมอง

 

 

ก็คงไม่แปลกหรอกที่เธอจะอายจนแก้มแดง เพราะสภาพในปัจจุบันของเธอนั้นกำลังสวมชุดผ้าไหมวันพีชขนาดพอดีตัว ไม่มีอะไรปกปิดส่วนแขนและเท้าเอาไว้ บริเวณด้านหลังของเธอก็โล่งโจ้ง ช่วงบริเวณอกก็เผยออกมาอย่างเห็นได้ชัดเลย

 

 

ถ้าจะให้อธิบายความรู้สึกก็เหมือนชุดที่ใส่เวลาไปว่ายน้ำ ไม่ก็นางรำที่เต้นถวายแก่เทพเจ้า (รำคากุระ) มันเป็นอะไรประมาณนั้นแหละ

 

หรือจะให้พูดตามตรงเลยก็คือชุดมันดูเร้าอารมณ์ ยิ่งคนใส่เป็นเอลฟ์ที่มีความสง่างามด้วยแล้ว ผู้ชายส่วนมากก็คงจะมีสภาพไม่ต่างจากผมตอนนี้หรอก

 

 

แต่บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ใช่รสนิยมของผมที่อยากจะเห็นเธอในชุดนี้ สาเหตุที่ผมทำแบบนี้ก็เพราะป้องกันไม่ให้เธอซ่อนอาวุธได้

 

 

 

「คุณโซระ…ฉันไม่ได้วางแผนอะไรไว้หรอกค่ะ」

 

 

「อย่ามาแกล้งซื่อกับฉันหน่อยเลย ถึงฉันจะเป็นคนเอาชนะราสได้ก็จริง แต่เธอเหมือนจะไม่ต่อต้านอะไรเลยนี่ ขนาดตอนที่ทำสัญญาทาสกัน เธอก็ยอมรับมันแต่โดยดี ทั้งที่รู้ว่าจะต้องเจออะไรแท้ๆ เธอตกลงง่ายแบบนี้มันก็ต้องคิดบ้างอยู่แล้วไม่ใช่หรือไงว่าเธออาจจะอยากเข้าใกล้ฉันเพราะเหตุผลบางอย่าง」

 

ก็จริงอยู่ว่าผมเองนี่แหละที่ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ ถึงเธอจะปฏิเสธขัดขืนไปตอนนั้นก็คงเปล่าประโยชน์

 

 

แต่ถึงมันจะเปล่าประโยชน์ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องยอมจำนนโดยง่ายนี่นา หากเป็นพวกขี้แพ้จริงก็คงไม่มีทางเป็นนักผจญภัยได้หลายปีขนาดนี้หรอก

 

พอผมคิดถึงเรื่องนี้ มันก็อดคิดไม่ได้ว่าลูนามาเรียอาจจะมีแผนอะไรบางอย่างก็ได้

 

 

ทีนี้ปัญหาก็มาอยู่ตรงที่ผมไม่รู้ว่าเธอวางแผนอะไรไว้นี่สิ

 

หากคิดโดยทั่วไปแล้วก็อาจจะเป็นการลอบสังหารผมระหว่างหลับอยู่ แต่นั่นจะถือว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรง สำหรับทาสที่สังหารเจ้านายตน ข้อหาประเภทนี้ก็บอกเลยว่ายอมตายตรงนั้นเลยดีกว่าถูกจับไปทรมาน

 

ไม่ก็เธออาจจะพยายามลดการป้องกันของผมลงแล้วให้คนอื่นอย่างเช่นราสไม่ก็อิเรียมาจัดการผมแทน

 

 

แต่นั่นมันก็ไม่พ้นถูกตั้งข้อหาสมรู้ร่วมคิด

 

ในระหว่างที่ผมคิดไม่ตกอยู่นี้ ลูนามาเรียก็เปิดปากพูดอย่างใจเย็น

 

 

「ฉันไม่ได้วางแผนอะไรไว้หรอกค่ะ อันที่จริงมีเรื่องอยากจะถามคุณมากกว่า」

 

 

 

「หือ ว่ามาสิ? 」

 

 

 

「คุณน่ะ…เป็นใครกันแน่คะ? 」

 

 

「หมายความว่าไง นี่เธอพยายามจะเรียกฉันว่าสัตว์ประหลาดที่ไม่มีหัวใจหรืออะไรทำนองนั้นเหรอ? 」

 

 

 

「ไม่ค่ะ ไม่ใช่แบบนั้น! คุณกำลังเข้าใจผิดค่ะ!」

 

 

เธอส่ายหัวไปมาเพื่อปฏิเสธอย่างรวดเร็ว ก่อนที่สายตาของเธอจะสอดส่องไปทั่วห้องราวกับว่ากำลังลังเลที่จะพูดบางสิ่ง

 

แต่แล้วไม่นานพอเธอเริ่มสงบสติได้เธอก็หันกลับมาที่ผมเหมือนเดิม

 

 

 

 

「…ฉันเห็นมังกรค่ะ」

 

 

 

「…..หา?!」

 

 

「ฉันเห็นมังกร…อยู่ในตัวของคุณ มังกรหัวเดียวที่มีเกล็ดสีดำราวกับรัตติกาล ซึ่งครั้งแรกที่ฉันเห็นมันเป็นตอนที่คุณกลับมาจากรังของราชาแมลงวันค่ะ」

 

 

 

「……….หืม…」

 

 

「ฉันไม่รู้หรอกนะคะว่า คุณมีมังกรสถิตอยู่ภายในร่างหรือคุณคือร่างของมังกรที่จำแลงมา แต่สิ่งเดียวที่ฉันมั่นใจคือฉันเห็นมันค่ะ ก็เลยเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันอยากจะถามว่าคุณเป็นใครกันแน่」

 

 

「ฉันก็เป็นโซระ มิทซึรุกิ มาตั้งแต่เกิดแล้วนะ นั่นแหละคือคำตอบของฉัน แต่ว่า…」

 

 

ผมคิดอะไรบางอย่างก่อนจะพูดต่อ

 

 

มังกรที่เธอหมายถึงก็น่าจะเป็นโซลอีทเตอร์ไม่ผิดแน่ เพราะผมก็เห็นมันตอนที่ผมได้รับอาภรณ์วิญญาณเหมือนกัน ดังนั้นจึงรู้ว่าเธอไม่ได้โกหก

 

 

「เรื่องนั้น คนอื่นรู้หรือเปล่า?」

 

 

 

「ไม่ค่ะ…มีเพียงแค่ตัวฉันซึ่งเป็นผู้ใช้สปิริตที่สัมผัสได้แถมฉันก็ไม่มีหลักฐานอะไรไปบอกคนอื่นด้วย… 」

 

 

 

「หมายความว่าผู้ใช้สปิริตคนอื่นก็สัมผัสมันได้เหมือนกันสินะ? 」

 

 

「เป็นไปได้ค่ะ ถึงฉันจะไม่ค่อยแน่ในนัก เนื่องจากการรับรู้ถึงสปิริตของแต่ละตัวบุคคลนั้นจะแตกต่างกันออกไปค่ะ」

 

 

 

「งั้นเหรอ ผู้ใช้สปิริตรับรู้ถึงมันได้..หือ เดี๋ยวนะ…」

 

 

แล้วผมก็นึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างผมกับดาบฮายาบูสะที่กิลด์ได้

 

 

ที่เธอเงียบและเอาแต่ตัวสั่นไปเพราะเรื่องนี้เองสินะ

 

 

 

 

「อย่าบอกนะว่าเธอเห็นมังกรนั่นตอนนั้นก็เลย..? 」

 

 

「…ค่ะ เพราะรู้สึกเหมือนโดนมังกรจ้องมองอยู่ในระยะใกล้แบบนั้น ก็เลยรู้สึกเหมือนวิญญาณจะหลุดออกร่างเลยค่ะ」

 

 

แบบนี้นี่เอง ถ้าเป็นอย่างที่เธอว่า ก็หมายความว่าเธอไม่ได้เสแสร้งเพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้น ตอนออกมาขอโทษผมตอนนั้นสินะ

 

 

แล้วผมที่ไปต่อว่าเธอเพราะมองแค่มุมเดียว สรุปคือเรื่องนั้นผมก็เป็นฝ่ายผิดจริงแหละที่ตัดสินใจอะไรเร็วไป

 

 

ไม่สิ เรื่องที่ใหญ่กว่านั้นยังไม่ได้จัดการ…

 

 

「ถ้าเธอเห็นมังกรแล้ว ทำไมเธอถึงยังมีความหวังว่าฉันจะแพ้ในวันนี้อยู่ละ ทำไมเธอถึงยอมรับการเดิมพันนี้อีก ถึงมันจะเป็นเรื่องที่ฉันกับราสตกลงกันเอง แต่เอาจริงๆ เธอก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธนะ」

 

 

「นั่นสินะคะ…ไหนๆ เราก็มากันถึงขนาดนี้แล้ว ฉันว่าเราไม่น่าจะต้องปิดบังอะไรกันต่อไปแล้วจะดีกว่าไหมคะ? 」

 

 

 

「เธออยากจะพูดอะไรกันแน่? 」

 

 

「ฉันพูดถึงมิโรค่ะ เธอคนนั้นมาติดต่อกับคุณด้วยใช่ไหมคะ? 」

 

ทันทีที่ผมได้ยินแบบนั้นผมก็หัวเราะลั่นออกมา

 

 

「ติดต่อ?! ฉันกับยัยนั่นที่เกลียดกันอย่างกับอะไรเนี่ยนะ ตลกดีนะเนี่ยหรือไอ้นี่ก็เป็นสัมผัสของพวกสปิริตเหมือนกัน? 」

 

「ฉันสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติไปเมื่อเธอกลับมาหลังหายตัวไปร่วมเดือนค่ะ พวกสปิริตเริ่มทำตัวแปลกๆ ขึ้นเมื่อเข้าใกล้เธอ แต่เนื่องจากมันเป็นความรู้สึกที่เบาบางฉันจึงไม่แน่ใจว่าคิดไปเองไหม ฉันถึงได้เริ่มมั่นใจก็ตอนที่ราสกับคุณตัดสินใจดวลกันค่ะ」

 

 

 

「ยังไงล่ะ? 」

 

 

「มันเป็นเพราะสิ่งที่เธอพูดออกมาค่ะ มิโรขอโทษฉันตอนที่เธอบอกว่าเธอตั้งใจจะใช้ตัวเองเป็นของเดิมพัน แต่สุดท้ายกลับกลายมาเป็นฉัน ถึงการขอโทษนั้นดูจะจริงใจดี แต่ฉันกลับเห็นพวกสปิริตแห่งความสุขกำลังเต้นรำอยู่บนไหล่ของเธอค่ะ จึงทำให้ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอมีความสุขกับเรื่องที่เจอและพอฉันกลับมาคิดดูให้ดี ก็รู้ได้ทันทีว่าตัวมิโรเป็นส่วนหนึ่งที่เติมเชื้อไฟให้กับเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ทั้งที่ฉันและอิเรียต่างเป็นกังวลกันแท้ๆ แต่มีเพียงแค่เธอคนเดียวเท่านั้นที่ยิ้มสนุกไปกับการที่ราสประลองกับคุณ」

 

 

ลูนามาเรียพูดก่อนจะส่ายหัวเบาๆ

 

 

「ไม่สิ ตั้งแต่แรกแล้วคือทำไมมิโรถึงต้องยกเรื่องมนุษย์สัตว์ที่ชื่อชีลมาให้พวกเราเคลื่อนไหวด้วย แปลว่าทั้งหมดถูกวางแผนเอาไว้แต่แรกแล้วสินะคะ?」

 

 

「ใครจะไปรู้กันล่ะ แต่ถ้าเธอสงสัยถึงขนาดนั้นแล้ว ทำไมถึงยังยอมเดินตามเกมอีกล่ะ ถึงราสจะไม่ฟังเธอเรื่องที่มิโรพยายามปั่นคนในปาร์ตี้ แต่ถ้าเป็นอิเรียก็น่าจะฟังเธอนี่ แถมเธอยังเอาเรื่องนี้ไปแจ้งให้กับทางกิลด์มาสเตอร์ได้ด้วย」

 

 

「ฉันก็เคยคิดค่ะ แต่ถึงเราจะจัดการมิโรไปได้ คุณก็คงจะมีหนทางอื่นให้ใช้แทนอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นพวกเราก็ไม่ควรไปปลุกให้มังกรตื่นด้วย ฉันเลยตัดสินใจว่าสำหรับตอนนี้ปล่อยให้มันควรเป็นไปจะดีกว่าค่ะ」

 

 

「ช่างคิดเสียจริง ถ้าเป้าหมายของมังกรคือเธอ เธอก็แค่ต้องเสียสละตัวเอง เพื่อทำอะไรสักอย่างสินะ จะว่าไปมันก็ตรงกับเรื่องเล่าที่ต้องบูชาหญิงสาวให้กับมังกรร้ายเลยนี่เนอะ」

 

 

 

「ขอโทษนะคะ ที่ฉันกล่าวมาทั้งหมดฉันอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ แต่ว่า..」

 

 

 

「หือ ก็ไม่หรอก…เธอน่ะคิดถูกแล้ว」

 

 

ถึงผมจะสามารถบังคับให้เธอหยุดพูดเรื่องนี้ได้ แต่ประประสาทสัมผัสของผมบอกว่าตอนนี้ยังไม่จำเป็นเพราะไม่มีใครแอบฟังพวกเราอยู่ไม่ว่าจะบนหลังคาหรือผนัง

 

ดังนั้นถึงเราจะพูดเรื่องนี้กันออกมา ก็คงไม่ทำให้ผมมีปัญหาอะไรภายหลังเอาหรอก แต่ถึงจะมีจริงผมก็แค่ต้องรับผลที่ตามมา

 

「แล้วทำไมเธอถึงต้องยอมถึงขนาดนี้กันล่ะ เธอคิดว่าชีวิตของเธอมันจะเหมือนในเรื่องเล่าที่มีฮีโร่มาช่วยเธอจากมังกรร้ายงั้นเหรอ? 」

 

 

 

「อย่าคิดมาขอโทษฉันเพราะเห็นแก่ตัวเธอเองเลย ถ้าจะไปแบบนั้นก็ไปทำหน้ากระจกเถอะ ยัยจอมปลอม」

 

 

 

「หืม? 」

 

 

「ในวันนั้น ที่ฉันทิ้งคุณไปตอนถูกราชาแมลงวันไล่ตาม…ถึงฉันจะรู้แก่ใจดีว่าคุณต้องโดนอะไรบ้าง ฉันเห็นสิ่งที่มิโรทำด้วยตาตัวเอง แต่ฉันก็ยังให้ความสำคัญกับชีวิตของปาร์ตี้เป็นอันดับแรก แล้วสุดท้ายฉันก็เลือกที่จะไปขอโทษคุณทั้งที่ในตอนนั้นฉันมีสิทธิ์ที่จะเข้าไปห้ามแท้ๆ จะถูกคุณเรียกว่า ยัยจอมปลอม ก็ไม่แปลกหรอกค่ะ」

 

 

พอพูดจบ ลูนามาเรียก็ค่อยๆ เดินเข้ามาหาผมและคุกเข่าลง

 

 

 

จากนั้นเธอก็มศีรษะลงราวกับข้ารับใช้ที่ก้มกราบแทบเท้าของเจ้านายตน

 

 

「ดังนั้นครั้งนี้ฉันจะแสดงให้คุณเห็นผ่านการกระทำค่ะ ไม่ใช่แค่คำพูด ถึงคุณอาจจะมองว่ามันเป็นแค่เรื่องจอมปลอมเหมือนกัน แต่ฉันก็จะพยายามทุ่มเททุกอย่างที่ฉันมี ฉันจะคอยปรนนิบัติรับใช้คุณทั้งกายและใจที่มีค่ะ จากนั้นได้โปรดช่วยยกโทษและให้ฉันได้อยู่รับใช้เคียงข้างคุณได้หรือเปล่าคะ? 」

 

 

「มันไม่เกี่ยวหรอกว่าฉันจะยกโทษให้เธอหรือเปล่า เพราะยังไงตอนนี้เธอก็เป็นทาสฉันแล้ว แถมเธอก็ไม่มีสิทธิ์หนีไปไหนอยู่แล้วถึงเธอจะไม่ชอบมัน」

 

 

ที่ผมพูดออกไปแบบนั้น เอาจริงๆ ก็เพราะผมอึ้งจนไม่รู้จะตอบยังไงดีน่ะสิ

 

ทั้งที่ผมคิดว่าเธอคงจะแสดงท่าทางรังเกียจและดูถูกผมแท้ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าเธออยากจะอยู่เคียงข้างผมซะงั้น

 

 

หลังจากได้ยินคำตอบของผม เธอก็ยิ้มออกมาก่อนจะพูด

 

 

 

「ค่ะ จากนี้ก็ขอฝากตัวด้วยนะคะ นายท่านของฉัน」

 

——–

Note 1 : ขอบคุณสำหรับทุกท่านที่ช่วยหารค่าไฟ สามารถช่วยค่าไฟคนแปลได้ที่ กสิกร 2092612913 หรือ QR Code 

 

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด