ชะตาฟ้าหาญกล้าท้ายอดคน 279 น้ำตานองหน้า

Now you are reading ชะตาฟ้าหาญกล้าท้ายอดคน Chapter 279 น้ำตานองหน้า at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

ตอนที่ 279 น้ำตานองหน้า

หลินยวนกลับทำเป็นไม่ได้ยิน เขาเงยหน้ามองฟ้า ในใจรู้สึกเสียดายแทนหลัวคังอัน บอกได้เพียงว่ากรรมใดใครก่อกรรมนั้นย่อมคืนสนอง เรื่องเสวี่ยหลานนั้นเขาไม่ได้บังคับ และไม่มีทางที่เขาจะไปบังคับด้วย ในค่ายผู้พิทักษ์เทพมีการเฝ้าระวังที่เข้มงวดมาก แต่อีกฝ่ายก็ยังกล้าพาผู้หญิงเข้าไปในเทพมหาวิญญาณอีก นี่จะต้องมีความกล้ามากขนาดไหนกัน!

เอาความกล้าไปใช้ผิดที่ผิดทาง!

หลัวคังอันเองก็ไม่ได้ออกไปใช้ชีวิตสำมะเลเทเมามานานแล้ว พอไม่ได้ออกไปบริหารเสน่ห์ ก็ไม่รู้ว่าด้านนอกนั้นพูดถึงตัวเองอย่างไรบ้าง วันนี้พอได้ลองดูกลับถูกตอกหน้ากลับมา รู้สึกกระอักกระอ่วนเป็นอย่างมาก

ดีที่เขาหน้าหนา ถ้าเขาอับอายเพราะคำพูดของผู้หญิง อย่างนั้นเขาก็ไม่ใช่หลัวคังอันแล้ว

สีหน้าเปลี่ยนจากหน้าเจื่อนเป็นสดใสขึ้นมาในพริบตา เขายกมือขึ้นลูบผมหยิกหยอยของตน นึกเสียดายที่ไม่ได้ส่องกระจก ก็เลยไม่รู้ว่าดูดีอยู่หรือเปล่า แต่ก็ยังพยายามยื่นมือออกไปอย่างมีมาดพลางกล่าวว่า “ผู้น้อยคือหลัวคังอันครับ อันนั้นมันข่าวลือครับ ข่าวลือทั้งนั้นครับ”

หลิวซิงเอ๋อร์ยิ้มสดใส ยื่นมือออกไปจับมือกับเขาพลางกล่าว “ฉันหลิวซิงเอ๋อร์ค่ะ ได้ยินชื่อเสียงของคุณหลัวมานานแล้วค่ะ”

“เฮ้อ!” หลัวคังอันถอนใจออกมา กล่าวว่า “ชื่อเสียงอะไรกันล่ะครับ ชื่อเสียมากกว่าครับ แต่ไม่เป็นไรครับ ยังไงซะผมก็ถูกคนสาดโคลนใส่จนชินแล้ว ว่าแต่คุณหลิวเถอะครับ รูปร่างเพรียวบางสะโอดสะอง หน้าตาก็งดงามหาใครเปรียบ ไม่มีใครเทียบได้เลยจริงๆ แค่แรกเจอก็ทำให้รู้สึกประทับใจ ยากที่จะลืมเลือนได้ ไม่ต้องเดาเลย ผมคิดว่าคนที่มาชื่นชอบตามจีบคุณหลิวจะต้องมีมากมายนับไม่ถ้วนแน่ๆ ”

หลิวซิงเอ๋อร์ถูกหยอกล้อจนหัวเราะคิกคัก พลางกล่าวอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า “ฉันได้ยินว่ามีคนเสนอเงินรางวัลพันล้านเพื่อต้องการเอาชีวิตคุณ คุณไม่กลัวเหรอคะ?”

หลัวคังอัน “มีอะไรต้องกลัวล่ะครับ? หากผมเป็นคนธรรมดา ก็คงไม่คุ้มค่ากับที่พวกเขาจะจ่ายราคานี้ ไม้งามมักจะถูกลมพายุโค่นล้ม ความเป็นความตายเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผมไปนานแล้วครับ” ขณะที่กล่าวคำพูดนี้เขาก็พยายามส่งสายตาให้หลินยวนไม่หยุด

หลินยวนเข้าใจ ไม่รบกวนพวกเขาอีก หันหลังกลับไป พยักหน้าให้เยี่ยนอิงเพื่อบอกว่าอย่าไปรบกวน เยี่ยนอิงทำได้เพียงเดินตามเขาเข้าไป

“รูปร่างของคุณหลิวดีจริงๆ นะครับ…”

“ผิวพรรณของคุณหลิวนี่ขาวใสราวกับหยกจริงๆ นะครับ…”

“ชุดคุณหลิวชุดนี้ดูดีจริงๆ ครับ แค่เห็นก็รู้เลยว่ารสนิยมการแต่งตัวของคุณหลิวนี่ไม่ธรรมดาเลย…”

“ไม่ครับ ๆ ไม่ใช่คำเยินยอจริงๆ นะครับ หากแซ่หลัวเป็นคนเสแสร้งแกล้งทำ ผมก็ไม่ล่วงเกินคนมากมายขนาดนั้นหรอกครับ ผมเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา ดีก็ว่าดี ไม่ดีก็ว่าไม่ดี หากผมพูดอะไรที่ไม่น่าฟัง คุณหลิวไม่ต้องเก็บไปใส่ใจนะครับ…”

……

เยี่ยนอิงที่เงี่ยหูฟังอยู่ภายในห้องได้ยินคำพูดสวยหรูของหลัวคังอันที่พรั่งพรูออกมาจากปากราวกับไม่ต้องการเงิน ขอแค่มีโอกาส แม้แต่เส้นผมของหลิวซิงเอ๋อร์ก็ยังหาข้ออ้างมาชื่นชมได้

“เลี่ยน พูดออกมาได้” เยี่ยนอิงบ่นเสียงเบา

หลินยวนพูดออกมาแบบไม่ได้คิดอะไร “ความจริงแล้วเธอสวยกว่า”

คนพูดไม่ได้คิดอะไร แต่คนฟังคล้ายเก็บมาใส่ใจ เธอหันไปมองเขา

หลินยวนเองก็กำลังเงี่ยหูฟังอยู่ ไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่กลับพบว่าความสัมพันธ์ของสองคนนั้นใกล้ชิดกันอย่างรวดเร็ว คุยกันตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทั่วไปจนถึงเรื่องการแต่งตัว

ตอนที่ยังไม่ได้ยินก็ยังดีหน่อย แต่พอยินแล้วก็เรียกได้ว่าทำให้หลินยวนรู้สึกนับถือจริงๆ เขาพบว่าหลัวคังอันไม่ใช่แค่ชมเรื่องการแต่งตัวของผู้หญิงแบบขอไปที หากแต่มีความเข้าใจมันจริงๆ แสดงว่าจะต้องเคยทุ่มเทศึกษาในเรื่องนี้มาอย่างแน่นอน

กระทั่งหลินยวนกับเยี่ยนอิงปรากฏตัวที่ระเบียงอีกครั้ง หลัวคังอันกับหลิงชิงเอ๋อร์ก็หายไปแล้ว พวกเขาบินลงจากระเบียงไปเที่ยวเล่นด้วยกัน

ไกลออกไป หลัวคังอันกำลังเดินวนไปวนมาอยู่รอบตัวหลิวซิงเอ๋อร์ แล้วก็คอยเข้าไปใกล้เธอเป็นระยะ เดินกันไปแบบใกล้ชิดมาก

“พวกเขากำลังทำอะไรกัน? เอาแต่เดินวนไปวนมาอยู่บนเนินนั่น” หลินยวนแปลกใจ

เยี่ยนอิงกล่าวอย่างเฉยเมย “หลัวคังอันบอกว่าเขาถ่ายรูปสวย ทำให้หลิวซิงเอ๋อร์รู้สึกสนใจ หลอกล่อให้หลิวซิงเอ๋อร์ไปถ่ายรูปกับเขา”

“…” หลินยวนหมดคำพูด คิดว่าทำไมหลิวซิงเอ๋อร์ถึงได้หลอกล่อได้ง่ายขนาดนั้น คนโง่ยังฟังออกเลยว่าหลัวคังอันพูดชมประจบประแจงไปอย่างนั้น ผู้หญิงคนนั้นคงไม่ได้ฟังแล้วรู้สึกดีใจจริงๆ หรอกใช่ไหม? เขาพึมพำ “ดูท่าทางผู้หญิงคนนั้นคงจะอยู่ที่นี่จนเบื่ออย่างมากแล้วจริงๆ”

เยี่ยนอิงหันไปมองเขา พลางกล่าวเตือน “อย่าลืมว่าพวกเรามาทำอะไรกันนะคะ ถ้าสองคนนั้นใกล้ชิดกันมากเกินไป มันจะทำให้คนอื่นสงสัยได้ง่าย ทางที่ดีให้เขาหยุดก่อนที่จะเลยเถิดไปมากกว่านี้ดีกว่าค่ะ”

เขาถ่ายรูปออกมาสวยจริงๆ หลิวซิงเอ๋อร์ที่นั่งอยู่ในศาลากำลังถือมือถือ เลื่อนดูรูปที่หลัวคังอันถ่ายให้เธอ มีทั้งแบบใสซื่อ แบบน่ารัก และแบบดุดัน เธอทำท่าถ่ายรูปตามที่หลัวคังอันบอก เรียกได้ว่าถ่ายออกมาได้หลากหลายรูปแบบจริงๆ

หลังจากที่จมดิ่งอยู่กับรูปภาพของตนเองอยู่สักพัก พอเธอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง เธอก็พบว่าหลัวคังอันไปยืนมือไพล่หลังอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งด้านนอกศาลา สายตาทอดมองออกไปไกลๆ อย่างเงียบๆ

“หลัวคังอัน” หลิวซิงเอ๋อร์ตะโกนเรียก จากคำเรียก ‘คุณหลัว’ ที่เรียกก่อนหน้านี้ เวลานี้ได้พัฒนามาเรียกชื่อตรงๆ แล้ว

ผลก็คือไม่รู้ว่าหลัวคังอันกำลังเหม่ออะไรอยู่ ตะโกนเรียกติดกันสองครั้งก็ไม่มีการตอบสนอง

เธอย่อมต้องเดินออกจากศาลาไปหาเขา ไปตะโกนเรียกใกล้ๆ “หลัวคังอัน คิดอะไรอยู่น่ะ?”

“หืม?” หลัวคังอันเหมือนจะได้สติกลับคืนมา เขาหันกลับมามอง ทำให้หลิวซิงเอ๋อร์ตกใจทันที เธอเห็นหลัวคังอันน้ำตานองหน้า

“คะ…คุณเป็นอะไรคะ?” หลิวซิงเอ๋อร์แปลกใจมาก ก่อนหน้านี้ยังบอกว่าตนเองเห็นความเป็นความตายจนเคยชินอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงร้องไห้เสียแล้วล่ะ

สิ่งที่ทำให้เธอตกใจยิ่งกว่านั้นคือเหตุการณ์หลังจากนี้ หลัวคังอันที่หันกลับมาเข้ามากอดเธอ โอบกอดร่างกายอ่อนนุ่มของเธอไว้เต็มอ้อมแขน

หลิวซิงเอ๋อร์ถูกเขากอดจนมือไม้อ่อนทำอะไรไม่ถูก มือทั้งสองข้างกำลังจะผลักเขาออกไป แต่วินาทีต่อมามือนั้นพลันแข็งทื่อไป เพราะเธอรู้สึกได้ว่าหลัวคังอันที่เพิ่งได้พบกันครั้งแรกนั้นกำลังสะอึกสะอื้นอยู่ที่ไหล่ของเธอ

“คุณ…” หลิวซิงเอ๋อร์ลองผลักดูเล็กน้อย ไม่ได้ออกแรงอะไรมาก จึงผลักออกไปไม่ได้ เธอกล่าวอย่างแปลกใจ “คุณเป็นอะไรไปคะ?”

หลัวคังอันสะอื้นกล่าวเสียงเศร้า “ผมคิดถึงอาจารย์ของผมครับ”

คิดถึงอาจารย์จนต้องร้องไห้แบบนี้เลยเหรอ? อีกอย่างนะ คิดถึงอาจารย์ แล้วมากอดฉันทำไม? ชายหญิงมากอดกันแบบนี้ ถ้าคนอื่นมาเห็นเข้าจะทำยังไง? คราวนี้หลิวซิงเอ๋อร์ออกแรงผลักเขาออกไป ถอยหลังไปเล็กน้อยแล้วมองเขา

หลัวคังอันจะไปฝืนเธอก็ไม่ได้ จึงปล่อยเธอ เพียงแต่เขาแหงนหน้ามองฟ้าพลางหลั่งน้ำตา

นี่ทำให้หลิวซิงเอ๋อร์ไม่สามารถแสดงความรู้สึกไม่พอใจที่อยู่ภายในใจออกมาได้ เธอสงสัยพลางเอ่ยถาม “อาจารย์คุณเป็นอะไรคะ?”

“ตายแล้วครับ” หลัวคังอันส่ายหน้าถอนใจ จากนั้นหันกลับไป ทอดตามองออกไป

“ตายแล้ว?” หลิวซิงเอ๋อร์ตะลึง เอ่ยถามอีกครั้ง “อาจารย์ที่หลิงซานเหรอคะ?”

พอถามออกไปแบบนี้ หลัวคังอันก็ถอนใจพลางกล่าว “ใช่ครับ อาจารย์ที่หลิงซาน”

เขาทำเพื่อจะบอกเธอว่าอาจารย์ของเขาคือใคร เพราะตอนคุยกันก่อนหน้านี้ เขามองออกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่รู้เลยว่าอาจารย์ของเขาคือใคร

สำหรับลูกผู้มีอำนาจแบบนี้ เขาต้องให้เธอได้รู้ว่าเขาไม่ได้เหมือนกับคนที่มาตามจีบเธอทั่วๆ ไป ไม่เหมือนกับพวกเหยาเซียนกง ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้แสดงท่าทีจีบ และเขาเองก็ไม่ได้วางแผนว่าจะตามจีบอะไร เพราะเวลาไม่เพียงพอ เลยต้องคิดหาวิธีอื่น

เขาต้องให้เธอได้รู้ ไม่ว่าเธอจะมีภูมิหลังเป็นอย่างไร แต่ฉันอยู่ในระดับที่สูงกว่าเธอมาก พ่อเธอเป็นเจ้าเมืองเมืองหนึ่ง แต่ฉันเป็นลูกศิษย์อาจารย์หลง

เขาอยากจะใช้เรื่องนี้ในการพิสูจน์ว่าเขาไม่จำเป็นต้องประจบประแจงอะไรเธอ

เพราะก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกได้อยู่ลึกๆ ว่าผู้หญิงคนนี้ยังรู้สึกว่าสถานะของตนเองอยู่เหนือกว่า

และแน่นอน เขาก็ใช้โอกาสนี้ฉวยโอกาสกับเธอด้วย โอบกอดเธอไปสักหน่อย เพื่อเร่งให้ระยะของทั้งสองคนใกล้ชิดขึ้น สัมผัสนับว่าไม่เลวทีเดียว

หากเปลี่ยนเป็นเมื่อก่อน เขาคงไม่ยอมบอกว่าตนเองเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์หลง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปิดบังแล้ว คนที่รู้เรื่องนี้มีไม่น้อย ในเมื่อเป็นแบบนี้สู้เอาชื่อของอาจารย์มาใช้ให้เป็นประโยชน์หน่อยดีกว่า

“อา…อาจารย์หลง?” คราวนี้หลิวซิงเอ๋อร์ตกใจอย่างมากจริงๆ “อาจารย์ของคุณคืออาจารย์หลงแห่งหลิงซานเหรอ? หลงซืออวี่เป็นอาจารย์ของคุณหรือคะ”

หลัวคังอันพยักหน้าอย่างเศร้าๆ พลางยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา

หลิวซิงเอ๋อร์มองสำรวจเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า “จริงหรือเปล่าคะเนี่ย?” คุณกำลังจะบอกว่าอาจารย์หลงรับคุณเป็นศิษย์อย่างนั้นเหรอคะ?

ตอนนั้นพ่อของเธอก็เคยคิดอยู่ว่าจะให้ลูกๆ ของตนไปขอเป็นศิษย์อาจารย์หลงได้หรือไม่ แต่อาจารย์หลงสถานะสูงส่ง เป็นคนที่ไม่ยอมรับการแต่งตั้งจากทั้งราชวงศ์ก่อนหรือราชวงศ์ปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถบังคับเขาได้ แม้แต่คนที่มีสถานะสูงส่งอีกจำนวนมากก็ยังไม่สามารถทำได้ เจ้าเมืองหลิวจึงทำได้เพียงแค่คิดเท่านั้น

คราวนี้ทั้งสองจึงพูดคุยเกี่ยวกับอาจารย์หลงขึ้นมา ว่าไปแล้วหลิวซิงเอ๋อร์ก็เป็นนักเรียนของหลิงซานเช่นกัน ทั้งสองคนอายุไล่เลี่ยกัน แต่พอคุยกันแล้วเหมือนหลิวซิงเอ๋อร์จะเป็นรุ่นพี่ของหลัวคังอันด้วยซ้ำ ฐานะทางบ้านของหลิวซิงเอ๋อร์ดี จึงสอบเข้าหลิงซานได้เร็ว หลัวคังอันไม่ได้สอบเข้าหลิงซานได้ราบรื่นเหมือนอย่างเธอ กว่าจะสอบเข้าไปได้ก็อายุมากแล้ว

หลิวซิงเอ๋อร์ก็เรียนจบออกมาเร็วด้วยเช่นกัน ทันทีที่เรียนจบก็มีพ่อคอยจัดแจงอนาคตไว้รอเธอแล้ว ตอนนี้ในแคว้นเซียนที่พ่ออยู่มีงานสบายๆ อยู่งานหนึ่ง ไม่ต้องข้องเกี่ยวกับการต่อสู้เข่นฆ่า แล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ด้วย

หลิวซิงเอ๋อร์เองก็เคยพบกับอาจารย์หลงที่หลิงซาน ความสง่างามนั้นทำให้ผู้คนต่างชื่นชมเขา

หลัวคังอันเองก็บอกเล่าประวัติของตนเองเช่นกัน บอกว่าอาจารย์หลงแนะนำเขาให้เข้าไปในหน่วยผู้พิทักษ์เทพของเมืองหลวง บอกว่าอาจารย์หลงสั่งไม่ให้เขาทำตัวเด่น ไม่ให้แพร่งพรายเรื่องที่เขาเป็นลูกศิษย์ของเขา

ภายหลังเกิดเรื่องขึ้นกับอาจารย์หลง อีกทั้งอาจารย์หลงยังมาเข้าฝันเขา สั่งกำชับเขาอย่างเคร่งครัดว่าไม่ให้ทำอะไรบุ่มบ่าม เขาจึงทำได้แค่มองอาจารย์หลงรับความตาย แต่กลับไม่มีกำลังพอจะช่วยเหลืออะไรได้

ขณะที่พูดถึงเรื่องนี้ หลัวคังอันก็น้ำตานองหน้าอีกครั้ง ครั้งนี้เป็นการร้องไห้แบบกึ่งจริงกึ่งหลอก ดูแล้วช่างน่าปวดใจจริงๆ

คำกล่าวที่เต็มไปด้วยความรู้สึกนั้น ฟังแล้วทำให้หลิวซิงเอ๋อร์รู้สึกเศร้าใจเป็นอย่างมาก ขอบตาแดงเรื่อขึ้นมาตามเขา ในอดีตตอนที่ได้ข่าวว่าคนที่ยอดเยี่ยมเช่นนั้นถูกประหารชีวิตไปอย่างน่าประหลาด เธอเองก็รู้สึกเศร้าใจจริงๆ เธอยังเคยไปสืบหาเหตุผลด้วยว่าเหตุใดอาจารย์หลงถึงถูกประหารชีวิต แต่ก็หาสาเหตุไม่พบ พ่อของเธอเองก็เตือนเธอว่าอย่าถามอะไรมาก

แต่แน่นอน เวลานี้หลัวคังอันก็ไม่ได้บอกปมเหตุที่แท้จริงระหว่างหลงซืออวี่กับจักรพรรดิเทียนอู่เช่นกัน

หลัวคังอันบอกอีกว่าหลังจากที่อาจารย์หลงตายแล้ว เขาต้องทำตัวลีบเล็กไม่ให้เป็นจุดสนใจ จนกระทั่งสิบสามมารสวรรค์บุกโจมตีเมืองหลวง เขาเห็นท่านสองกำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้แก่ป้าหวัง เขาจึงรวบรวมความกล้ากับใจที่พร้อมจะสู้ตายเข้าไปช่วยท่านสอง แต่สุดท้ายกลับถูกคนอิจฉาเพราะเหตุนี้ แล้วก็ถูกไล่ออกจากหน่วยผู้พิทักษ์เทพของเมืองหลวง

เรื่องในอดีตที่เล่ามานี้ เป็นเรื่องที่เขามักจะเล่าตอนที่ตามจีบผู้หญิง ตอนนี้กับหลิวซิงเอ๋อร์ก็ไม่เว้นเช่นกัน

จากนั้นเขาก็เล่าว่าตนเองไปที่หอการค้าตระกูลฉิน เดิมทีอยากจะใช้ชีวิตอย่างเงียบๆ แต่เจอกับการประมูลเข้าพอดี เขาพยายามอดทนไว้แล้ว แต่ผลก็คือคู่ต่อสู้ในการประมูลจะรุมฆ่าเขา เขาจึงต้องลุกขึ้นสู้อย่างไม่มีทางเลือก ด้วยความโกรธเกรี้ยวจึงสังหารคู่ต่อสู้ทิ้งทั้งหมด!

เขาใส่สีตีไข่ บอกเล่าอย่างตื่นเต้น บอกเล่าอย่างน่าประหวั่นพรั่นพรึง อีกทั้งโศกเศร้า

หลิวซิงเอ๋อร์ฟังจนรู้สึกคล้อยตาม เธอลองเอ่ยถาม “เล่าเรื่องที่คุณพาเทพธิดาเสวี่ยหลานเข้าไปในห้องควบคุมเทพมหาวิญญาณหน่อยสิคะ…”

พูดเรื่องนี้อีกแล้ว? หลัวคังอันเอ่ยตัดบท “อย่ามาปรักปรำผมสิครับ ผมเองก็ไม่มีอะไรจะพูดเหมือนกัน นั่นมันเป็นกับดัก คุณไม่รู้หรอกว่าเบื้องหลังการประมูลเทพมหาวิญญาณมันอันตรายแค่ไหน หลังจากเรื่องนั้นเสวี่ยหลานก็ถูกคนฆ่าปิดปาก ผมพูดแก้ต่างไปเท่าไรก็เปล่าประโยชน์! ใครเป็นคนฆ่าปิดปากเธอล่ะ? เธอรับรองความบริสุทธิ์ของผมได้ แต่เธอกลับถูกฆ่าระหว่างทางที่ไปเที่ยว ก้าวพลาดตกหน้าผาตายตอนไปเที่ยว นั่นมันเทพธิดานะ จะไปก้าวพลาดจนตกหน้าผาตายน่ะเหรอ คุณเชื่อหรือเปล่าล่ะ? นี่ก็เพราะมีคนไม่อยากให้ผมล้างมลทินให้ตัวเอง อยากให้ทุกคนได้รู้เรื่อง อยากจะทำให้ผมฉาวโฉ่ ก็เหมือนกับครั้งนี้ที่มีคนจ่ายเงินพันล้านเพื่อจะเอาชีวิตผมนั่นแหละ!”

หลิวซิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อย รู้สึกว่ามันสมเหตุสมผล รู้สึกว่านั่นคือกับดักจริงๆ ไม่อย่างนั้นทำไมต้องฆ่าปิดปากด้วยล่ะ?

ทั้งสองคนคุยกันไปเรื่อยๆ ก็ขยับมานั่งข้างกันแล้ว หลิวซิงเอ๋อร์เองก็ไม่รู้ตัวว่ามือนุ่มนวลของตนเองไปอยู่ในมือของหลัวคังอันตั้งแต่เมื่อไหร่

จากนั้นก็พูดเรื่องที่คนจำนวนมากที่โรงงานสร้างข่ายพลังได้รับพิษต่ออีก พูดถึงว่าตนเองเข้ามาหาดวงตาแห่งความฝันเพื่อหอการค้าตระกูลฉินโดยไม่สนใจอันตรายใดๆ หลัวคังอันปล่อยมือเธอ จากนั้นลุกขึ้นยืน เดินไปตรงริมภูเขาอีกครั้ง มือไพล่หลังพลางกล่าว “การมาที่นี่ในครั้งนี้ ผมรู้ดีว่ามันอันตรายมาก แล้วก็รู้ด้วยว่ามีโอกาสที่จะตายสูง แต่หอการค้าตระกูลฉินดูแลผมเป็นอย่างดี แซ่หลัวจะทนมองอยู่เฉยๆ โดยไม่สนใจได้ยังไง? คนเราต้องทำในสิ่งที่ควรทำ หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ควรทำ ต่อให้มีคนนับหมื่นมาขวาง ผมก็จะทำต่อ! ขอเพียงไม่รู้สึกผิดต่อตัวเอง ถึงตายไปก็ไม่เสียดาย!”

…………………………………………………………………..

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด