ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] 225: ตีพิมพ์

Now you are reading ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] Chapter 225: ตีพิมพ์ at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

บทที่ 225: ตีพิมพ์

03.00 น. ห่างออกไปในคฤหาสน์สุดหรูหราในเมืองหลงเจียง ชายวัยกลางคนวางสายโทรศัพท์และถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน

แม้ว่ามันจะเป็นเวลาดึกมากแล้วแต่ไฟในคฤหาสน์ก็ยังคงถูกเปิดอยู่ และยังมีผู้อาวุโสทั้งชายและหญิงอีกห้าคนที่นั่งอยู่เบื้องหน้าของชายวัยกลางคนผู้นี้

“ข้อมูลจากโรงประมูลเจียเต๋อเชื่อถือได้หรือเปล่า ?” ผู้นำของผู้อาวุโสทั้งหมดคือชายสูงวัยที่อายุประมาณ 70 ปี เขาสวมชุดนอนและถือไม้เท้า แม้ว่าจะอายุมากแล้วแต่ก็ยังมีความสง่าอยู่

หากมีนักข่าวอยู่ที่นี่พวกเขาคงจะรีบพุ่งมาหาผู้อาวุโสทั้งหมดทันที

นี่คือราชาของอุตสาหกรรมตกแต่งบ้านเกาโย่วเหลียง รวมถึงหัวหน้าตระกูลเกาคนปัจจุบัน เกาโย่วเหลียงยกทั้งตระกูลของตนมาที่เมืองหลงเจียงในตอนที่มันถูกร่างให้เป็นส่วนหนึ่งของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ตระกูลเกานั้นสืบเชื้อสายมาจากช่างไม้ในวังหลวง และงานฝีมือของพวกเขานั้นมีความประณีตเป็นอย่างมาก ยิ่งเมืองหลงเจียงรุ่งเรืองและขยายใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ จำนวนมหาเศรษฐีที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น พวกเขาเริ่มมีความคาดหวังที่สูงขึ้นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการอยู่อาศัยของตน รวมถึงเครื่องเรือนที่พวกเขาใช้ที่บ้านด้วย และตระกูลก็ทำตามกระแสความต้องการนั้นโดยสร้างผลงานระดับไฮเอนด์ออกมา ซึ่งนั่นก็คือ…. เครื่องเรือนจักรพรรดิ

สินค้าสั่งทำของพวกเขามีคุณภาพสูงจนถือได้ว่าเป็นสมบัติที่สามารถขายได้ในโรงประมูลที่ซัทเทบีส์ อันที่จริงหนึ่งในสินค้าที่ได้รับการประมูลที่ซัทเทบีส์เมื่อไม่นานมานี้อย่างราวแขวนเสื้อของจักรพรรดิเฉียนหลงเองก็เป็นหนึ่งในงานฝีมือของบรรพบุรุษตระกูลเกาเช่นกัน เมื่อพิจารณาจากทั้งหมดแล้ว ตระกูลเกาถือได้ว่าเป็นหนึ่งในตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลงเจียง แม้ว่าจะในหมู่ผู้ประกอบการด้วยกันเองก็ตาม

เพราะอย่างไรแล้ว ธุรกิจใด ๆ ก็ตามที่สามารถผูกขาดหรือมีผู้ขายน้อยรายในทั้งตลาด แม้ว่าจะเป็นกระดาษชำระ ต่างก็ย่อมสร้างความร่ำรวยให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการทั้งสิ้น

หลังจากสั่งสมประสบการณ์และพยายามมาหลายทศวรรษ ในที่สุดเครื่องเรือนจักรพรรดิก็ได้ถูกส่งต่อให้กับเกาจงเต๋อ ผู้ซึ่งเป็นตัวแทนรุ่นที่สองต่อจากเกาโย่วเหลียง เกาโย่วเหลียงต้องการใช้ชีวิตเกษียณ ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในคฤหาสน์ของตนและแทบจะไม่ก้าวออกไปข้างนอกเลยสักนิด นั่นย่อมหมายความว่านักข่าวที่ประสงค์จะพูดคุยเขานั้นต้องส่งคำขอสัมภาษณ์มาเท่านั้น ทว่าในเวลานี้… เจ้าสัวอุตสาหกรรมของตกแต่งบ้านที่เกษียณแล้วผู้นี้กลับเรียกประชุมภายในคฤหาสน์ตระกูลเกาในช่วงกลางดึก

“มันเชื่อถือได้” ชายสูงวัยผมขาวอีกคนหนึ่งเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “โรงประมูลเจียเต๋อไม่มีทางยอมเอาชื่อเสียงของพวกเขามาพูดเล่น ๆ แม้ว่ามันจะเป็นเงินจำนวนมากแต่มันก็คงจะไม่ส่งผลดีกับธุรกิจนักหากชื่อเสียงของพวกเขาจะต้องมามัวมองเพราะข่าวปลอมพวกนี้ นอกจากนี้ มันก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เคยช่วยติดต่อกับลูกค้าระดับสูงมาก่อน”

ชายชราอีกคนหนึ่งถือมวนบุหรี่ที่ไม่ได้ถูกจุดไฟขมวดคิ้ว “ฉินเย่… ในแผ่นดินจีนมีตระกูลที่มีชื่อเสียงจำนวนมากที่มีชื่อฉินอยู่ แต่เรากลับไม่เคยได้ยินชื่อของคน ๆ นี้มาก่อน แถมข้อเสนอแรกที่เขาเสนอมาก็คือสต็อกไม้ฮวงหัวลี่ที่มูลค่าสูงถึง 3 พันล้าน…. นั่นไม่ธรรมดาเลย ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ตาม”

“แน่นอนว่าเขาจะต้องไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป” เกาโย่วเหลียงหยิบแผ่นกระดาษบนโต๊ะขึ้นมา “ฉินเย่… ตอนนี้พวกเรารู้เพียงแค่ชื่อของเขาเท่านั้น ผมได้ส่งคนไปตรวจสอบเรื่องประวัติและข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนี้แล้ว แต่….”

เขายื่นกระดาษให้กับผู้อาวุโสคนอื่นๆ “พวกคุณลองดูเอาเองเถอะ”

ทุกคนจึงรีบเดินมารวมกันทันที และเกาจงเต๋อก็เอ่ยออกมาอย่างตกตะลึง “นี่มัน….”

บนหน้ากระดาษปรากฏคำสองคำในขณะที่ส่วนที่เหลือของหน้ากระดาษนั้นว่างเปล่า

ลับเฉพาะ

“ความลับ ลับเฉพาะ และลับสุดยอด ประเทศของเรามีการแบ่งความลับออกเป็นสามระดับ ข้อมูลของเขาถูกจัดให้เป็นความลับระดับที่ 2 …ผมไม่เคยได้ยินอะไรแบบนี้มาก่อน…” เกาโย่วเหลียงหรี่ตาลง จากนั้นก็เอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “พวกคุณรู้เรื่องประกาศสาธารณะที่ดังขึ้นทุกวันเวลาหกโมงเย็นบ้างหรือเปล่า ?  แล้วยังข่าวเกี่ยวกับฆาตกรที่พื้นที่สามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำจูเจียงที่ถูกปราบปรามอีก ตลอดจน….”

เขาปิดเปลือกตาลงและถอนหายใจออกมาเบาๆ “หน่วยพิเศษที่ทางรัฐบาลได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้…?”

“คุณกำลังจะบอกว่าเขาเป็นหนึ่งในคนพวกนั้นอย่างนั้นหรือ ?” หนึ่งในผู้อาวุโสสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่เอ่ยตอบด้วยเสียงแหบพร่า

“มีความเป็นไปได้มากทีเดียว และหากเป็นเช่นนั้น ตัวตนของเขานับว่ามีความน่าเชื่อถือมากทีเดียว เพราะเท่าทีผมรู้… ไม่มีใครที่จะปกปิดข้อมูลส่วนตัวจะทำเรื่องโง่เง่าอย่างการฉ้อโกง” เกาโย่วเหลียงหันไปหาเลขาส่วนตัวของเขาที่ยืนอยู่ด้านหลัง “บอกให้พวกเขาหยุดการสืบสวน หาต่อไปก็ไม่มีประโยชน์”

ภายในห้องถูกปกคลุมด้วยความเงียบ หลายนาทีผ่านมา เกาโย่วเหลียงหรี่ตาลงและเอ่ยพึมพำกับตัวเองเบาๆ “สต็อกไม้ฮวงหัวลี่ไม่จำกัด… ช่างเป็นคำพูดที่น่าตกใจจริง ๆ …เอาล่ะ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น… บางทีผมอาจจะต้องเดินทางไปพบเจ้าตัวด้วยตัวเองเสียแล้ว”

“เตรียมการทุกสิ่งทุกอย่างที่จำเป็น และบอกทางโรงประมูลเจียเต่อว่าผมจะเข้าร่วมการประมูลใหญ่ที่กำลังจะถึงนี้ด้วย”

แน่นอนว่าฉินเย่ไม่รับรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่เมืองหลงเจียงเลยสักนิด

เขากำลังยุ่งเป็นอย่างมาก ในเช้าวันต่อมา เขาได้รับการติดต่อจากกลุ่มบริษัทเครื่องเรือนจักรพรรดิ ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรมากนอกจากการทักทายทั่วไปและตกลงที่จะพบกันในวันที่ 15 มิถุนายนเพื่อตรวจดูตัวอย่างสินค้า

หลังจากนั้นฉินเย่ได้ทำการตรวจดูประวัติของกลุ่มบริษัทเครื่องเรือนจักรพรรดิ แล้วเขาก็ต้องพบว่าธุรกิจของอีกฝ่ายเป็นเหมือนกับคริปโตไนต์ในสายตาของสุนัขอย่างเขา ไม่เพียงแต่เป็นราชาของอุตสาหกรรมของตกแต่งบ้านเท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมในการสร้างคฤหาสน์ขนาดเล็กมากมายด้วย หรือหากพูดอีกนัยหนึ่งก็คือพวกเขาเป็นธุรกิจที่ครบครัน ตั้งแต่ก่อสร้างไปจนถึงออกแบบภายใน ตกแต่งบ้าน และผลิตเครื่องเรือน และคฤหาสน์ที่พวกเขาสร้างขึ้นก็มีมูลค่าสูงถึงหลายร้อยล้านทีเดียว

นับว่าเป็นเพื่อนร่วมงานที่น่าเชื่อถือได้ทีเดียว

นี่คือสิ่งที่ฉินเย่สามารถสรุปได้เกี่ยวกับอีกฝ่าย หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็ใช้เวลาไปกับการสอนและพักผ่อน นอกจากนี้เขายังเริ่มทบทวนแผนการสอนที่ได้ร่างไว้ก่อนหน้านี้อีกด้วย ประสบการณ์ในการทำวิทยานิพนธ์ช่วยให้เขารู้สึกสนุกกับการแสวงหาความรู้ และข้อมูลมากมายในเนื้อหาการสอนก็ดูไม่น่าเบื่ออีกต่อไป อันที่จริง การทบทวนแผนการสอนในครั้งนี้ดูราบรื่นกว่าแต่ก่อนด้วยซ้ำ

แนวคิดบางอย่างที่เขาไม่ค่อยเข้าใจก่อนหน้านี้กลับชัดเจนขึ้น ราวกับประตูแห่งความรู้ได้เปิดออก

นอกจากนี้มันยังมีข้อสงสัยบางอย่างที่กลับดูง่ายดายขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ แถมเขายังเข้าใจในสิ่งที่อาร์ทิสเคยเอ่ยก่อนหน้านี้ได้ดีขึ้นด้วย ประสบการณ์ในการทำวิทยานิพนธ์ช่วยให้เขาจัดระเบียบข้อมูลมากมายภายในหัวของเขาได้เป็นอย่างดี

ตอนนี้ เขาได้เข้าสู่ขั้นยมทูตขาวดำอย่างเป็นทางการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของพลังหรือความรู้ก็ตาม

จากนั้น ด้วยการรอคอยอย่างวิตกกังวลของเด็กหนุ่ม ในที่สุดวันที่ 27 พฤษภาคมก็มาถึง

นี่คือวันที่บทความวิทยานิพนธ์ของเขาจะได้รับการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ผู้ฝึกตนรายสัปดาห์ !

………………………………………………….

นครเฉิงตู

สถานที่ซึ่งมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน

การแพร่ระบาดของเหตุการณ์เหนือธรรมชาติในพื้นที่นี้ไม่ถือว่ารุนแรงจนเกินไป แม้ว่าประกาศสาธารณะจะยังถูกประกาศซ้ำ ๆ อย่างเคร่งครัดในทุก ๆ วัน แต่มันก็เป็นที่ชัดเจนว่าแดนมนุษย์นั้นเป็นฝ่ายได้เปรียบในการปะทะกัน

ศูนย์วิจัยแรกเริ่มที่ตั้งอยู่ในนครคือสถาบันที่มีชื่อเสียงในแวดวงวิชาการเกี่ยวกับการศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับวิญญาณ

ตัวศูนย์วิจัยเป็นอาคารเก่าแก่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายอยู่ล้อมรอบ มันตั้งอยู่ที่ชานเมือง ความโดดเด่นเพียงอย่างเดียวของสถานที่แห่งนี้ก็คือข้อเท็จจริงที่ว่ามันแทบจะไม่มีสถานที่อยู่อาศัยก่อตั้งอยู่ใกล้ ๆ เลยแม้แต่หลังเดียว

กลับกัน มันถูกล้อมรอบโดยทหาร กองกำลังป้องกันชาติ และเจ้าหน้าที่ของหน่วยสอบสวนพิเศษ แม้แต่ร้านกาแฟหรือร้านอาหารโดยรอบก็ถูกเปิดและดูแลกิจการโดยเจ้าหน้าที่ของทหารหรือหน่วยงานของรัฐบาลเช่นกัน

ลั่วเหอคือหนึ่งในสมาชิกของศูนย์วิจัยแรกเริ่ม

ตอนนี้เป็นเวลา 12.00 น.

“ดร.ลั่ว คุณจะไปทานอาหารกลางวันด้วยกันไหมครับ ?” เพื่อนร่วมงานในชุดปฏิบัติการสีขาวคนหนึ่งเอ่ยถามขณะที่เดินผ่านห้องทำงานของดร.ลั่ว แต่เขากลับได้รับคำตอบเพียงว่า “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ พอดีผมมีบางอย่างต้องตรวจสอบ พวกคุณเชิญไปทานกันก่อนเลย”

เมื่อได้ยินเช่นนั้นผู้ร่วมงานคนดังกล่าวก็หันไปคุยกับคนอื่น ๆ ขณะที่เดินไปทางอาหารกลางวัน และทั่วทั้งอาคารก็เงียบเสียงลง

ทันใดนั้นเอง บานประตูถูกเปิดออก และคนส่งหนังสือพิมพ์ก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับกองหนังสือพิมพ์หนาเตอะ อีกฝ่ายกำลังจะวางมันลงบนโต๊ะขณะที่ดร.ลั่วหยิบออกไปฉบับหนึ่ง

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายไปแล้ว ขณะมือทั้งสองข้างสั่นเทาเล็กน้อยระหว่างที่เขาสูดหายใจเข้าช้า ๆ และเปิดอ่าน

กล้าดียังไง !

กล้าดียังไงถึงมาตัดชื่อเขาออกทั้ง ๆ ที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว ? เขาตั้งใจทำงานอย่างมากเพื่อที่จะได้มีโอกาสในการตีพิมพ์วิทยานิพนธ์นี้ และเขาก็ควรจะได้เฉิดฉายด้วยการตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ผู้ฝึกตนรายสัปดาห์ ! ทำไมเขาถึงยังต้องรออีก ?!

“อยากจะรู้จริง ๆว่าใครกันที่แย่งความสนใจไปจากฉัน !” เขาพลิกไปหน้าที่มีการเผยแพร่เอกสารทางวิชาการทันที

“การกลายพันธุ์ของวิญญาณ: สาเหตุ พัฒนาการ และความเป็นไปได้” แถบข้อความสีดำตัวใหญ่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เขาอ่านต่อ “ผู้เขียนหลัก: อาจารย์ฉินเย่ สำนักฝึกตนแห่งแรก”

“ผู้เขียนร่วม: อาจารย์ซู่เฟิง และอาจารย์หลินฮั่น สำนักฝึกตนแห่งแรก”

“ผู้สนับสนุน: เย่ซิงเฉิน หวังเฉิงห่าว จางหรงฮวา ผูจื้อ…”

สำนักฝึกตนแห่งแรก ?

เขาผงะไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงฮึดฮัดออกมาอย่างไม่พอใจ “สำนักฝึกตนแห่งแรกเพิ่งได้รับการเปิดตัวเมื่อไม่กี่เดือนก่อนเท่านั้น แต่พวกเขากลับมีผลงานวิจัยออกมาให้ชมแล้วอย่างนั้นหรือ ? แถมยังไม่ใช่วิทยานิพนธ์ของผู้อำนวยการหรือศาสตราจารย์ แต่เป็นแค่อาจารย์ผู้สอนทั่วไปเนี่ยนะ ? พวกเด็กหนุ่มในวัย 20-30 จะทำอะไรได้ ? พวกเขาเข้าใจถึงแนวคิดเกี่ยวกับความเข้มงวดทางวิชาการบ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้ ?!”

“มักง่ายจริง ๆ!” เขาสูดหายใจเข้าช้า ๆ เพื่อข่มความโกรธที่เอ่อล้นขึ้นมาขณะที่อ่านเนื้อหาในบทความอย่างตั้งใจ

แต่หลังจากผ่านไปประมาณสิบวินาที อารมณ์โกรธพวกนั้นก็หายไปอย่างรวดเร็ว

เขาขยี้ตาของตัวเอง กะพริบตาปริบ ๆ อยู่สองสามครั้ง จากนั้นก็อ้าปากค้าง

เป็นมุมมองที่แปลกใหม่มาก !

“มุมมองนี้มัน….” เขาเงียบไป จากนั้นจึงหันไปที่คอมพิวเตอร์ของตนเองและป้อนคีย์เวิร์ด ‘การวิวัฒนาการ’ และ ‘วิญญาณ’ เข้าไปในแถบการค้นหา ก่อนที่บทความมากมายจะปรากฏขึ้น

ทั้งหมดนี้คือบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดที่เขาได้ป้อนไป

บทความทั้งหมดมีแนวคิดที่แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง ทว่ามันกลับไม่มีบทความใดเลยที่พูดเรื่องนี้

“นี่เป็น… แนวคิดที่สดใหม่อย่างแท้จริง !!” หัวสมองของเขาตื้อไปหมด และเขาก็รีบลุกขึ้นยืนพร้อมกับเอ่ยออกมาเสียงดัง ทำให้จังหวะการหายใจเริ่มติดขัดกว่าเมื่อครู่ !

ในฐานะที่เป็นนักวิชาการคนหนึ่ง เขารู้ดีว่ามุมมองที่แปลกใหม่นั้นมีความหมายต่อแวดวงวิชาการอย่างไร

เส้นทางใหม่ มุมมองใหม่ และความคิดใหม่ ทั้งสามสิ่งนี้คือสิ่งที่แวดวงวิชาการของสาขาจิตศาสตร์อาถรรพณ์ต้องการมากที่สุดในตอนนี้ !

สิ่งนี้… จะสร้างแนวทางศึกษาแยกย่อยอีกมากมาย ! พวกเราจะได้เห็นผู้เชี่ยวชาญจำนวนนับไม่ถ้วนที่แสวงหาความรู้ใหม่ ๆ ในเรื่องนี้ หากจะบอกว่านี่คือการค้นพบใหม่ก็ไม่ใช่การพูดเกินจริงเลยสักนิด !

“สัตว์ประหลาดตัวนี้กระโดดออกมาจากที่ไหนกัน ?!” เขาหยิบแว่นสายตาของตัวเองและเริ่มวิเคราะห์เนื้อหาของวิทยานิพนธ์ “ฉินเย่…ฉินเย่เหรอ ? ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยินชื่อของดร.คนนี้มาก่อน… หรือว่าเขาอาจจะเป็นศาสตราจารย์ ? หรือว่าจะเป็นนักวิจัย ?!”

“สมมติฐานนี้ใช้คดีของร่างไร้ศีรษะ 33 ร่างที่ถูกค้นพบที่เมืองจางเจียง นั่นเป็นหนึ่งในคดีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่ยังไม่มีใครไขออก แต่เขากลับสามารถสร้างสถานการณ์ทั้งหมดขึ้นมาใหม่ได้โดยอิงจากหลักฐานทางนิติเวช รวมถึงวิดีโอที่มีให้ ทั้ง ๆ ที่เห็นได้ชัดเจนว่ามันไม่ใช่ข้อเท็จจริง… แต่ทำไมเราถึงรู้สึกคล้อยตามการคาดเดาของเขากัน ?”

“และข้อสมมติฐานทั้งหมดก็ล้วนเป็นแบบนี้… สร้างขึ้นจากข้อเท็จจริง ตรงประเด็น และมีเหตุผล นอกจากนี้ยังไม่สามารถหาข้อโต้แย้งได้ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ตาม เราน่าจะเคยได้ยินชื่อของคนที่สุดยอดแบบนี้มาบ้างสิ ต่อให้เขาจะหมกมุ่นอยู่กับการวิจัยและทดลองของตัวเองก็ตาม ! แต่ทำไมเราถึงไม่เคยได้ยินชื่อของเขามาก่อน ?”

หลังจากผ่านไป 20 นาที เขานั่งลงบนเก้าอี้ตามเดิมและมองบทความวิจัยตรงหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย

แรงระเบิดที่เขาเพิ่งได้รับนั้นรุนแรงเกินไป ใครก็ไม่รู้ได้แย่งแสงไฟไปจากเขาและยังสามารถได้รับการตีพิมพ์ทั้งหน้ากระดาษ ! และแม้ว่าดร.ลั่วจะพยายามอ่านเนื้อหาทั้งหมดด้วยเจตนาที่จะหาช่องว่างข้อโต้แย้งทั้งหมด เขาก็ลงเอยด้วยการชื่นชมฉินเย่แทน…

คำสองคำดังก้องอยู่ภายในใจของเขาอย่างไม่รู้จบ

แพ้แล้ว…

เขาพ่ายแพ้ให้กับผู้ชายคนนี้อย่างสิ้นเชิง แนวคิดและมุมมองของอีกฝ่ายสดใหม่มาก ! สิ่งที่เขาทำเป็นเพียงการนำแนวคิดเก่ามาเรียบเรียงใหม่เท่านั้น มันไม่มีทางที่เขาจะสามารถเทียบชั้นกับชายคนนี้ได้

เขารู้อยู่แล้วว่าคนที่สามารถได้รับการตีพิมพ์ทั้งหน้ากระดาษนั้นย่อมต้องเก่งกว่าตน แต่หลังจากได้อ่านบทความของอีกฝ่าย เขาก็อดไม่ได้ที่จะยอมรับว่าผู้ชายคนนี้เก่งกว่าเขาหลายเท่านัก ! อันที่จริง ความแตกต่างนั้นช่างมากมายเสียจนเขาไม่สามารถรับได้ !

“ให้ตายเถอะ !” หลังจากผ่านไปหลายนาที เขาก็ลุกขึ้นยืน นวดคลึงข้างขมับของตนโดยมีรอยยิ้มขมขื่นบนใบหน้า “ดูเหมือนเราจะแก่แล้วจริง ๆ พรสวรรค์ของเด็กรุ่นใหม่นั้นน่าเหลือเชื่อมาก… น่าเหลือเชื่อมากจริง ๆ!”

สิ่งที่เขาไม่รู้เลยก็คือปฏิกิริยาของเขานั้นถือได้ว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ เพราะอย่างไรแล้ว เขาก็พอจะคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นเอาไว้แล้ว ในขณะที่สถานที่อื่น ๆ ในสถาบันมากมาย รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนาโจวเฉิงในลั่วเหอ ฐานทดลองทางดาราศาสตร์ที่จูโจวและอาคารตงไห่ หรือแม้แต่อาคารซิงเฉินของ SRC สำนักงานใหญ่ และอาคารล้ำสมัยของแผนกสืบสวนพิเศษต่างก็เต็มไปด้วยความโกลาหล !

กองปราบพิเศษ หน่วยสอบสวนพิเศษ สำนักงานใหญ่เมืองเยียนจิง

นี่คือแผนกพิเศษที่ก่อตั้งขึ้นโดยมีเจ้าหน้าที่กว่า 1 หมื่นคน ทั้งหมดคือผู้ที่มีฝีมือที่สุดในหมู่ผู้ฝึกตนด้วยกัน พวกเขามันจะยืนอยู่ในแนวหน้าและเผชิญหน้ากับภัยคุกคามและเหตุการณ์เหนือธรรมชาติทั้งหมด และมันย่อมเป็นธรรมดาที่พวกเขาแต่ละคนจะได้พบเจอกับเหตุการณ์แปลกประหลาดอยู่บ่อยครั้ง

“บ้าไปแล้ว !” หัวหน้าแผนกเจินเต้าหมิงของกองปราบพิเศษกำลังทานอาหารเที่ยงของเขาขณะที่อ่านหนังสือพิมพ์อย่างที่ทำเป็นประจำทุกวัน แต่แล้วทันใดนั้นเขาก็เกือบจะสำลักขณะที่อุทานออกมา

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าครับหัวหน้า ?” ผู้ช่วยของเขา ชายหนุ่มในวัย 20 กว่าที่กำลังเล่นเกมในคอมพิวเตอร์ของตนอยู่ได้ยินเสียงอุทานอย่างตกตะลึงนั้น เขาจึงตักข้าวเข้าปากอีกสองคำก่อนจะหันไปถามด้วยความสงสัย

เจินเต้าหมิงไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเองเลยสักนิด ที่มุมปากของเขายังคงมีเมล็ดข้าวติดอยู่ขณะที่เอ่ยสั่งผู้ช่วยของตนด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เสี่ยวโจว คุณไปที่ห้องเอกสารของเราและนำแฟ้มคดีไสยเวทย์ระดับสูงทั้งหมด รวมถึงคดีที่ยังไม่สามารถไขได้มา แล้วบอกสมาชิกของทุกหน่วยให้เก็บอาหารกลางวันของพวกเขาไปรวมกันที่ห้องประชุมเดี๋ยวนี้ !”

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด