ผมมีสกิลดูด EXP ขั้นเทพ 543 ความลี้ลับในห้องศิลา

Now you are reading ผมมีสกิลดูด EXP ขั้นเทพ Chapter 543 ความลี้ลับในห้องศิลา at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

ตอนที่ 543 ความลี้ลับในห้องศิลา

ในตัวอักษรที่อยู่ตรงหน้า เห็นได้ชัดเจนว่าแฝงไปด้วยขอบเขตกระบี่ที่แข็งแกร่งมาก แต่ระดับความแข็งแกร่งของขอบเขตกระบี่กลับเทียบกับจารึกของตู๋กูฉิวไป้ไม่ติด

ลายมือในหนังสือจารึกของตู๋กูทำให้เยี่ยเว่ยหมิงรู้สึกได้ถึงอันตรายของจริง นั่นคือความรู้สึกที่สมจริงมาก

เขาถึงขั้นแน่ใจได้ว่าหากตอนนั้นเขากล้ามีเจตนาทำลายผนังหินจริงๆ ขอบเขตกระบี่ที่แฝงอยู่ในลายมือนั่นก็จะฟันสังหารเขาคาที่จริงๆ เช่นกัน

ส่วนลายมือตรงหน้าแม้จะแฝงไปด้วยขอบเขตกระบี่เหมือนกัน แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับไม่รู้สึกว่ามีของจริงใดๆ อยู่ในนั้น

เขาแน่ใจมากว่าขอบเขตกระบี่ที่สลักอยู่บนผนังหินเป็นเพียงขอบเขตที่แฝงอยู่ในตัวอักษรเท่านั้น อย่าว่าแต่ออกจากผนังหินมาทำร้ายคนเลย หากไม่ใช่ผู้ที่มีระดับความรู้ลึกซึ้งหรือเข้าใจต่อกระบี่อย่างน่าทึ่ง เกรงว่าคงมองไม่ออกถึงความลี้ลับมหัศจรรย์ที่อยู่ในนั้น

[ติ๊ง! คุณอ่านบทกวี ‘แดงทั้งแม่น้ำ’ ในถ้ำชิงอินจนตระหนักรู้ ค่าประสบการณ์เคล็ดกระบี่ทั้งหมดเพิ่ม 50000 แต้ม!]

เคล็ดกระบี่ทั้งหมดก็มีแค่ ‘เคล็ดกระบี่วีรสตรี’ กับ ‘เคล็ดกระบี่ฉวนเจิน’ แล้วละ เพราะเคล็ดกระบี่วิชาอื่น ถ้าไม่เลเวลเต็มไปแล้วก็ถึงขีดจำกัดสูงสุดในปัจจุบันแล้ว ไม่มีทางเพิ่มเลเวลได้อีก

ค่าประสบการณ์หนึ่งแสนแต้มจะว่าเยอะก็ไม่เยอะ แต่การสลักคำบนผนังหินแล้วเกิดผลอย่างนี้ได้ ก็เพียงพอที่จะทำให้รู้แล้วว่าผู้ที่ทิ้งข้อความกระบี่ไว้มีความรู้ลึกซึ้งในแนวทางกระบี่

เยี่ยเว่ยหมิงตกตะลึงกับความล้ำลึกของเคล็ดกระบี่ที่แฝงในตัวอักษร อดกล่าวชมไม่ได้ว่า “ในบทกวี ‘แดงทั้งแม่น้ำ’ ทุกตัวอักษรล้วนแฝงขอบเขตกระบี่ที่ล้ำลึกมาก เกรงว่าหากไม่ใช่ยอดฝีมือเลเวลร้อยห้าสิบขึ้นไป ก็ไม่มีทางทำได้ถึงขั้นนี้แน่นอน เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าในสำนักเหิงซานยังมีบุคคลระดับสูงอย่างนี้อยู่อีกหรือ”

“ไม่หรอก!” เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวเจิ้งเฟิงก็อธิบาย “ผู้ที่ทิ้งตัวอักษรไว้ไม่ใช่ผู้อาวุโสของสำนักเหิงซาน…แต่ก็ไม่แน่เช่นกัน เพียงแต่บทกวีนี้ปรากฏก่อนก่อตั้งสำนักเหิงซานของพวกเราเสียอีก”

???

พอได้ยินคำอธิบายที่ขัดแย้งในตัวเองของหลิวเจิ้งเฟิง ในหัวของผู้เล่นก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

ในเมื่อบทกวีบนผนังหินปรากฏขึ้นก่อนการก่อตั้งสำนักเหิงซาน เช่นนั้นผู้ที่ทิ้งข้อความไว้ก็ต้องไม่ใช่คนของเขาเหิงซานแน่นอน ตรงกับข้อสรุปแรกของเขาพอดี

แต่ประโยคที่บอกว่า ‘ก็ไม่แน่เช่นกัน’ หมายความว่าอะไรอีก

เมื่อเห็นทุกคนไม่เข้าใจ หลิวเจิ้งเฟิงก็พูดต่ออีกว่า “เรื่องนี้หากเล่าก็ค่อนข้างซับซ้อน ก่อนอื่นพวกเราต้องกำหนดเกี่ยวกับชื่อของ ‘เขาเหิงซาน’ ว่าควรจะแบ่งขอบเขตอย่างไร เป็นสำนักที่ตั้งอยู่บนเขาเหิงซาน หรือเป็นสำนักกระบี่เหิงซานที่บรรพาจารย์สำนักของพวกเราหลงเหลือไว้”

พอฟังถึงตรงนี้ ฉวี่หยางที่อยู่ข้างๆ ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงถามว่า “ก็เหมือนสำนักเส้าหลินกับสำนักซงซาน?”

“คงเป็นแนวคิดประมาณนี้กระมัง” หลิวเจิ้งเฟิงอธิบายต่อ “แต่อิงจากเอกสารบันทึกที่สำนักเหิงซานทิ้งไว้ กับคำเล่าลือของชาวบ้านบางส่วน พวกเราคาดการณ์ว่า หลายร้อยปีก่อนที่สำนักกระบี่เหิงซานของพวกเราจะก่อตั้งขึ้น บนเขาเหิงซานแห่งนี้ก็มีสำนักบู๊ลิ้มแห่งหนึ่งเช่นกัน ที่บังเอิญก็คือสำนักนั้นชื่อว่าสำนักเหิงซานเหมือนกัน เพื่อให้แยกแยกได้สะดวก พวกเราเรียกว่าสำนักเหิงซานเดิมก็พอแล้ว”

เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสริมอีก “เพียงแต่บันทึกที่เกี่ยวกับสำนักเหิงซานเดิมมีจำกัดมาก กอปรกับเป็นยุคสมัยที่ผ่านมายาวนาน ถึงขนาดว่าตรวจสอบความจริงเท็จของตำนานได้ยากมาก แต่ตำนานของสำนักนั่นกลับรุ่งโรจน์กว่าสำนักกระบี่เหิงซานของพวกเราเยอะ เจิดจรัสกว่าเยอะด้วย!…

…จากข่าวที่ได้ยินมาตามตลาด ช่วงเปลี่ยนผ่านของราชวงศ์ซ่ง มีเจ้าสำนักของสำนักเหิงซานเดิมคนหนึ่งเคยรับตำแหน่งประมุขสมาพันธ์บู๊ลิ้มด้วย! เป็นผู้ที่นำวีรบุรุษทั่วทั้งยุทธภพไปช่วยช่วยเย่ว์เฟยต่อต้านแคว้นจิน…

…เพียงแต่ตอนหลังมีข่าวฉาวโฉ่ออกมาอีกเป็นชุด มีคนบอกว่าเขาถูกแคว้นจินทำร้ายจนตาย บางคนบอกว่าเขาขายชาติไปสวามิภักดิ์ต่อศัตรู ทำร้ายทั้งยุทธภพ ส่วนจริงเท็จอย่างไร ก็แยกแยะได้ยากมาก…”

เยี่ยเว่ยหมิงไม่สนใจจะไปตัดสินข่าวลือที่แยกแยะได้ยากว่าจริงหรือเท็จ สายตากลับไปหยุดอยู่บนผนังหินอีกครั้ง “ขุนพลหลิวหมายความว่า ตัวอักษรที่สลักอยู่บนผนังตรงหน้า ก็คือสิ่งที่อดีตประมุขสมาพันธ์บู๊ลิ้มท่านนั้นทิ้งไว้?”

หลิวเจิ้งเฟิงส่ายหน้าอีกครั้ง “เรื่องนี้ข้าจะรู้ได้อย่างไร เพียงแต่หลังจากผู้อาวุโสสำนักกระบี่เหิงซานค้นพบห้องศิลาแห่งนี้แล้ว ก็เคยมีคนสัมผัสได้ถึงขอบเขตกระบี่ที่แฝงอยู่ในบทกวีเช่นกัน ถึงขั้นนำสิ่งที่ตระหนักรู้ได้มาเสริมและปรับปรุงเคล็ดกระบี่ของสำนักกระบี่เหิงซานด้วย…

…กล่าวได้ว่าในบรรดาเคล็ดกระบี่มากมายของสำนักกระบี่เหิงซาน มีเงาของขอบเขตกระบี่ที่แฝงอยู่ในบทกวีนี้ไม่มากก็น้อย” เขาหยุดพูดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสริม “ดังนั้น แม้ที่นี่ไม่ได้ถูกจัดเป็นเขตหวงห้าม แต่ก็เป็นที่ลับสุดยอดในสำนักเช่นกัน วันนี้หากไม่ใช่เพราะถูกบีบจนถึงทางตัน ข้าก็คงไม่พาคนนอกเข้ามาที่นี่”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วยิ้มบางๆ “วิธีการรักษาความลับ ยั่วให้คนสงสัยยิ่งกว่าล้อมเขตหวงห้ามไว้เสียอีก ต้องรับประกันความเสี่ยงเพิ่มอีกสักหน่อย ขุนพลหลิวไม่ต้องกังวล พวกเราล้วนไม่ใช่คนปากมาก สำหรับความลับเกี่ยวกับห้องศิลาแห่งนี้ พวกเราไม่นำออกไปพูดซี้ซั้วแน่นอน”

ตอนนี้หลิวเจิ้งเฟิงถึงได้พยักหน้า สงบใจลงแล้ว

จากนั้นเขาก็หมุนกลไลบางจุดในห้องศิลาอีกครั้ง เริ่มปิดพื้นที่ว่างตรงนี้ หากคำนวณตามเวลา ควันพิษจากหรวนกู่เซียงน่าจะลุกลามเข้ามาถึงที่นี่อย่างรวดเร็วมาก

หลังจากปิดประตูหินแล้ว หลิวเจิ้งเฟิงก็อยากจุดคบเพลิงในผนังหิน ในเมื่อที่นี่มีบุคคลสำคัญของสำนักเหิงซานมาเรียนรู้บ่อยๆ สิ่งที่ให้ความสว่างก็ย่อมขาดไม่ได้

เยี่ยเว่ยหมิงเห็นแล้วรีบร้องบอก “ขุนพลหลิว ช้าก่อน!”

พอหยุดหลิวเจิ้งเฟิงไม่ให้จุดไฟแล้ว เยี่ยเว่ยหมิงก็ใช้วิธีการที่อีกฝ่ายฟังเข้าใจอธิบายความรู้เรื่องก๊าซออกซิเจนอย่างง่ายๆ ให้ฟัง

พื้นที่ว่างที่ปิดไว้ตรงนี้ไม่ได้ใหญ่มาก ต่อให้มีเพียงคนไม่กี่คนใช้ก๊าซออกซิเจน แต่เกรงว่าคงจะยืนหยัดได้ไม่นานอยู่ดี ถ้ารวมคบเพลิงแท่งนี้เข้ามาอีก ก็จะทำให้สถานการณ์แย่ลงอย่างไม่ต้องสงสัย

คำอธิบายเหล่านี้พวก NPC ไม่เข้าใจแต่ก็รู้สึกว่ายอดเยี่ยมมาก หลิวเจิ้งเฟิงไม่ได้จุดไฟ แต่ตะบันไฟในมือเฟยอวี๋กลับยังไม่ดับ

เนื่องจากต่อไปเยี่ยเว่ยหมิงจะเยียวยาพิษให้ NPC ทั้งสามคน ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องใช้แสงสว่างเล็กน้อย

เฟยอวี๋ ถังซานไฉ่และมั่วหร่านต่างคนต่างประคอง NPC ที่ถูกพิษทั้งสามให้ลุกนั่ง เสร็จแล้วเยี่ยเว่ยหมิงถึงได้กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า “การรักษาพิษขั้นต่อไปอันตรายมาก ข้าต้องการให้ทั้งสามให้ความร่วมมืออย่างสุดกำลัง ที่จริงแล้วพวกท่านไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น แต่อย่าขัดขืนหรือทำอะไรเกินความจำเป็นเด็ดขาด…อื้ม พวกท่านคิดว่าตัวเองตายไปแล้วก็พอ”

NPC ทั้งสามพยักหน้าอย่างจริงจัง บอกใบ้ว่าตัวเองจดจำไว้แล้ว

เยี่ยเว่ยหมิงอธิบายต่อว่า “วิธีการถอนพิษของข้าหยาบและเรียบง่าย ที่จริงหากจะบอกว่าเป็นการถอนพิษ ไม่สู้บอกว่าเป็นการสื่อนำพิษดีกว่า อีกประเดี๋ยวข้าจะใช้เข็มทองกระตุ้นพลังชีวิตในร่างกายของพวกท่านร่วมกับพลังของข้า ดูดธาตุพิษบนตัวของพวกท่านเข้ามาในร่างกายข้า พอเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มียาไหนที่รักษาตนไม่ได้แล้ว”

พอได้ฟังวิธิการถอนพิษของเยี่ยเว่ยหมิงจบ ถังซานไฉ่และโหยวโหยวที่ค่อนข้างมีความรู้เรื่องพิษก็อุทานอย่างตกใจพร้อมกัน “เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”

จากนั้น ถังซานไฉ่ก็เปิดปากพูดก่อนว่า “หากใช้วิธีการสื่อนำพิษ ธาตุพิษพวกนั้นก็จะส่งผลกับเจ้าเหมือนที่ส่งผลกับ NPC ไม่มีทางกินยาถอนพิษทั่วไปเพื่อคลายพิษได้เลย…

…หรือพูดได้อีกอย่างว่า ก่อนที่ข้าจะเจอยาถอนพิษที่แท้จริง เจ้าก็คิดเสียว่า NPC คนหนึ่งที่ถูกพิษ ต่อให้ตายไปแล้วเกิดใหม่ สถานะถูกพิษก็ยังดำเนินต่อไปก็แล้วกัน”

ตอนนี้โหยวโหยวก็เปิดปากพูดแล้วเช่นกัน “เจ้าคนเดียวดูดพิษจากตัว NPC สามคน ไม่ต่างอะไรกับขยายพิษให้เยอะขึ้นอีกขั้น หลังจากเพิ่มปริมาณ ‘เจ็ดวันสลายวิญญาณ’ แล้ว เกรงว่ายาถอนพิษเดิมคงคลายพิษได้ยากแล้ว ก่อนที่จะเจอวิธีการถอนพิษ อย่าบอกนะว่าเจ้าจะเล่นเกมต่อไปทั้งๆ ที่ติดสถานะถูกพิษ”

“ไม่ต้องร้อนใจไป” เยี่ยเว่ยหมิงยิ้มพลางโบกมือ จากนั้นก็ถามว่า “พวกเจ้าเห็นข้าเหมือนคนที่เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นหรือ แค่กๆ…เอ่อ คือ ข้าหมายความว่า ข้าคนนี้แม้จะชอบทำเรื่องที่ใจกว้างเห็นแก่ส่วนรวม จิตใจเมตตารักความยุติธรรม เสียสละตนเองเพื่อผู้อื่นบ่อยๆ โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แต่การกระทำครั้งนี้ไม่มีอันตรายเลยจริงๆ…

…เจ้าลืมไปแล้วหรือ ว่าค่าสเตตัสต้านพิษของข้าสูงมาก เป็นคนประเภทที่หมื่นพิษไม่กล้ำกราย”

“เจ้ากำลังบอกข้าว่าต้านพิษ?” โหยวโหยวโต้กลับทันที “ข้ายอมรับว่าการต้านพิษของเจ้าสูงมาก แต่การสื่อนำพิษกลับไม่ใช่การดูดพิษทั้งหมดโดยไม่ป้องกัน ด้วยลักษณะพิษของ ‘เจ็ดวันสลายวิญญาณ’ หากไม่มีค่าสเตตัสต้านพิษสูงถึงห้าร้อยแต้ม ก็ไม่มีทางต้านไหวเลย คิดจะทำให้ได้ถึงขั้นร่างกายไม่เสียหาย อย่างน้อยค่าสเตตัสต้านพิษก็ตองสูงถึงแปดร้อยขึ้นไป…

…นั่งยังเป็นแค่พิษจากตัวของคนคนเดียวนะ!…

…ตอนนี้เจ้าจะสื่อนำพิษให้ทั้งสามคนในคราเดียว เมื่อธาตุพิษเหล่านั้นเริ่มสะสมในร่างกายเจ้า นอกจากจะกลายเป็นรุนแรงขึ้น อาจถึงขั้นที่การเปลี่ยนแปลงด้านปริมาณทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านคุณสมบัติ!”

เยี่ยเว่ยหมิงได้ยินแล้วกลับยักไหล่ “ต่อให้เปลี่ยนแปลงอย่างไร ขีดจำกัดความเป็นพิษของ ‘เจ็ดวันสลายวิญญาณ’ ก็เห็นๆ กันอยู่ ก็เหมือนทรายหนึ่งกอง ต่อให้เปลี่ยนแปลงปริมาณอย่างไร แต่ก็ไม่มีทางเปลี่ยนเป็นทองคำได้หรอก”

เมื่อเห็นเยี่ยเว่ยหมิงดื้อดึงไม่ยอมรับ โหยวโหยวก็สูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง จากนั้นก็พูดต่อว่า “แม้ความเป็นพิษของ ‘เจ็ดวันสลายวิญญาณ’ จะมีขีดจำกัดจริงๆ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงปริมาณหรือคุณสมบติก็ไม่มีทางทะลุขีดจำกัดได้นี้ได้ แต่ขีดจำกัดสูงสุดของมัน คาดว่าเจ้าคงจินตนาการออกเช่นกัน นอกเสียค่าสเตตัสต้านพิษของเจ้าจะสูงถึงสามพัน ไม่อย่างนั้นข้าไม่เห็นด้วยที่เจ้าจะถอนพิษด้วยวิธีนี้แน่นอน”

ในสายตาของโหยวโหยว ค่าสเตตัสต้านพิษสามพันช่างเป็นเรื่องเพ้อฝันเหมือนนิทานอาหรับราตรีจริงๆ!

สำหรับข้อสงสัยที่โหยวโหยวเอ่ยถึงด้วยเจตนาดี เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้โต้เถียงแต่อย่างใด เพียงจับภาพค่าสเตตัสต้านพิษของตัวเองส่งเข้าไปในช่องทีมเงียบๆ

ต้านพิษ: 12000!

เมื่อเห็นข้อมูลต้านพิษที่พวกเขาไม่แม้แต่จะกล้าฝัน โหยวโหยวกับถังซานไฉ่ก็รู้สึกเพียงว่าทัศนคติสามด้าน[1]ของตนถูกทำให้พังทลายไปแล้ว

พวกเขาสบตากันแวบหนึ่ง จากนั้นก็กล่าวพร้อมกันว่า “ไม่มีอะไรแล้ว เชิญท่านทำต่อได้เลย”

เยี่ยเว่ยหมิงพยักหน้า แล้วหันไปพูดกับ NPC ทั้งสามต่อ “ก่อนหน้านี้ข้าฝังเข็มระงับฤทธิ์ยาพิษให้พวกท่าน เตรียมตัวด้านนี้ไว้แล้ว อีกประเดี๋ยวจะใช้ฝ่ามือแนบบนจุดตั้นจงของทั้งสาม ใช้กำลังภายในกระตุ้นเข็มเหล็กบนตัวพวกท่านให้กระตุ้นจุดลมปราณ จากนั้นก็จะกระตุ้นพลังชีวิตของร่างกายของพวกท่านในขั้นถัดไป เพื่อให้ความร่วมมือกับวิธีการดูดวัตถุผ่านอากาศของ ‘ท่ากระบี่แยกจาก’ ดูดนำธาตุพิษในร่างกายพวกท่านเข้าสู่ร่างกายข้า…

…ในขั้นตอนนี้ จะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยตรงจุดลมปราณที่ถูกฝังเข็ม กอปรกับข้าหาเข็มทองไม่ได้ ทำได้เพียงใช้เข็มเหล็กแทน ความเจ็บแบบนี้อาจจะรุนแรงกว่าตอนสื่อนำพิษให้คนอื่นนิดหน่อย พวกท่านต้องควบคุมร่างกายตัวเองให้ดี อย่าขยับตัวขัดขืนใดๆ ตอนนี้ ไม่อย่างนั้นหากถูกพิษย้อนทำร้ายขึ้นมา อาการของทั้งสามท่านก็จะแย่กว่าเดิม”

เมื่อได้ยินดังนั้น ฉวี่หยางก็ยิ้มอย่างใจกว้างก่อน “อย่าลืมนะ ข้าคือจอมมารจากพรรคสุริยันจันทรา ความเจ็บปวดเล็กน้อยเท่านี้ไม่นับเป็นสิ่งใดหรอก จอมยุทธ์น้อยเยี่ยรักษาได้เต็มที่เลย”

“ไม่ผิดหรอก เรื่องหลักการพวกเราล้วนฟังเข้าใจ ต้องให้ความร่วมมือกับจอมยุทธ์น้อยเยี่ยเต็มที่อยู่แล้ว” หลิวเจิ้งเฟิงกล่าวเช่นกัน

“ข้า…” ตอนนี้เอง ฉวี่เฟยเยียนที่เดิมทีใบหน้างามเขียวคล้ำ ตอนนี้กลับกลายเป็นสีแดงขึ้นมากะทันหัน ดูแล้วดำคล้ำจนน่าเกลียด บางทีก็เป็นสีม่วงเข้ม บางทีก็เขียวเข้ม…

เมื่อเห็นสีหน้าของฉวี่เฟยเยียนดูค่อนข้างแย่ เยี่ยเว่ยหมิงก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าวิธีการก่อนหน้านี้มีจุดที่ไม่เหมาะสม

วิธีการรักษาพิษโดยใช้มือกดหน้าอก ถ้าใช้บนตัวผู้ชายก็ไม่เป็นอะไร แต่หากใช้บนตัวสตรี กลับจะถูกสงสัยว่าเป็นคนลามก ถ้าเขาใช้วิธีนี้กับฉวี่เฟยเยียนแล้วจะถือว่าเป็นอะไร

เป็นโรคใคร่เด็ก?

เขาพลันตัวสั่น เยี่ยเว่ยหมิงกระแอมกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนในใจทันที จากนั้นก็พูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ที่จริงแล้ว…จุดตั้นจงไม่ใช่เพียงทางเลือกเดียว ยกตัวอย่างเช่นจุดหยิน…แค่กๆ…จุดไป่หุ้ยกลางกบาล? จุดนี้ใกล้สมองเกินไป ค่อนข้างอันตราย…”

เยี่ยเว่ยหมิงครุ่นคิดประมาณสองวินาที กระทั่งฉวี่หยางเตรียมจะใช้หลักการ ‘บุตรธิดาชาวยุทธ์ไม่คิดเล็กคิดน้อย’ มาโน้มน้าวให้เขาเลือกจุดตั้นจงตรงหน้าอก จู่ๆ ก็เกิดแสงสว่างทางปัญญา บอกว่า “จุดมิ่งเหมินที่กลางหลังก็ได้เช่นกัน ทั้งยังได้ผลไม่ด้อยไปกว่าจุดตั้นจง เลือกจุดนี้แล้วกัน!”

“ฉวี่เฟยเยียนอายุน้อยร่างกายอ่อนแอ ทั้งยังไม่มีกำลังภายในป้องกันตัว พวกเราเริ่มจากนางก่อนแล้วกัน ผู้อาวุโสทั้งสองท่านรอก่อน…”

ขณะที่พูด เยี่ยเว่ยหมิงก็นำเข็มเหล็กออกมาอีกหลายเล่ม หลังจากฝังเข็มบนจุดลมปราณบนตัวฉวี่เฟยเยียนแล้ว ถึงได้นั่งขัดสมาธิข้างหลังนาง ยื่นมือขวาแนบบนแผ่นหลังนาง แล้วเริ่มโน้มนำพิษบนตัวสาวน้อยให้ไหลเข้าสู่ร่างกายตนช้าๆ

พอเริ่มขั้นตอนนี้ เข็มเหล็กสามสิบสองเล่มที่ฝังอยู่บนตัวสาวน้อยก็ถูกกระตุ้นทันที ทำให้นางเจ็บจนใบหน้าบิดเบี้ยว

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สีเขียวบนใบหน้าฉวี่เฟยเยียนก็จางหายไปทีละน้อย แต่เนื่องจากไม่มีอาการชาเพราะธาตุพิษ ความเจ็บปวดที่นางต้องทนรับไว้จึงรุนแรงขึ้นฉับพลัน

แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนี้ นางก็ยังกัดฟันแน่นไม่ส่งเสียงร้องสักแอะ

จนกระทั่งผ่านไปสิบห้านาที สีเขียวบนใบหน้าสาวน้อยก็หายไปจนหมดสิ้น แต่เจ็บสะสมเป็นเวลานานขนาดนี้ ก็ทำให้นางเหงื่อแตกทั้งตัวเช่นกัน เหงื่อเปียกชุดของนางหมดแล้ว

กระทั่งเยี่ยเว่ยหมิงหยุดใช้วิชาแล้วดึงเข็มเหล็กที่ฝังอยู่บนจุดลมปราณของนางออก ฉวี่เฟยเยียนก็ส่งเสียงครางอย่างผ่อนคลายออกมาเบาๆ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งแล้ว

เมื่อเห็นรอยยิ้มแห่งความสุขบนใบหน้าสาวน้อย เยี่ยเว่ยหมิงก็เผยรอยยิ้มที่สื่อว่าเข้าใจ จากนั้นหันมาบอกหลิวเจิ้งเฟิง “ขุนพลหลิว ถึงเวลาของท่านแล้ว”

เมื่อเห็นดังนั้น โหยวโหยวก็อดเตือนไม่ได้ว่า “เจ้าไม่โคจรวิชาคลายพิษที่ดูดเข้าร่างกายออกก่อนสักหน่อยล่ะ”

“ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้น” เยี่ยเว่ยหมิงส่ายหน้าเล็กน้อย “ทันทีที่ธาตุพิษพวกนั้นถูกดูดเข้าร่างกายข้า มันก็ถูกกำจัดทิ้งไปแล้ว ค่าสเตตัสต้านพิษตั้งหนึ่งหมื่นสองพัน ถ้าจะทำให้ได้ถึงจุดนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก”

จากนั้นเยี่ยเว่ยหมิงก็ถอนพิษร้ายทั้งหมดบนตัวหลิวเจิ้งเฟิงและฉวี่หยางด้วยวิธีเดียวกันเหมือนถอดแบบกันมา จากนั้นก็รักษาอาการบาดเจ็บอย่างง่ายๆ ให้ทั้งสองอีกนิดหน่อย เมื่อมั่นใจแล้วว่าแม้พวกเขาจะฟื้นฟูพลังต่อสู้กลับมาไม่ได้ภายในเร็วๆ นี้ แต่สถานการณ์จะไม่เลวร้ายลง เขาถึงได้ลุกขึ้นยืนอย่างพึ่งพอใจ เก็บเข็มเหล็กแล้วคืนให้สะพานสวรรค์น้อย

“ต่อไปพวกเราจะทำอย่างไรต่อ” ตอนนี้เฟยอวี๋ถามคำถามที่ทุกคนกังวล “ออกไปสู้ตายกับพวกเขา?”

“บางทีอาจไม่ต้องเสี่ยงขนาดนั้น” เยี่ยเว่ยหมิงตอบ เขาเดินไปตรงหน้าผนังหินแกะสลักแล้ว “เนื่องจากข้าพบว่าห้องลับแห่งนี้ ไม่ได้ธรรมดาเหมือนที่เห็นภายนอก”

ระหว่างที่พูด มือขวาของเขาก็กดที่สองตัวอักษรสุดท้ายของบทกวี ‘แดงทั้งแม่น้ำ’ ครึ่งแรก คำว่า ‘โศกเศร้า’ นั่นเอง

ส่วนมือซ้ายของเขา ก็วางบนตัวอักษรสามตัวแรกของท่อนที่สอง นั่นก็คือคำว่า ‘อัปยศ’

จากนั้นก็ออกแรงที่ฝ่ามือสองข้างพร้อมกัน…

[1] ทัศนคติสามด้าน 三观 ได้แก่ทัศนคติต่อโลก ทัศนคติต่อชีวิต ทัศนคติต่อคุณค่า

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด