ผมตื่นขึ้นมาควบคุมยานอวกาศที่แข็งแกร่งที่สุด ผมเลยเป็นทหารรับจ้างอวกาศ — I Woke Up Piloting the Strongest Starship, so I Became a Space Mercenary 333 ใช้เวลากับพี่น้อง

Now you are reading ผมตื่นขึ้นมาควบคุมยานอวกาศที่แข็งแกร่งที่สุด ผมเลยเป็นทหารรับจ้างอวกาศ — I Woke Up Piloting the Strongest Starship, so I Became a Space Mercenary Chapter 333 ใช้เวลากับพี่น้อง at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

“เฮ้เฮ้ บอส”

“หืม?”

ทีน่าเรียกผมหลังเราดูหนังโฮโลเรื่องที่สอง ผมเลยตอบ เรื่องที่เราดูเป็นบันทึกเหตุการณ์ของนักวิจัยทับนักผจญภัยที่ยานตกที่ดาวเคราะอันเต็มไปด้วยผู้คนยุคดึกดำบรรพ์ที่ไม่ได้มีเทคโนโลยีเดินทางระดับจักรวาล เขาสร้างสัมพันธ์กับชาวพื้นที่บนดาวเคราะห์หลังเสวนากับพวกเขาก่อนที่ในที่สุดก็กลับไปที่อวกาศ มันทำมาเป็นเหมือนสารคดี

แม้คนเรียกมันไม่ได้ว่างานไม่ได้แต่งมา เห็นว่ามันทำจากเรื่องจริง พื้นฐานแล้ว การติดต่อกับอารยธรรมดึกดำบรรพ์นั้นเป็นเรื่องต้องห้ามโดนกฎหมายอนุรักษ์วัฒนธรรมทั่วโลก แต่มันจะไม่ถูกเห็นว่าเป็นความผิดถ้าเข้าไปอยู่ในอะไรที่เรียกกันหนักหนาว่าสถานการณ์เลี่ยงไม่ได้เช่นอุบัติเหตุ แต่แม้อย่างนั้น ผู้คนยังถูกแนะนำให้ติดต่อน้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เพื่อไม่ให้เกิดผลกับการพัฒนาอารยธรรมแบบนั้น

มาปล่อยอการอธิบายไว้ก่อนและมาฟังว่าทีน่ามีอะไรจะพูดก่อน

“บอสก็มาจากอารยธรรมดึกดำบรรพ์เองใช่เปล่าบอส?”

“โอ้–……อืม ก็ใช่ ฉันว่า ในโลกที่ฉันมา หรือดาวเคราะห์ที่ฉันมานั่นแหละ อะไรเหมือนดวงดาวและอวกาศนอกยังเป็นแนวคิดระยะไกลสำหรับคนส่วนใหญ่ เทคโนโลยีเดินทางในอวกาศเจอแค่ในงานแต่งแนววิทยาศาสตร์เท่านั้นแแหละ”

พวกเขาอาจคิดทฤษฎีขึ้นมาได้จริงๆ แต่มันไม่ได้ถูกเรียนรู้มากเมื่อเป็นเรื่องแบบนั้น อย่างน้อยผมก็เคยได้ยินเกี่ยวกับสถานีอวกาศนานาชาติและการพัฒนาจรวดเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก แต่อะไรแบบนั้นไม่ได้สำคัญเลยกับพนักงานกินเงินเดือนธรรมดาเหมือนผม

“งั้น สถานการณ์ที่บอสอยู่เห็นด้วยกับกฎหมายอนุรักษ์วัฒณธรรมทั่วโลกมั้ย?”

“ฉันว่า ฉันหมายถึง ฉันถูกยอมรับว่าเป็นพลเมืองจักรวรรดิกรากันอย่างเป็นทางการแล้วอยู่ดี พวกเขาจะมายุ่งวุ่นวายกับฉันหลังเวลาผ่านไปขนาดนี้เหรอ?”

“นั่นจริง แต่บอสไม่คิดถึงดาวเคราะห์บ้านเกิดเหรอ?”

“มืม อืม…… เพราะหลายเหตุผลน่ะแหละ ฉันเลิกล้มการกลับไปแล้ว”

“หลายเหตุผล?”

วิสเกอร์ที่ฟังผมกับทีน่าคุยอย่างเงียบๆในที่สุดก็เข้ามาคุยด้วยและตั้งคำถามของเธอเอง ใช่สิ ตอนนี้ผมถูกขนาบระหว่างพี่น้องซ้ายขวา ผมคิดกับมันดีๆไม่ทันเมื่อผมเพิ่งมาที่โลกนี้ แต่อะไรความสำเร็จหลายอย่างที่ผมทำในชีวิตเก่าที่ทำให้ผมมาเจอสถานการณ์แบบนี้? เอ่อ ตัดสินจากเรื่องมีปัญหาทั้งหมดที่ผมเจอเท่าที่ผ่านมา บางทีมันอาจไม่ใช่ความดีแต่ความชั่วแทน

“ดาวเคราะห์บ้านเกิดฉันเรียกว่าโลก มันเป็นดาวเคราะห์ที่สามของระบบสุริยะ ดังนั้น พูดอีกอย่าง มัน โซล่าที่สาม”

“แต่บอสรู้ชื่อระบบดาว ไม่ใช่มันจะง่ายที่จะหาทางกลับบ้านเหรอบอส?”

“ชื่อนั้นคนพื้นที่ของโลกเป็นคนตั้ง พูดอีกอย่าง มันถูกตั้งชื่อโดยอารยธรรมดึกดำบรรพ์ที่ยังไม่พัฒนาที่ไม่มีแม้แต่เทคโนโลยีเดินทางระดับจักรวาลที่ใช้งานได้ ชื่อแบบนั้นจะถูกลงชื่อไว้ในแผนที่ดาวทางการไหนเหรอ?”

“อ๊ะ…… โอ้……”

พวกเธอสองคนน่าจะรู้แล้วว่าผมพูดเรื่องอะไร จากมุมมองโลก โลกเป็นดาวเคราะห์ที่สามในระบบสุริยะ แต่สำหรับอารยธรรมระดับจักรวาลที่อายุเยอะกว่า ระบบดาวสุริยะ อาจไม่ได้ถูกเรียกว่าระบบสุริยะสักนิด พูดอีกอย่าง มันไม่มีทางที่ผมจะหาระบบสุริยะบ้านเกิดของผมในแผนที่จักรวาลที่มีอยู่สักที่ ทันทีที่ผมมาโลกนี้ ผมหาแล้วไม่ใช่แค่ระบบสุริยะ แต่ระบบดาวโจร, ระบบดาวอัลฟา เซนทอรี, และระบบ tau ceti ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน แต่ไม่เจอเลยสักอย่าง

“ถ้าฉันเป็นนักเดินทางอวกาศสุดอัจฉริยะ ฉันอาจคิดคำนวณตำแหน่งของระบบสุริยะจากการเรียงตัวของดวงดาวนับไม่ถ้วนนั่นได้ แต่โชคร้าย ฉันล่ะไม่รู้เรื่องในแนวนั้นเลย นี่คือเหตุผลแรก”

“เขาใจแล้ว เราขอฟังเหตุผลอื่นด้วยได้มั้ยพี่ใหญ่?”

“ได้สิ ถ้าเราฟังว่าทุกอย่างที่คูกิพูดมาว่าเป็นจริงหมด ยังไงก็ไม่รู้แหละฉันมาโผล่ที่นี่จากโลกที่เป็นไปได้ว่าอยู่สูงกว่าโลกนี้ ฉันไม่แน่ใจตรงตัวเหมือนกันว่าอะไรคือโลกที่เป็นไปได้ว่าอยู่สูงกว่า แต่ไม่ว่ายังไง เธอก็ปัดมันเป็นฉันดันไปข้ามกาลอวกาศด้วยพลังเหนือธรรมชาติหรือบางอย่างแบบนั้น”

“จากมุมมองช่างนะ เราไม่เชื่อ ‘เหตุการณ์เหนือธรรมชาติลึกลับ’ อ่ะดิ”

“อืม มันเรียกว่าลึกลับเพราะมันเข้าใจยากแหละ”

ผมยักไหล่ตอบทีน่าที่มีสีหน้าไม่เชื่อ แค่ผมถูกส่งมาที่โลกนี้ได้อย่างไร? ผมน่าจะหาอะไรมานำทางไม่ได้นอกจากเรื่องเหนือธรรมชาติที่คูกิยืนกรานอยู่หนักหนาตลอด

“มากลับไปประเด็นก่อน ถ้าจักรวาลนี้ไม่ใช่จักรวาลที่ฉันอยู่ ‘ฉัน’ ตอนนี้จะห่างกาลอวกาศกันแค่ไหนกับ ‘ฉัน’ กลับไปที่โลกบ้านเกิดล่ะ?”

““???””

มันดูเหมือนพี่น้องไม่เข้าใจว่าผมจะสื่ออะไรครั้งนี้

พวกเธอทั้งสองเอียงหัวสับสน

“อย่าคิดมากเรื่องฉันมาหรือไม่มาจากจักรวาลอื่นถ้าอย่างนั้น ถ้าโลกบ้านเกิดของฉันอยู่ในจักรวาลนี้จริง ฉันไม่รู้เลยจริงๆว่ามันไกลแค่ไหนจากตัวฉัน ‘ปัจจุบัน’ ที่นั่งคุยอยู่ตอนนี้ กับ ตัวฉัน ‘ปัจจุบัน’ ที่อยู่ที่โลกโน้น มันเป็นไปได้ว่าฉันมาถึงอนาคตอันไกลโพ้นหรือบางทีเป็นอดีตโบราณกาล ในระดับจักรวาล พันหรือหมื่นปีเหมือนแค่แว้บเดียวใช่เปล่าล่ะ? นี่แหละเป็นเหตุผลที่สอง”

“โอ้ พูดอีกอย่างเมื่อพี่ใหญ่เด้งโหยงมาที่นี่ พี่อาจไม่ได้แค่ข้ามอวกาศมา แต่ข้ามเวลามาด้วย และไม่ว่ามันข้ามาทางบวกหรือทางลบ มันเกิดขึ้นในระดับจักรวาลแล้ว และพี่ไม่แน่ใจว่าระบบดาวพี่ยังอยู่มั้ย”

“อา–…… ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำอะไรถ้าตัวฉันหลงผิดเวลาไปสิบปีนะ ไม่ต้องพูดถึงหมื่นด้วยซ้ำ”

แม้แต่ในยุคนี้ที่อายุขัยยืดไปได้อย่างเยอะเพราะการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์

ร้อยปีมันยังเป็นเวลานาน มันนานพอเปลี่ยนผ่านรุ่นชีวิตแล้ว

“งั้น แม้ว่าฉันกลับไปจักรวาลเดิมนะ จะมีที่ให้ฉันกลับไปเหรอ? นั่นแหละปัญหา…… และถ้าโดยปาฏิหาริย์บางอย่าง ฉันไปเจอระบบดาวฉันในจักรวาลนี้ในที่สุด จริงๆแล้วการกลับไปยังมีปัญหาใหญ่เลย”

“ปัญหาใหญ่เหรอ?”

“ฉันได้เป็นพลเมืองจักรวรรดิกรากันอย่างเป็นทางการแล้ว จำได้มั้ยล่ะ? และเหมือนที่ฉันบอกพวกเธอมาก่อนอารยธรรมของดาวเคราะห์บ้านเกิดของฉันก็ถูกพิจารณาว่าเป็นดึกดำบรรพ์ และเพราะกฎหมายอนุรักษ์วัฒณธรรมทั่วโลกมีอยู่ ฉันถูกอนุญาตให้กลับไประบบดาวบ้านเกิดไม่ได้แล้วตั้งแต่แรก และแม้แต่ถ้าฉันได้รับอนุญาตไปหาระบบดาว ฉันน่าจะไม่ได้รับอนุญาติให้ลงจอดดาวเคราะห์บ้านเกิดฉันเอง นั่นแหละเหตุผลที่สาม”

กฤษณะยังเป็นยานอวกาศลำใหญ่ ถ้าไม่มีมาตรการป้องกันที่ถูกต้อง มันเป็นไปได้ที่คนเหล่านั้นบนโลกตรวจจับมันได้ด้วยเทคโนโลยีระดำต่ำผ่านการใช้อะไรเหมือนดาวเทียมประดิษฐ์ ถ้ามันเกิดเรื่องนั้น โลกจะกลายเป็นวุ่นวายเพราะมันเป็นยูเอฟโอลงจอด ไม่มีทางเลยที่มันจะไม่กลายเป็นปัญหาใหญ่สุดๆ

“อึน เข้าใจแล้ว เมื่อรู้เหตุผลพวกนั้น แน่นอนว่ามันยากจริงนะ……”

“มันไม่ได้แย่หรอก ไม่เหมือนว่าฉันมีญาติเยอะบนโลกตั้งแต่แรก ฉันจะโกหกอยู่หรอกถ้าฉันพูดว่าไม่มีอะไรเสียดายเลย และฉันรู้สึกเสียใจที่จู่ๆก็หายไปหน้าพวกเขา แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่เหมือนว่าฉันอยากทิ้งชีวิตปัจจุบันเพื่อกลับไปที่นั่นอีกแล้ว”

“อ๋อ…… แต่ ไม่เหงาเหรอ?”

ทีน่ามองขึ้นมาหน้าผมด้วยสีหน้ากังวล

“มันก็เศร้าๆอยู่ที่กลับไปเมืองเกิดไม่ได้ แต่ตอนนี้น่ะ ฉันทำกับกฤษณะและบัวดำเป็นบ้านมากกว่า แล้วก็ยังมีทีน่าและวิสเกอร์ที่ห่วงฉันมากมาย สำหรับ ‘ตัวฉัน’ ปัจจุบันตอนนี้ ที่นี่คือที่ที่ฉันสมควรอยู่ และเป็นที่ที่ฉันควรกลับมา ฉันมากกว่าพอใจกับเท่านั้น”

ถ้าผมถูกโยนไปจักรวาลอื่นอีกครั้งด้วยกันกับกฤษณะ คนแทงเงินได้เลยว่าผมจะพยายามสุดตัวเพื่อกลับบัวดำที่ทุกคนอยู่ไม่สำคัญว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ผมไม่คิดว่าบางอย่างไร้สาระสุดๆขนาดนั้นจะเกิดขึ้นซ้ำๆหรอก แต่มันไม่เหมือนว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะไม่เกิดขึ้นเพราะมันเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ตัวผมทำอะไรไม่ทันที่ไปดึงดูดปัญหามาทุกแบบในโลกนี้แล้ว…… ดังนั้น ปล่อยผมไปบ้างเถอะ

“……แหมบอสพูดซะหว้านหวานด้วยหน้านิ่งๆนะบางครั้งอ่ะบอส”

ทีน่าที่หน้าและหูแดงฉ่า เริ่มจิ้มต้นขาผมด้วยปลายนิ้ว นั่นจั๊กจี๋ รู้เปล่า? หรือแม้แต่วิสเกอร์ยังมาซบใกล้ๆเลย

“ฉันไม่ได้เล็งไว้ แต่…… เธอสองคิดเหมือนฉันมั้ยตอนนี้?”

“……นั่นไม่มีไหวพริบเลยนะพี่ใหญ่”

“เราจะเป็นสมอเพื่อให้บอสไม่ไปทั่วที่ไหนสุ่มๆอีกกแล้วบอส”

“เข้าใจล่ะ”

ใช่มันกลายเป็นไปแนวนั้นไป

ได้โปรดจินตนาการกับที่เหลือเอาแล้วกัน

แปลโดย: wayuwayu

tipme : tipme.in.th/wayuwayutl

patreon (Ebook): patreon.com/wayuwayu

ได้โปรดโดเนทเพื่อสนับสนุนผู้แปล ด้วยการช่วยเหลือของท่านจะทำให้แปลต่อไปได้เรื่อยๆ ขอบคุณครับ

ติดตามข้อมูลข่าวสาร, ติดต่อ: ​http://linktr.ee/wayuwayu

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด