ยอดวิถีแห่งปีศาจ 171 ครึ่งเดือน (1)

Now you are reading ยอดวิถีแห่งปีศาจ Chapter 171 ครึ่งเดือน (1) at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

บทที่ 171 ครึ่งเดือน (1)
ครืน…ครืน…ครืน…

เสียงกึกก้องดังมาจากในร่างลู่เซิ่งไม่ขาดสาย

ท้องเขาเหมือนหลุมไร้ก้น ผักและเนื้อตุ๋นจำนวนมากถูกเขายัดเข้าปากพร้อมกับข้าว เคี้ยวสองสามคำก็กลืน

ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในโถงอาหารตามลำพัง บริวารหลายคนเฝ้าอยู่รอบๆ แต่ตอนเห็นท่าทางกินข้าวของเขา ทุกคนกลืนน้ำลายไม่หยุด แค่ดูเขากินก็รู้สึกท้องตื้อแล้ว

“รายงาน! เจ้าสำนักแปรผันมาถึงแล้ว!” องครักษ์ที่อยู่นอกประตูรายงานเข้ามา

ลู่เซิ่งวางชามใหญ่ในมือลง ก่อนเช็ดปาก

“พาเข้ามา”

ในช่วงเวลาที่พรรควาฬแดงปกครองค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือ คำพูดของเขาคือประกาศิตของวงการใต้ดินในแดนเหนือ เมื่อถ่ายทอดคำสั่ง ไม่มีใครกล้าขัด

ฤดูสารทคิมหันต์ แสงอาทิตย์จางๆ สาดลอดเข้ามาทางประตูใหญ่ ไม่นับว่าอบอุ่น แต่ก็ขับไล่ความหนาวเย็นได้ส่วนหนึ่ง

แต่สำหรับเจ้าสำนักแปรผันที่เพิ่งเข้ามา ต่อให้แสงอาทิตย์อุ่นกว่านี้ ก็ขับไล่ความเย็นเยียบทั้งตัวเขาในตอนนี้ไม่ได้

ข่งอี่เจ้าสำนักแปรผัน เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึงสามเดือน เจ้าสำนักคนก่อนเกิดเจ็บป่วยเสียชีวิตที่บ้าน เขาในฐานะรองเจ้าสำนักรีบขึ้นมารับตำแหน่ง

ข่งอี่ร่างเล็กผอม เดิมเป็นหัวขโมย ตอนเข้ามาสวมเสื้อคลุมผ้าแพรตัวใหญ่ ดูเหมือวานรสวมชุดคน

“ข่งอี่คำนับประมุขพรรค” เขายืนอยู่กลางโถงอาหาร ประสานมือให้ลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งหยิบขาหมูข้างหนึ่งขึ้นมาจิ้มซีอิ๊วอย่างสบายอารมณ์ ปึด!

เขาพลันอ้าปาก ใช้ฟันแหลมคมที่ใหญ่เป็นสองเท่าของก่อนหน้า กัดขาหมูมาพร้อมกับกระดูกและเนื้อมากกว่าครึ่ง

ข่งอี่เห็นแล้วหวาดผวา ทำไมปากคนจึงใหญ่ได้ขนาดนั้น ยังมีฟัน ฟันของมนุษย์ทำไมถึงได้แหลมคมขนาดนี้

หรือว่าประมุขพรรคลู่ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมารปีศาจ?!

“ความพากเพียรเพื่อรักษาความสงบสุขในแดนเหนืของเจ้าสำนักข่งในช่วงนี้ ข้าได้เห็นแล้ว” ลู่เซิ่งพูดอย่างมีสำบัดสำนวน

ข่งอี่ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ได้แต่หัวเราะฮ่าๆ ตอบ

“ใช่แล้วๆ ทุกสิ่งเป็นเพราะประมุขพรรคลู่เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม”

ลู่เซิ่งมองคนผู้นี้ ปราณภายในพลังฝึกปรือภายในตัวอีกฝ่ายน่าจะไม่เลว แต่ดูแค่เปลือกนอกมองอะไรไม่ออก

เมื่อครู่นี้ เขาได้รับข่าวที่ผู้คุมจตุรัสแดงไปคฤหาสน์ลู่บ้านของตน ถึงจะรู้ว่าสตรีกางร่มต้องห้ามปราม กระนั้นความรู้สึกที่อาจเกิดอันตรายกับครอบครัวได้ตลอดเวลานี้ก็ทำให้ลู่เซิ่งตัดสินใจในที่สุด

ค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือถึงเวลารวมเป็นหนึ่งแล้ว

ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งให้ค่ายพรรคที่อยู่ใกล้ๆ มาปรึกษาตามลำพังทันที ในฐานะประมุขพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ บวกกับพลังและบารมีในปัจจุบันของลู่เซิ่งที่สูงกว่าหงหมิงจือ วาจาของเขาย่อมไม่มีใครกล้าขัด

ข่งอี่เป็นเจ้าสำนักที่มาถึงเป็นคนแรก สำนักแปรผันหลักๆ แล้วเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยนักต้มตุ๋น ขโมย ช่างฝีมือ หมอดูที่เป็นชนชั้นต่ำของสังคม ความจริงพลังยุทธ์ไม่นับว่าแข็งแกร่งมาก การตอบสนองเป็นคนแรกถือว่าปกติ

“ครั้งนี้ที่เรียกท่านมา เพราะคิดจะมอบโชคให้ท่าน” ลู่เซิ่งเงยหน้า จัดการกับอาหารตรงหน้า ทางหนึ่งรับประทานทางหนึ่งพูด

“ประมุขพรรคลู่…นี่…ขอบังอาจถามว่าเป็นโชคอันใด” ข่งอี่รู้สึกไม่ดีโดยสัญชาตญาณ

“โชคดีที่จะทำให้พลังยุทธ์ของท่านก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง…” ลู่เซิ่งวางขาหมูลง ลุกขึ้น ค่อยๆ เดินไปถึงด้านหน้าข่งอี่

“ประมุขพรรคลู่… นี่… ข่งอี่ไร้โชค ท่านยังคง… ยังคง…” ตุบ!

ข่งอี่รู้สึกไม่ดี พูดยังไม่ทันจบ สองตาพลันเหลือก ทั่วร่างสั่นสะท้าน ค่อยๆ ก้มมองฝ่ามือขาวผ่องข้างหนึ่งที่แนบบนทรวงอกตน

“ท่าน…!?”

ซู่ ปราณภายในที่เย็นเยียบสายหนึ่งทะลักเข้าไปในร่างเขาด้วยความเร็วสูง ข่งอี่ตัวสั่นอย่างรุนแรง

ครู่ต่อมา

ประตูใหญ่ของโถงอาหารเปิดออก ข่งอี่ถอยออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย จากไปภายใต้การคุ้มครองส่งของบริวารหลายคน

ลู่เซิ่งนั่งนิ่งกับที่ กินอาหารต่อ เขาไม่ได้ดูดปราณภายในของข่งอี่ ถึงแม้อีกฝ่ายจะตรากตำฝึกฝนวิชาเมฆาดำมาเป็นเวลาสามสิบปีจนมีพลังฝึกปรือไม่อ่อนด้อย ต่อให้อยู่ในระดับผนึกจิตก็เป็นยอดฝีมือไม่กี่คน แต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่เขาต้องการ

เขาต้องการคนมากกว่านี้ ต้องการบริวารมากกว่านี้ ต้องการยอดฝีมือมากกว่านี้ เพื่อปกป้องสิ่งที่ตนคิดปกป้อง

ดังนั้นเขาได้แต่เพียงปลูกฝังข่ายกระเรียนหยินให้ข่งอี่

ข่ายกระเรียนหยินเทียบได้กับการปลูกเส้นลมปราณเส้นใหม่ที่ไม่มีคอขวดไว้ในร่างของข่งอี่ หลังจากนี้ปราณภายในของเขาจะเพิ่มขึ้นจนไม่มีขีดจำกัดอีก สามารถยกระดับขึ้นโดยไร้การจำกัด ขอแค่กายเนื้อทนได้ก็พอ

การเพิ่มขึ้นของปราณภายในเดิมทีเชื่องช้าสุดขีด แต่การปรากฏขึ้นของข่ายกระเรียนหยินอย่างน้อยก็ทำให้ความเร็วในการสั่งสมของข่งอี่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หนำซ้ำยังทำลายคอขวดเส้นลมปราณได้ วาดหวังได้ว่าในวันเวลาต่อจากนี้พลังยุทธ์ของข่งอี่จะยกระดับอย่างรวดเร็ว ถ้าหากประสานกับการใช้ยาปริมาณมาก เกรงว่าในเวลาสิบปีสามารถมีพลังยุทธ์หนึ่งร้อยปีได้

“ยกกับข้าวมาอีกโต๊ะ” ลู่เซิ่งวางชามข้าวลง เช็ดปากพลางออกคำสั่ง

ตอนนี้สมควรรอผู้นำค่ายพรรคที่จะมาเป็นรายต่อไป

หลังดูดปราณภายในของยอดฝีมือกำลังภายในทุกคนในคุก พลังฝึกปรือและปราณภายในของเขาในตอนนี้ แค่ปราณหยินหยางขวดสมบัติก็มีปราณเหลวที่น่าทึ่งเจ็ดหยดแล้ว

หากเปลี่ยนเป็นจำนวนปี เท่ากับพลังยุทธ์เจ็ดร้อยปี! นี่ยังไม่นับพลังฝึกปรือสามร้อยปีของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานอีก

ถ้ารวมด้วย ก็เท่ากับพลังยุทธ์หนึ่งพันปี!

‘การเปลี่ยนแปลงหยินหยางจำเป็นต้องใช้เวลาและกระบวนการ จะแปลงปราณหยินหยางขวดสมบัติเป็นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าปรับสมดุลการเปลี่ยนแปลงเสร็จ วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานของเราจะมีพลังยุทธ์ห้าร้อยปี’

ลู่เซิ่งคำนวณอย่างละเอียด อานุภาพอย่างชัดแจ้งของพลังยุทธ์ห้าร้อยปีจะต้านทานเย่หลิงม่อได้หรือไม่

คำตอบคือแทบไม่มีความเป็นไปได้…

‘ระดับของเย่หลิงม่อน่ากดดันยิ่งกว่าผีดิบขาวระดับฉลักษณ์ในตอนนั้นมากเหลือเกิน ยังไม่พอ…วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่มีปราณภายในห้าร้อยปียังไม่พอจะต่อสู้กับเขา…เราต้องมีปราณภายในที่มากกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้…’

เขาไม่รู้ว่าระดับอสรพิษแข็งแกร่งขนาดไหน แต่จากรายละเอียดที่หลี่ซุ่นซีเคยพูด ระดับอสรพิษสักคน ไม่ว่าจะมีระดับพันธนาการกี่คน ก็สู้ไม่ได้

อสรพิษ เป็นพลังยุทธ์อีกระดับหนึ่ง มีแค่ประมุขจวนประมุขตระกูลถึงจะไปถึงได้

“ท่านยังกังวลอยู่หรือ ยังคงกลัวอยู่ใช่หรือไม่” หญิงรับใช้เพิ่งยกกับและถังข้าวหลายถังมา ยังไม่ทันลับจากสายตา ลู่เซิ่งก็ได้ยินเสียงแหลมนั้นอีก

“สมาคมหทัยร่อนเร่หรือ” เขาจิตใจเคร่งขรึม

“ผู้คุมจตุรัสแดงร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ นางเริ่มกลัวแล้ว…พวกเราเตรียมลงมือแล้วเช่นกัน” เสียงนั้นเบาลง กล่าวต่อไป

ลู่เซิ่งหยีสองตา

“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาสั่ง

องครักษ์ใกล้ชิดกับหญิงรับใช้ข้ารับใช้ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดขานรับ ถอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว

ในโถงอาหารเหลือแค่ลู่เซิ่งคนเดียว

“ว่ามา พวกท่านมีเป้าหมายอะไรกันแน่” ลู่เซิ่งกระซิบอย่างราบเรียบ ด้วยความสามารถของอีกฝ่าย เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน

“นี่เป็นความจริงใจของพวกเรา”

หลังจากเสียงดังขึ้น กล่องใบเล็กทรงกลมสีขาวก็โผล่ขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่ง

เขาไม่เห็นเลยว่าอีกฝ่ายส่งมาอย่างไร หลังกะพริบตาครั้งหนึ่ง หางตาก็แลเห็นกล่องใบหนึ่งวางอยู่ตรงนั้นแล้ว

นี่ทำให้ลู่เซิ่งหวั่นเกรงกว่าเดิม เดิมทีหลังจากพลังเขาพัฒนา ความรู้สึกคุกคามชนิดรุกถึงขนคิ้วขนตาเมื่อก่อนหน้าก็ค่อยๆ จางหายไปแล้ว

แต่ตอนนี้เมื่อได้พบสมาคมหทัยร่อนเร่ จึงค่อยรู้ว่าความแปลกประหลาดและอันตรายของโลกใบนี้ไม่ได้เล็กน้อยดั่งที่ตนเคยคิด

“ขอแลกกับยาครั้งก่อนได้หรือไม่ ข้าขาดของชุบเลี้ยงบริวารพอดี” ลู่เซิ่งไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่านี่เป็นของที่ทำให้เยื่อดำเลื่อนระดับขึ้นขั้นหนึ่ง ซึ่งคนผู้นี้เคยสัญญาไว้ครั้งก่อน

แต่เขาไม่มีเยื่อดำ ดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์ ยังสู้ยาในครั้งก่อนไม่ได้

“ขอแลกกับยาครั้งก่อนหรือ” เสียงนั้นงุนงงเช่นกัน คล้ายคิดไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะเสนอคำขอเช่นนี้ “ได้นั้นได้ แต่ว่ายาแบบนี้ใช้ได้แค่สามครั้ง ภายหลังจะหมดสรรพคุณโดยสิ้นเชิง หนำซ้ำคุณค่ายังสู้สิ่งนี้ไม่ได้… ท่านแน่ใจหรือ”

“แน่ใจ แน่นอนว่าถ้ามียาซึ่งเพิ่มปราณภายในที่ดีกว่านี้ ย่อมดีกว่า” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยยิ้ม

“นี่เป็นยาที่ดีที่สุดแล้ว ในหมู่วัตถุดิบยาที่เมื่อมีอายุจะใช้ไม่ได้ ยานี้มีสรรพคุณดีที่สุด”

กล่องค่อยๆ จางหายไป

กล่องสี่เหลียมผืนผ้าสีดำใบใหม่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าลู่เซิ่ง

เขาจับจ้องการหายไปและการโผล่มาของกล่อง มองไม่ออกว่า เอาไปแล้วส่งมาอย่างไร

เขาเอื้อมมือไปเปิด เสียงดังแกร่กเมื่อเปิดออก เผยให้เห็นยาสองเม็ดเหมือนไข่มุกอยู่ด้านใน

เป็นโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาเหมือนครั้งก่อน

“บอกเจตนาการมาของท่านเถอะ ไร้ผลงานไม่ขอรับรางวัล” ลู่เซิ่งปิดกล่อง กล่าวอย่างระวัง

อีกฝ่ายเป็นขุมกำลังลึกลับแข็งแกร่งที่ลงมือไล่ล่าผู้คุมจตุรัสแดง เขาต้องระวังตัวหน่อย ต่อให้เบื้องหลังจะมีบารมีของตระกูลซั่งหยาง ก็บอกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาดีหรือไม่

“หึๆๆ… ตรงไปตรงมาดี!” เสียงนั้นหัวเราะ “เฉาหู่รองประมุขสมาคมของพวกเราออกเดินทางมาด้วยตัวเอง จะถึงที่นี่ในครึ่งเดือน พวกเรารู้ว่าท่านมีคนอยู่ข้างตัวผู้คุมจตุรัสแดง เป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด ดังนั้นพวกเราหวังว่าท่านจะทำให้คนผู้นั้นแอบพกของสิ่งนี้ได้”

สิ่งของที่เหมือนกับหยกประกบสีดำชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะลู่เซิ่ง

หยกประกบเดิมจะเป็นวงแหวน มีช่องช่องหนึ่งใช้แขวนไว้บนเสื้อผ้า ช่องนั้นส่วนใหญ่จะทำเป็นลวดลายหลายรูปแบบ แต่ว่าช่องของหยกประกบชิ้นนี้กลับต่างออกไป

ลู่เซิ่งหยิบหยกประกบขึ้นมา ช่องด้านบนเป็นฟันแหลมคม เหมือนกับปากของสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง

“ขอแค่ให้ของสิ่งนี้อยู่ห่างจากผู้คุมจตุรัสแดงภายในสิบจั้งก็ใช้ได้ ของสิ่งนี้ทำให้ผู้คุมจตุรัสแดงสัมผัสไม่ได้ว่าพลังอ่อนแอและต้องพิษ” เสียงนั้นอธิบาย

ลู่เซิ่งลูบไล้หยกประกบสีดำ มองไม่ออกว่าเป็นวัสดุอะไร ตัวมันก็คล้ายไม่มีความสามารถพิเศษเช่นกัน

“ได้ บอกข้าได้หรือไม่ว่าพวกท่านจะลงมือเมื่อใด” เขาคิดเล็กน้อย ก่อนถามอย่างจริงจัง

เสียงนั้นพลันหัวเราะ

“เป็นไร ท่านอยากชมดูความร้ายกาจของรองประมุขสมาคมหรือ บอกท่านก็หาเป็นไรไม่ ตอนที่ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหลังจากนี้ครึ่งเดือน จะเป็นเวลาที่รองประมุขสมาคมลงมือ!”

“ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหรือ” ลู่เซิ่งทวนรอบหนึ่ง

เสียงนั้นเงียบสงัดลง หายไปแล้ว

เขาหมุนหยกประกบเล่น จากนั้นมองโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาสองเม็ดนั้น

‘การคุกคามบีบคั้นเข้ามาทีละก้าวๆ ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ผู้คุมจตุรัสแดงไม่ปิดด่านปรับสภาพเพื่อรอรับมือศัตรู ทำไมถึงต้องค้นหาคนที่ทำลายจตุรัสแดงด้วย นี่ไม่สมเหตุสมผล’ เขาย่นคิ้ว

‘หรือว่านางไม่ได้กำลังหาคน แต่กำลังอาศัยข้ออ้างหาคนเพื่อหาของอย่างอื่น หรือว่าในจตุรัสแดงที่เราทำลายทิ้งจะมีของสำคัญบางอย่างหายไป ดังนั้นนางจึงตามหาไปทั่ว’

……………………………………….

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

ยอดวิถีแห่งปีศาจ 171 ครึ่งเดือน (1)

Now you are reading ยอดวิถีแห่งปีศาจ Chapter 171 ครึ่งเดือน (1) at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

บทที่ 171 ครึ่งเดือน (1)
ครืน…ครืน…ครืน…

เสียงกึกก้องดังมาจากในร่างลู่เซิ่งไม่ขาดสาย

ท้องเขาเหมือนหลุมไร้ก้น ผักและเนื้อตุ๋นจำนวนมากถูกเขายัดเข้าปากพร้อมกับข้าว เคี้ยวสองสามคำก็กลืน

ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในโถงอาหารตามลำพัง บริวารหลายคนเฝ้าอยู่รอบๆ แต่ตอนเห็นท่าทางกินข้าวของเขา ทุกคนกลืนน้ำลายไม่หยุด แค่ดูเขากินก็รู้สึกท้องตื้อแล้ว

“รายงาน! เจ้าสำนักแปรผันมาถึงแล้ว!” องครักษ์ที่อยู่นอกประตูรายงานเข้ามา

ลู่เซิ่งวางชามใหญ่ในมือลง ก่อนเช็ดปาก

“พาเข้ามา”

ในช่วงเวลาที่พรรควาฬแดงปกครองค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือ คำพูดของเขาคือประกาศิตของวงการใต้ดินในแดนเหนือ เมื่อถ่ายทอดคำสั่ง ไม่มีใครกล้าขัด

ฤดูสารทคิมหันต์ แสงอาทิตย์จางๆ สาดลอดเข้ามาทางประตูใหญ่ ไม่นับว่าอบอุ่น แต่ก็ขับไล่ความหนาวเย็นได้ส่วนหนึ่ง

แต่สำหรับเจ้าสำนักแปรผันที่เพิ่งเข้ามา ต่อให้แสงอาทิตย์อุ่นกว่านี้ ก็ขับไล่ความเย็นเยียบทั้งตัวเขาในตอนนี้ไม่ได้

ข่งอี่เจ้าสำนักแปรผัน เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึงสามเดือน เจ้าสำนักคนก่อนเกิดเจ็บป่วยเสียชีวิตที่บ้าน เขาในฐานะรองเจ้าสำนักรีบขึ้นมารับตำแหน่ง

ข่งอี่ร่างเล็กผอม เดิมเป็นหัวขโมย ตอนเข้ามาสวมเสื้อคลุมผ้าแพรตัวใหญ่ ดูเหมือวานรสวมชุดคน

“ข่งอี่คำนับประมุขพรรค” เขายืนอยู่กลางโถงอาหาร ประสานมือให้ลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งหยิบขาหมูข้างหนึ่งขึ้นมาจิ้มซีอิ๊วอย่างสบายอารมณ์ ปึด!

เขาพลันอ้าปาก ใช้ฟันแหลมคมที่ใหญ่เป็นสองเท่าของก่อนหน้า กัดขาหมูมาพร้อมกับกระดูกและเนื้อมากกว่าครึ่ง

ข่งอี่เห็นแล้วหวาดผวา ทำไมปากคนจึงใหญ่ได้ขนาดนั้น ยังมีฟัน ฟันของมนุษย์ทำไมถึงได้แหลมคมขนาดนี้

หรือว่าประมุขพรรคลู่ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมารปีศาจ?!

“ความพากเพียรเพื่อรักษาความสงบสุขในแดนเหนืของเจ้าสำนักข่งในช่วงนี้ ข้าได้เห็นแล้ว” ลู่เซิ่งพูดอย่างมีสำบัดสำนวน

ข่งอี่ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ได้แต่หัวเราะฮ่าๆ ตอบ

“ใช่แล้วๆ ทุกสิ่งเป็นเพราะประมุขพรรคลู่เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม”

ลู่เซิ่งมองคนผู้นี้ ปราณภายในพลังฝึกปรือภายในตัวอีกฝ่ายน่าจะไม่เลว แต่ดูแค่เปลือกนอกมองอะไรไม่ออก

เมื่อครู่นี้ เขาได้รับข่าวที่ผู้คุมจตุรัสแดงไปคฤหาสน์ลู่บ้านของตน ถึงจะรู้ว่าสตรีกางร่มต้องห้ามปราม กระนั้นความรู้สึกที่อาจเกิดอันตรายกับครอบครัวได้ตลอดเวลานี้ก็ทำให้ลู่เซิ่งตัดสินใจในที่สุด

ค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือถึงเวลารวมเป็นหนึ่งแล้ว

ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งให้ค่ายพรรคที่อยู่ใกล้ๆ มาปรึกษาตามลำพังทันที ในฐานะประมุขพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ บวกกับพลังและบารมีในปัจจุบันของลู่เซิ่งที่สูงกว่าหงหมิงจือ วาจาของเขาย่อมไม่มีใครกล้าขัด

ข่งอี่เป็นเจ้าสำนักที่มาถึงเป็นคนแรก สำนักแปรผันหลักๆ แล้วเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยนักต้มตุ๋น ขโมย ช่างฝีมือ หมอดูที่เป็นชนชั้นต่ำของสังคม ความจริงพลังยุทธ์ไม่นับว่าแข็งแกร่งมาก การตอบสนองเป็นคนแรกถือว่าปกติ

“ครั้งนี้ที่เรียกท่านมา เพราะคิดจะมอบโชคให้ท่าน” ลู่เซิ่งเงยหน้า จัดการกับอาหารตรงหน้า ทางหนึ่งรับประทานทางหนึ่งพูด

“ประมุขพรรคลู่…นี่…ขอบังอาจถามว่าเป็นโชคอันใด” ข่งอี่รู้สึกไม่ดีโดยสัญชาตญาณ

“โชคดีที่จะทำให้พลังยุทธ์ของท่านก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง…” ลู่เซิ่งวางขาหมูลง ลุกขึ้น ค่อยๆ เดินไปถึงด้านหน้าข่งอี่

“ประมุขพรรคลู่… นี่… ข่งอี่ไร้โชค ท่านยังคง… ยังคง…” ตุบ!

ข่งอี่รู้สึกไม่ดี พูดยังไม่ทันจบ สองตาพลันเหลือก ทั่วร่างสั่นสะท้าน ค่อยๆ ก้มมองฝ่ามือขาวผ่องข้างหนึ่งที่แนบบนทรวงอกตน

“ท่าน…!?”

ซู่ ปราณภายในที่เย็นเยียบสายหนึ่งทะลักเข้าไปในร่างเขาด้วยความเร็วสูง ข่งอี่ตัวสั่นอย่างรุนแรง

ครู่ต่อมา

ประตูใหญ่ของโถงอาหารเปิดออก ข่งอี่ถอยออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย จากไปภายใต้การคุ้มครองส่งของบริวารหลายคน

ลู่เซิ่งนั่งนิ่งกับที่ กินอาหารต่อ เขาไม่ได้ดูดปราณภายในของข่งอี่ ถึงแม้อีกฝ่ายจะตรากตำฝึกฝนวิชาเมฆาดำมาเป็นเวลาสามสิบปีจนมีพลังฝึกปรือไม่อ่อนด้อย ต่อให้อยู่ในระดับผนึกจิตก็เป็นยอดฝีมือไม่กี่คน แต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่เขาต้องการ

เขาต้องการคนมากกว่านี้ ต้องการบริวารมากกว่านี้ ต้องการยอดฝีมือมากกว่านี้ เพื่อปกป้องสิ่งที่ตนคิดปกป้อง

ดังนั้นเขาได้แต่เพียงปลูกฝังข่ายกระเรียนหยินให้ข่งอี่

ข่ายกระเรียนหยินเทียบได้กับการปลูกเส้นลมปราณเส้นใหม่ที่ไม่มีคอขวดไว้ในร่างของข่งอี่ หลังจากนี้ปราณภายในของเขาจะเพิ่มขึ้นจนไม่มีขีดจำกัดอีก สามารถยกระดับขึ้นโดยไร้การจำกัด ขอแค่กายเนื้อทนได้ก็พอ

การเพิ่มขึ้นของปราณภายในเดิมทีเชื่องช้าสุดขีด แต่การปรากฏขึ้นของข่ายกระเรียนหยินอย่างน้อยก็ทำให้ความเร็วในการสั่งสมของข่งอี่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หนำซ้ำยังทำลายคอขวดเส้นลมปราณได้ วาดหวังได้ว่าในวันเวลาต่อจากนี้พลังยุทธ์ของข่งอี่จะยกระดับอย่างรวดเร็ว ถ้าหากประสานกับการใช้ยาปริมาณมาก เกรงว่าในเวลาสิบปีสามารถมีพลังยุทธ์หนึ่งร้อยปีได้

“ยกกับข้าวมาอีกโต๊ะ” ลู่เซิ่งวางชามข้าวลง เช็ดปากพลางออกคำสั่ง

ตอนนี้สมควรรอผู้นำค่ายพรรคที่จะมาเป็นรายต่อไป

หลังดูดปราณภายในของยอดฝีมือกำลังภายในทุกคนในคุก พลังฝึกปรือและปราณภายในของเขาในตอนนี้ แค่ปราณหยินหยางขวดสมบัติก็มีปราณเหลวที่น่าทึ่งเจ็ดหยดแล้ว

หากเปลี่ยนเป็นจำนวนปี เท่ากับพลังยุทธ์เจ็ดร้อยปี! นี่ยังไม่นับพลังฝึกปรือสามร้อยปีของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานอีก

ถ้ารวมด้วย ก็เท่ากับพลังยุทธ์หนึ่งพันปี!

‘การเปลี่ยนแปลงหยินหยางจำเป็นต้องใช้เวลาและกระบวนการ จะแปลงปราณหยินหยางขวดสมบัติเป็นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าปรับสมดุลการเปลี่ยนแปลงเสร็จ วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานของเราจะมีพลังยุทธ์ห้าร้อยปี’

ลู่เซิ่งคำนวณอย่างละเอียด อานุภาพอย่างชัดแจ้งของพลังยุทธ์ห้าร้อยปีจะต้านทานเย่หลิงม่อได้หรือไม่

คำตอบคือแทบไม่มีความเป็นไปได้…

‘ระดับของเย่หลิงม่อน่ากดดันยิ่งกว่าผีดิบขาวระดับฉลักษณ์ในตอนนั้นมากเหลือเกิน ยังไม่พอ…วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่มีปราณภายในห้าร้อยปียังไม่พอจะต่อสู้กับเขา…เราต้องมีปราณภายในที่มากกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้…’

เขาไม่รู้ว่าระดับอสรพิษแข็งแกร่งขนาดไหน แต่จากรายละเอียดที่หลี่ซุ่นซีเคยพูด ระดับอสรพิษสักคน ไม่ว่าจะมีระดับพันธนาการกี่คน ก็สู้ไม่ได้

อสรพิษ เป็นพลังยุทธ์อีกระดับหนึ่ง มีแค่ประมุขจวนประมุขตระกูลถึงจะไปถึงได้

“ท่านยังกังวลอยู่หรือ ยังคงกลัวอยู่ใช่หรือไม่” หญิงรับใช้เพิ่งยกกับและถังข้าวหลายถังมา ยังไม่ทันลับจากสายตา ลู่เซิ่งก็ได้ยินเสียงแหลมนั้นอีก

“สมาคมหทัยร่อนเร่หรือ” เขาจิตใจเคร่งขรึม

“ผู้คุมจตุรัสแดงร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ นางเริ่มกลัวแล้ว…พวกเราเตรียมลงมือแล้วเช่นกัน” เสียงนั้นเบาลง กล่าวต่อไป

ลู่เซิ่งหยีสองตา

“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาสั่ง

องครักษ์ใกล้ชิดกับหญิงรับใช้ข้ารับใช้ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดขานรับ ถอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว

ในโถงอาหารเหลือแค่ลู่เซิ่งคนเดียว

“ว่ามา พวกท่านมีเป้าหมายอะไรกันแน่” ลู่เซิ่งกระซิบอย่างราบเรียบ ด้วยความสามารถของอีกฝ่าย เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน

“นี่เป็นความจริงใจของพวกเรา”

หลังจากเสียงดังขึ้น กล่องใบเล็กทรงกลมสีขาวก็โผล่ขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่ง

เขาไม่เห็นเลยว่าอีกฝ่ายส่งมาอย่างไร หลังกะพริบตาครั้งหนึ่ง หางตาก็แลเห็นกล่องใบหนึ่งวางอยู่ตรงนั้นแล้ว

นี่ทำให้ลู่เซิ่งหวั่นเกรงกว่าเดิม เดิมทีหลังจากพลังเขาพัฒนา ความรู้สึกคุกคามชนิดรุกถึงขนคิ้วขนตาเมื่อก่อนหน้าก็ค่อยๆ จางหายไปแล้ว

แต่ตอนนี้เมื่อได้พบสมาคมหทัยร่อนเร่ จึงค่อยรู้ว่าความแปลกประหลาดและอันตรายของโลกใบนี้ไม่ได้เล็กน้อยดั่งที่ตนเคยคิด

“ขอแลกกับยาครั้งก่อนได้หรือไม่ ข้าขาดของชุบเลี้ยงบริวารพอดี” ลู่เซิ่งไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่านี่เป็นของที่ทำให้เยื่อดำเลื่อนระดับขึ้นขั้นหนึ่ง ซึ่งคนผู้นี้เคยสัญญาไว้ครั้งก่อน

แต่เขาไม่มีเยื่อดำ ดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์ ยังสู้ยาในครั้งก่อนไม่ได้

“ขอแลกกับยาครั้งก่อนหรือ” เสียงนั้นงุนงงเช่นกัน คล้ายคิดไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะเสนอคำขอเช่นนี้ “ได้นั้นได้ แต่ว่ายาแบบนี้ใช้ได้แค่สามครั้ง ภายหลังจะหมดสรรพคุณโดยสิ้นเชิง หนำซ้ำคุณค่ายังสู้สิ่งนี้ไม่ได้… ท่านแน่ใจหรือ”

“แน่ใจ แน่นอนว่าถ้ามียาซึ่งเพิ่มปราณภายในที่ดีกว่านี้ ย่อมดีกว่า” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยยิ้ม

“นี่เป็นยาที่ดีที่สุดแล้ว ในหมู่วัตถุดิบยาที่เมื่อมีอายุจะใช้ไม่ได้ ยานี้มีสรรพคุณดีที่สุด”

กล่องค่อยๆ จางหายไป

กล่องสี่เหลียมผืนผ้าสีดำใบใหม่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าลู่เซิ่ง

เขาจับจ้องการหายไปและการโผล่มาของกล่อง มองไม่ออกว่า เอาไปแล้วส่งมาอย่างไร

เขาเอื้อมมือไปเปิด เสียงดังแกร่กเมื่อเปิดออก เผยให้เห็นยาสองเม็ดเหมือนไข่มุกอยู่ด้านใน

เป็นโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาเหมือนครั้งก่อน

“บอกเจตนาการมาของท่านเถอะ ไร้ผลงานไม่ขอรับรางวัล” ลู่เซิ่งปิดกล่อง กล่าวอย่างระวัง

อีกฝ่ายเป็นขุมกำลังลึกลับแข็งแกร่งที่ลงมือไล่ล่าผู้คุมจตุรัสแดง เขาต้องระวังตัวหน่อย ต่อให้เบื้องหลังจะมีบารมีของตระกูลซั่งหยาง ก็บอกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาดีหรือไม่

“หึๆๆ… ตรงไปตรงมาดี!” เสียงนั้นหัวเราะ “เฉาหู่รองประมุขสมาคมของพวกเราออกเดินทางมาด้วยตัวเอง จะถึงที่นี่ในครึ่งเดือน พวกเรารู้ว่าท่านมีคนอยู่ข้างตัวผู้คุมจตุรัสแดง เป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด ดังนั้นพวกเราหวังว่าท่านจะทำให้คนผู้นั้นแอบพกของสิ่งนี้ได้”

สิ่งของที่เหมือนกับหยกประกบสีดำชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะลู่เซิ่ง

หยกประกบเดิมจะเป็นวงแหวน มีช่องช่องหนึ่งใช้แขวนไว้บนเสื้อผ้า ช่องนั้นส่วนใหญ่จะทำเป็นลวดลายหลายรูปแบบ แต่ว่าช่องของหยกประกบชิ้นนี้กลับต่างออกไป

ลู่เซิ่งหยิบหยกประกบขึ้นมา ช่องด้านบนเป็นฟันแหลมคม เหมือนกับปากของสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง

“ขอแค่ให้ของสิ่งนี้อยู่ห่างจากผู้คุมจตุรัสแดงภายในสิบจั้งก็ใช้ได้ ของสิ่งนี้ทำให้ผู้คุมจตุรัสแดงสัมผัสไม่ได้ว่าพลังอ่อนแอและต้องพิษ” เสียงนั้นอธิบาย

ลู่เซิ่งลูบไล้หยกประกบสีดำ มองไม่ออกว่าเป็นวัสดุอะไร ตัวมันก็คล้ายไม่มีความสามารถพิเศษเช่นกัน

“ได้ บอกข้าได้หรือไม่ว่าพวกท่านจะลงมือเมื่อใด” เขาคิดเล็กน้อย ก่อนถามอย่างจริงจัง

เสียงนั้นพลันหัวเราะ

“เป็นไร ท่านอยากชมดูความร้ายกาจของรองประมุขสมาคมหรือ บอกท่านก็หาเป็นไรไม่ ตอนที่ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหลังจากนี้ครึ่งเดือน จะเป็นเวลาที่รองประมุขสมาคมลงมือ!”

“ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหรือ” ลู่เซิ่งทวนรอบหนึ่ง

เสียงนั้นเงียบสงัดลง หายไปแล้ว

เขาหมุนหยกประกบเล่น จากนั้นมองโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาสองเม็ดนั้น

‘การคุกคามบีบคั้นเข้ามาทีละก้าวๆ ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ผู้คุมจตุรัสแดงไม่ปิดด่านปรับสภาพเพื่อรอรับมือศัตรู ทำไมถึงต้องค้นหาคนที่ทำลายจตุรัสแดงด้วย นี่ไม่สมเหตุสมผล’ เขาย่นคิ้ว

‘หรือว่านางไม่ได้กำลังหาคน แต่กำลังอาศัยข้ออ้างหาคนเพื่อหาของอย่างอื่น หรือว่าในจตุรัสแดงที่เราทำลายทิ้งจะมีของสำคัญบางอย่างหายไป ดังนั้นนางจึงตามหาไปทั่ว’

……………………………………….

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

ยอดวิถีแห่งปีศาจ 171 ครึ่งเดือน (1)

Now you are reading ยอดวิถีแห่งปีศาจ Chapter 171 ครึ่งเดือน (1) at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

บทที่ 171 ครึ่งเดือน (1)
ครืน…ครืน…ครืน…

เสียงกึกก้องดังมาจากในร่างลู่เซิ่งไม่ขาดสาย

ท้องเขาเหมือนหลุมไร้ก้น ผักและเนื้อตุ๋นจำนวนมากถูกเขายัดเข้าปากพร้อมกับข้าว เคี้ยวสองสามคำก็กลืน

ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในโถงอาหารตามลำพัง บริวารหลายคนเฝ้าอยู่รอบๆ แต่ตอนเห็นท่าทางกินข้าวของเขา ทุกคนกลืนน้ำลายไม่หยุด แค่ดูเขากินก็รู้สึกท้องตื้อแล้ว

“รายงาน! เจ้าสำนักแปรผันมาถึงแล้ว!” องครักษ์ที่อยู่นอกประตูรายงานเข้ามา

ลู่เซิ่งวางชามใหญ่ในมือลง ก่อนเช็ดปาก

“พาเข้ามา”

ในช่วงเวลาที่พรรควาฬแดงปกครองค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือ คำพูดของเขาคือประกาศิตของวงการใต้ดินในแดนเหนือ เมื่อถ่ายทอดคำสั่ง ไม่มีใครกล้าขัด

ฤดูสารทคิมหันต์ แสงอาทิตย์จางๆ สาดลอดเข้ามาทางประตูใหญ่ ไม่นับว่าอบอุ่น แต่ก็ขับไล่ความหนาวเย็นได้ส่วนหนึ่ง

แต่สำหรับเจ้าสำนักแปรผันที่เพิ่งเข้ามา ต่อให้แสงอาทิตย์อุ่นกว่านี้ ก็ขับไล่ความเย็นเยียบทั้งตัวเขาในตอนนี้ไม่ได้

ข่งอี่เจ้าสำนักแปรผัน เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึงสามเดือน เจ้าสำนักคนก่อนเกิดเจ็บป่วยเสียชีวิตที่บ้าน เขาในฐานะรองเจ้าสำนักรีบขึ้นมารับตำแหน่ง

ข่งอี่ร่างเล็กผอม เดิมเป็นหัวขโมย ตอนเข้ามาสวมเสื้อคลุมผ้าแพรตัวใหญ่ ดูเหมือวานรสวมชุดคน

“ข่งอี่คำนับประมุขพรรค” เขายืนอยู่กลางโถงอาหาร ประสานมือให้ลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งหยิบขาหมูข้างหนึ่งขึ้นมาจิ้มซีอิ๊วอย่างสบายอารมณ์ ปึด!

เขาพลันอ้าปาก ใช้ฟันแหลมคมที่ใหญ่เป็นสองเท่าของก่อนหน้า กัดขาหมูมาพร้อมกับกระดูกและเนื้อมากกว่าครึ่ง

ข่งอี่เห็นแล้วหวาดผวา ทำไมปากคนจึงใหญ่ได้ขนาดนั้น ยังมีฟัน ฟันของมนุษย์ทำไมถึงได้แหลมคมขนาดนี้

หรือว่าประมุขพรรคลู่ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมารปีศาจ?!

“ความพากเพียรเพื่อรักษาความสงบสุขในแดนเหนืของเจ้าสำนักข่งในช่วงนี้ ข้าได้เห็นแล้ว” ลู่เซิ่งพูดอย่างมีสำบัดสำนวน

ข่งอี่ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ได้แต่หัวเราะฮ่าๆ ตอบ

“ใช่แล้วๆ ทุกสิ่งเป็นเพราะประมุขพรรคลู่เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม”

ลู่เซิ่งมองคนผู้นี้ ปราณภายในพลังฝึกปรือภายในตัวอีกฝ่ายน่าจะไม่เลว แต่ดูแค่เปลือกนอกมองอะไรไม่ออก

เมื่อครู่นี้ เขาได้รับข่าวที่ผู้คุมจตุรัสแดงไปคฤหาสน์ลู่บ้านของตน ถึงจะรู้ว่าสตรีกางร่มต้องห้ามปราม กระนั้นความรู้สึกที่อาจเกิดอันตรายกับครอบครัวได้ตลอดเวลานี้ก็ทำให้ลู่เซิ่งตัดสินใจในที่สุด

ค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือถึงเวลารวมเป็นหนึ่งแล้ว

ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งให้ค่ายพรรคที่อยู่ใกล้ๆ มาปรึกษาตามลำพังทันที ในฐานะประมุขพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ บวกกับพลังและบารมีในปัจจุบันของลู่เซิ่งที่สูงกว่าหงหมิงจือ วาจาของเขาย่อมไม่มีใครกล้าขัด

ข่งอี่เป็นเจ้าสำนักที่มาถึงเป็นคนแรก สำนักแปรผันหลักๆ แล้วเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยนักต้มตุ๋น ขโมย ช่างฝีมือ หมอดูที่เป็นชนชั้นต่ำของสังคม ความจริงพลังยุทธ์ไม่นับว่าแข็งแกร่งมาก การตอบสนองเป็นคนแรกถือว่าปกติ

“ครั้งนี้ที่เรียกท่านมา เพราะคิดจะมอบโชคให้ท่าน” ลู่เซิ่งเงยหน้า จัดการกับอาหารตรงหน้า ทางหนึ่งรับประทานทางหนึ่งพูด

“ประมุขพรรคลู่…นี่…ขอบังอาจถามว่าเป็นโชคอันใด” ข่งอี่รู้สึกไม่ดีโดยสัญชาตญาณ

“โชคดีที่จะทำให้พลังยุทธ์ของท่านก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง…” ลู่เซิ่งวางขาหมูลง ลุกขึ้น ค่อยๆ เดินไปถึงด้านหน้าข่งอี่

“ประมุขพรรคลู่… นี่… ข่งอี่ไร้โชค ท่านยังคง… ยังคง…” ตุบ!

ข่งอี่รู้สึกไม่ดี พูดยังไม่ทันจบ สองตาพลันเหลือก ทั่วร่างสั่นสะท้าน ค่อยๆ ก้มมองฝ่ามือขาวผ่องข้างหนึ่งที่แนบบนทรวงอกตน

“ท่าน…!?”

ซู่ ปราณภายในที่เย็นเยียบสายหนึ่งทะลักเข้าไปในร่างเขาด้วยความเร็วสูง ข่งอี่ตัวสั่นอย่างรุนแรง

ครู่ต่อมา

ประตูใหญ่ของโถงอาหารเปิดออก ข่งอี่ถอยออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย จากไปภายใต้การคุ้มครองส่งของบริวารหลายคน

ลู่เซิ่งนั่งนิ่งกับที่ กินอาหารต่อ เขาไม่ได้ดูดปราณภายในของข่งอี่ ถึงแม้อีกฝ่ายจะตรากตำฝึกฝนวิชาเมฆาดำมาเป็นเวลาสามสิบปีจนมีพลังฝึกปรือไม่อ่อนด้อย ต่อให้อยู่ในระดับผนึกจิตก็เป็นยอดฝีมือไม่กี่คน แต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่เขาต้องการ

เขาต้องการคนมากกว่านี้ ต้องการบริวารมากกว่านี้ ต้องการยอดฝีมือมากกว่านี้ เพื่อปกป้องสิ่งที่ตนคิดปกป้อง

ดังนั้นเขาได้แต่เพียงปลูกฝังข่ายกระเรียนหยินให้ข่งอี่

ข่ายกระเรียนหยินเทียบได้กับการปลูกเส้นลมปราณเส้นใหม่ที่ไม่มีคอขวดไว้ในร่างของข่งอี่ หลังจากนี้ปราณภายในของเขาจะเพิ่มขึ้นจนไม่มีขีดจำกัดอีก สามารถยกระดับขึ้นโดยไร้การจำกัด ขอแค่กายเนื้อทนได้ก็พอ

การเพิ่มขึ้นของปราณภายในเดิมทีเชื่องช้าสุดขีด แต่การปรากฏขึ้นของข่ายกระเรียนหยินอย่างน้อยก็ทำให้ความเร็วในการสั่งสมของข่งอี่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หนำซ้ำยังทำลายคอขวดเส้นลมปราณได้ วาดหวังได้ว่าในวันเวลาต่อจากนี้พลังยุทธ์ของข่งอี่จะยกระดับอย่างรวดเร็ว ถ้าหากประสานกับการใช้ยาปริมาณมาก เกรงว่าในเวลาสิบปีสามารถมีพลังยุทธ์หนึ่งร้อยปีได้

“ยกกับข้าวมาอีกโต๊ะ” ลู่เซิ่งวางชามข้าวลง เช็ดปากพลางออกคำสั่ง

ตอนนี้สมควรรอผู้นำค่ายพรรคที่จะมาเป็นรายต่อไป

หลังดูดปราณภายในของยอดฝีมือกำลังภายในทุกคนในคุก พลังฝึกปรือและปราณภายในของเขาในตอนนี้ แค่ปราณหยินหยางขวดสมบัติก็มีปราณเหลวที่น่าทึ่งเจ็ดหยดแล้ว

หากเปลี่ยนเป็นจำนวนปี เท่ากับพลังยุทธ์เจ็ดร้อยปี! นี่ยังไม่นับพลังฝึกปรือสามร้อยปีของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานอีก

ถ้ารวมด้วย ก็เท่ากับพลังยุทธ์หนึ่งพันปี!

‘การเปลี่ยนแปลงหยินหยางจำเป็นต้องใช้เวลาและกระบวนการ จะแปลงปราณหยินหยางขวดสมบัติเป็นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าปรับสมดุลการเปลี่ยนแปลงเสร็จ วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานของเราจะมีพลังยุทธ์ห้าร้อยปี’

ลู่เซิ่งคำนวณอย่างละเอียด อานุภาพอย่างชัดแจ้งของพลังยุทธ์ห้าร้อยปีจะต้านทานเย่หลิงม่อได้หรือไม่

คำตอบคือแทบไม่มีความเป็นไปได้…

‘ระดับของเย่หลิงม่อน่ากดดันยิ่งกว่าผีดิบขาวระดับฉลักษณ์ในตอนนั้นมากเหลือเกิน ยังไม่พอ…วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่มีปราณภายในห้าร้อยปียังไม่พอจะต่อสู้กับเขา…เราต้องมีปราณภายในที่มากกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้…’

เขาไม่รู้ว่าระดับอสรพิษแข็งแกร่งขนาดไหน แต่จากรายละเอียดที่หลี่ซุ่นซีเคยพูด ระดับอสรพิษสักคน ไม่ว่าจะมีระดับพันธนาการกี่คน ก็สู้ไม่ได้

อสรพิษ เป็นพลังยุทธ์อีกระดับหนึ่ง มีแค่ประมุขจวนประมุขตระกูลถึงจะไปถึงได้

“ท่านยังกังวลอยู่หรือ ยังคงกลัวอยู่ใช่หรือไม่” หญิงรับใช้เพิ่งยกกับและถังข้าวหลายถังมา ยังไม่ทันลับจากสายตา ลู่เซิ่งก็ได้ยินเสียงแหลมนั้นอีก

“สมาคมหทัยร่อนเร่หรือ” เขาจิตใจเคร่งขรึม

“ผู้คุมจตุรัสแดงร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ นางเริ่มกลัวแล้ว…พวกเราเตรียมลงมือแล้วเช่นกัน” เสียงนั้นเบาลง กล่าวต่อไป

ลู่เซิ่งหยีสองตา

“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาสั่ง

องครักษ์ใกล้ชิดกับหญิงรับใช้ข้ารับใช้ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดขานรับ ถอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว

ในโถงอาหารเหลือแค่ลู่เซิ่งคนเดียว

“ว่ามา พวกท่านมีเป้าหมายอะไรกันแน่” ลู่เซิ่งกระซิบอย่างราบเรียบ ด้วยความสามารถของอีกฝ่าย เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน

“นี่เป็นความจริงใจของพวกเรา”

หลังจากเสียงดังขึ้น กล่องใบเล็กทรงกลมสีขาวก็โผล่ขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่ง

เขาไม่เห็นเลยว่าอีกฝ่ายส่งมาอย่างไร หลังกะพริบตาครั้งหนึ่ง หางตาก็แลเห็นกล่องใบหนึ่งวางอยู่ตรงนั้นแล้ว

นี่ทำให้ลู่เซิ่งหวั่นเกรงกว่าเดิม เดิมทีหลังจากพลังเขาพัฒนา ความรู้สึกคุกคามชนิดรุกถึงขนคิ้วขนตาเมื่อก่อนหน้าก็ค่อยๆ จางหายไปแล้ว

แต่ตอนนี้เมื่อได้พบสมาคมหทัยร่อนเร่ จึงค่อยรู้ว่าความแปลกประหลาดและอันตรายของโลกใบนี้ไม่ได้เล็กน้อยดั่งที่ตนเคยคิด

“ขอแลกกับยาครั้งก่อนได้หรือไม่ ข้าขาดของชุบเลี้ยงบริวารพอดี” ลู่เซิ่งไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่านี่เป็นของที่ทำให้เยื่อดำเลื่อนระดับขึ้นขั้นหนึ่ง ซึ่งคนผู้นี้เคยสัญญาไว้ครั้งก่อน

แต่เขาไม่มีเยื่อดำ ดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์ ยังสู้ยาในครั้งก่อนไม่ได้

“ขอแลกกับยาครั้งก่อนหรือ” เสียงนั้นงุนงงเช่นกัน คล้ายคิดไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะเสนอคำขอเช่นนี้ “ได้นั้นได้ แต่ว่ายาแบบนี้ใช้ได้แค่สามครั้ง ภายหลังจะหมดสรรพคุณโดยสิ้นเชิง หนำซ้ำคุณค่ายังสู้สิ่งนี้ไม่ได้… ท่านแน่ใจหรือ”

“แน่ใจ แน่นอนว่าถ้ามียาซึ่งเพิ่มปราณภายในที่ดีกว่านี้ ย่อมดีกว่า” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยยิ้ม

“นี่เป็นยาที่ดีที่สุดแล้ว ในหมู่วัตถุดิบยาที่เมื่อมีอายุจะใช้ไม่ได้ ยานี้มีสรรพคุณดีที่สุด”

กล่องค่อยๆ จางหายไป

กล่องสี่เหลียมผืนผ้าสีดำใบใหม่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าลู่เซิ่ง

เขาจับจ้องการหายไปและการโผล่มาของกล่อง มองไม่ออกว่า เอาไปแล้วส่งมาอย่างไร

เขาเอื้อมมือไปเปิด เสียงดังแกร่กเมื่อเปิดออก เผยให้เห็นยาสองเม็ดเหมือนไข่มุกอยู่ด้านใน

เป็นโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาเหมือนครั้งก่อน

“บอกเจตนาการมาของท่านเถอะ ไร้ผลงานไม่ขอรับรางวัล” ลู่เซิ่งปิดกล่อง กล่าวอย่างระวัง

อีกฝ่ายเป็นขุมกำลังลึกลับแข็งแกร่งที่ลงมือไล่ล่าผู้คุมจตุรัสแดง เขาต้องระวังตัวหน่อย ต่อให้เบื้องหลังจะมีบารมีของตระกูลซั่งหยาง ก็บอกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาดีหรือไม่

“หึๆๆ… ตรงไปตรงมาดี!” เสียงนั้นหัวเราะ “เฉาหู่รองประมุขสมาคมของพวกเราออกเดินทางมาด้วยตัวเอง จะถึงที่นี่ในครึ่งเดือน พวกเรารู้ว่าท่านมีคนอยู่ข้างตัวผู้คุมจตุรัสแดง เป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด ดังนั้นพวกเราหวังว่าท่านจะทำให้คนผู้นั้นแอบพกของสิ่งนี้ได้”

สิ่งของที่เหมือนกับหยกประกบสีดำชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะลู่เซิ่ง

หยกประกบเดิมจะเป็นวงแหวน มีช่องช่องหนึ่งใช้แขวนไว้บนเสื้อผ้า ช่องนั้นส่วนใหญ่จะทำเป็นลวดลายหลายรูปแบบ แต่ว่าช่องของหยกประกบชิ้นนี้กลับต่างออกไป

ลู่เซิ่งหยิบหยกประกบขึ้นมา ช่องด้านบนเป็นฟันแหลมคม เหมือนกับปากของสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง

“ขอแค่ให้ของสิ่งนี้อยู่ห่างจากผู้คุมจตุรัสแดงภายในสิบจั้งก็ใช้ได้ ของสิ่งนี้ทำให้ผู้คุมจตุรัสแดงสัมผัสไม่ได้ว่าพลังอ่อนแอและต้องพิษ” เสียงนั้นอธิบาย

ลู่เซิ่งลูบไล้หยกประกบสีดำ มองไม่ออกว่าเป็นวัสดุอะไร ตัวมันก็คล้ายไม่มีความสามารถพิเศษเช่นกัน

“ได้ บอกข้าได้หรือไม่ว่าพวกท่านจะลงมือเมื่อใด” เขาคิดเล็กน้อย ก่อนถามอย่างจริงจัง

เสียงนั้นพลันหัวเราะ

“เป็นไร ท่านอยากชมดูความร้ายกาจของรองประมุขสมาคมหรือ บอกท่านก็หาเป็นไรไม่ ตอนที่ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหลังจากนี้ครึ่งเดือน จะเป็นเวลาที่รองประมุขสมาคมลงมือ!”

“ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหรือ” ลู่เซิ่งทวนรอบหนึ่ง

เสียงนั้นเงียบสงัดลง หายไปแล้ว

เขาหมุนหยกประกบเล่น จากนั้นมองโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาสองเม็ดนั้น

‘การคุกคามบีบคั้นเข้ามาทีละก้าวๆ ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ผู้คุมจตุรัสแดงไม่ปิดด่านปรับสภาพเพื่อรอรับมือศัตรู ทำไมถึงต้องค้นหาคนที่ทำลายจตุรัสแดงด้วย นี่ไม่สมเหตุสมผล’ เขาย่นคิ้ว

‘หรือว่านางไม่ได้กำลังหาคน แต่กำลังอาศัยข้ออ้างหาคนเพื่อหาของอย่างอื่น หรือว่าในจตุรัสแดงที่เราทำลายทิ้งจะมีของสำคัญบางอย่างหายไป ดังนั้นนางจึงตามหาไปทั่ว’

……………………………………….

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

ยอดวิถีแห่งปีศาจ 171 ครึ่งเดือน (1)

Now you are reading ยอดวิถีแห่งปีศาจ Chapter 171 ครึ่งเดือน (1) at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

บทที่ 171 ครึ่งเดือน (1)
ครืน…ครืน…ครืน…

เสียงกึกก้องดังมาจากในร่างลู่เซิ่งไม่ขาดสาย

ท้องเขาเหมือนหลุมไร้ก้น ผักและเนื้อตุ๋นจำนวนมากถูกเขายัดเข้าปากพร้อมกับข้าว เคี้ยวสองสามคำก็กลืน

ลู่เซิ่งนั่งอยู่ในโถงอาหารตามลำพัง บริวารหลายคนเฝ้าอยู่รอบๆ แต่ตอนเห็นท่าทางกินข้าวของเขา ทุกคนกลืนน้ำลายไม่หยุด แค่ดูเขากินก็รู้สึกท้องตื้อแล้ว

“รายงาน! เจ้าสำนักแปรผันมาถึงแล้ว!” องครักษ์ที่อยู่นอกประตูรายงานเข้ามา

ลู่เซิ่งวางชามใหญ่ในมือลง ก่อนเช็ดปาก

“พาเข้ามา”

ในช่วงเวลาที่พรรควาฬแดงปกครองค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือ คำพูดของเขาคือประกาศิตของวงการใต้ดินในแดนเหนือ เมื่อถ่ายทอดคำสั่ง ไม่มีใครกล้าขัด

ฤดูสารทคิมหันต์ แสงอาทิตย์จางๆ สาดลอดเข้ามาทางประตูใหญ่ ไม่นับว่าอบอุ่น แต่ก็ขับไล่ความหนาวเย็นได้ส่วนหนึ่ง

แต่สำหรับเจ้าสำนักแปรผันที่เพิ่งเข้ามา ต่อให้แสงอาทิตย์อุ่นกว่านี้ ก็ขับไล่ความเย็นเยียบทั้งตัวเขาในตอนนี้ไม่ได้

ข่งอี่เจ้าสำนักแปรผัน เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่ถึงสามเดือน เจ้าสำนักคนก่อนเกิดเจ็บป่วยเสียชีวิตที่บ้าน เขาในฐานะรองเจ้าสำนักรีบขึ้นมารับตำแหน่ง

ข่งอี่ร่างเล็กผอม เดิมเป็นหัวขโมย ตอนเข้ามาสวมเสื้อคลุมผ้าแพรตัวใหญ่ ดูเหมือวานรสวมชุดคน

“ข่งอี่คำนับประมุขพรรค” เขายืนอยู่กลางโถงอาหาร ประสานมือให้ลู่เซิ่ง

ลู่เซิ่งหยิบขาหมูข้างหนึ่งขึ้นมาจิ้มซีอิ๊วอย่างสบายอารมณ์ ปึด!

เขาพลันอ้าปาก ใช้ฟันแหลมคมที่ใหญ่เป็นสองเท่าของก่อนหน้า กัดขาหมูมาพร้อมกับกระดูกและเนื้อมากกว่าครึ่ง

ข่งอี่เห็นแล้วหวาดผวา ทำไมปากคนจึงใหญ่ได้ขนาดนั้น ยังมีฟัน ฟันของมนุษย์ทำไมถึงได้แหลมคมขนาดนี้

หรือว่าประมุขพรรคลู่ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นมารปีศาจ?!

“ความพากเพียรเพื่อรักษาความสงบสุขในแดนเหนืของเจ้าสำนักข่งในช่วงนี้ ข้าได้เห็นแล้ว” ลู่เซิ่งพูดอย่างมีสำบัดสำนวน

ข่งอี่ไม่รู้ว่าเขาหมายความว่าอะไร ได้แต่หัวเราะฮ่าๆ ตอบ

“ใช่แล้วๆ ทุกสิ่งเป็นเพราะประมุขพรรคลู่เป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม”

ลู่เซิ่งมองคนผู้นี้ ปราณภายในพลังฝึกปรือภายในตัวอีกฝ่ายน่าจะไม่เลว แต่ดูแค่เปลือกนอกมองอะไรไม่ออก

เมื่อครู่นี้ เขาได้รับข่าวที่ผู้คุมจตุรัสแดงไปคฤหาสน์ลู่บ้านของตน ถึงจะรู้ว่าสตรีกางร่มต้องห้ามปราม กระนั้นความรู้สึกที่อาจเกิดอันตรายกับครอบครัวได้ตลอดเวลานี้ก็ทำให้ลู่เซิ่งตัดสินใจในที่สุด

ค่ายพรรคทั้งหมดของแดนเหนือถึงเวลารวมเป็นหนึ่งแล้ว

ดังนั้นเขาจึงออกคำสั่งให้ค่ายพรรคที่อยู่ใกล้ๆ มาปรึกษาตามลำพังทันที ในฐานะประมุขพรรคใหญ่อันดับหนึ่งแห่งแดนเหนือ บวกกับพลังและบารมีในปัจจุบันของลู่เซิ่งที่สูงกว่าหงหมิงจือ วาจาของเขาย่อมไม่มีใครกล้าขัด

ข่งอี่เป็นเจ้าสำนักที่มาถึงเป็นคนแรก สำนักแปรผันหลักๆ แล้วเป็นองค์กรที่ประกอบด้วยนักต้มตุ๋น ขโมย ช่างฝีมือ หมอดูที่เป็นชนชั้นต่ำของสังคม ความจริงพลังยุทธ์ไม่นับว่าแข็งแกร่งมาก การตอบสนองเป็นคนแรกถือว่าปกติ

“ครั้งนี้ที่เรียกท่านมา เพราะคิดจะมอบโชคให้ท่าน” ลู่เซิ่งเงยหน้า จัดการกับอาหารตรงหน้า ทางหนึ่งรับประทานทางหนึ่งพูด

“ประมุขพรรคลู่…นี่…ขอบังอาจถามว่าเป็นโชคอันใด” ข่งอี่รู้สึกไม่ดีโดยสัญชาตญาณ

“โชคดีที่จะทำให้พลังยุทธ์ของท่านก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง…” ลู่เซิ่งวางขาหมูลง ลุกขึ้น ค่อยๆ เดินไปถึงด้านหน้าข่งอี่

“ประมุขพรรคลู่… นี่… ข่งอี่ไร้โชค ท่านยังคง… ยังคง…” ตุบ!

ข่งอี่รู้สึกไม่ดี พูดยังไม่ทันจบ สองตาพลันเหลือก ทั่วร่างสั่นสะท้าน ค่อยๆ ก้มมองฝ่ามือขาวผ่องข้างหนึ่งที่แนบบนทรวงอกตน

“ท่าน…!?”

ซู่ ปราณภายในที่เย็นเยียบสายหนึ่งทะลักเข้าไปในร่างเขาด้วยความเร็วสูง ข่งอี่ตัวสั่นอย่างรุนแรง

ครู่ต่อมา

ประตูใหญ่ของโถงอาหารเปิดออก ข่งอี่ถอยออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย จากไปภายใต้การคุ้มครองส่งของบริวารหลายคน

ลู่เซิ่งนั่งนิ่งกับที่ กินอาหารต่อ เขาไม่ได้ดูดปราณภายในของข่งอี่ ถึงแม้อีกฝ่ายจะตรากตำฝึกฝนวิชาเมฆาดำมาเป็นเวลาสามสิบปีจนมีพลังฝึกปรือไม่อ่อนด้อย ต่อให้อยู่ในระดับผนึกจิตก็เป็นยอดฝีมือไม่กี่คน แต่นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่เขาต้องการ

เขาต้องการคนมากกว่านี้ ต้องการบริวารมากกว่านี้ ต้องการยอดฝีมือมากกว่านี้ เพื่อปกป้องสิ่งที่ตนคิดปกป้อง

ดังนั้นเขาได้แต่เพียงปลูกฝังข่ายกระเรียนหยินให้ข่งอี่

ข่ายกระเรียนหยินเทียบได้กับการปลูกเส้นลมปราณเส้นใหม่ที่ไม่มีคอขวดไว้ในร่างของข่งอี่ หลังจากนี้ปราณภายในของเขาจะเพิ่มขึ้นจนไม่มีขีดจำกัดอีก สามารถยกระดับขึ้นโดยไร้การจำกัด ขอแค่กายเนื้อทนได้ก็พอ

การเพิ่มขึ้นของปราณภายในเดิมทีเชื่องช้าสุดขีด แต่การปรากฏขึ้นของข่ายกระเรียนหยินอย่างน้อยก็ทำให้ความเร็วในการสั่งสมของข่งอี่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หนำซ้ำยังทำลายคอขวดเส้นลมปราณได้ วาดหวังได้ว่าในวันเวลาต่อจากนี้พลังยุทธ์ของข่งอี่จะยกระดับอย่างรวดเร็ว ถ้าหากประสานกับการใช้ยาปริมาณมาก เกรงว่าในเวลาสิบปีสามารถมีพลังยุทธ์หนึ่งร้อยปีได้

“ยกกับข้าวมาอีกโต๊ะ” ลู่เซิ่งวางชามข้าวลง เช็ดปากพลางออกคำสั่ง

ตอนนี้สมควรรอผู้นำค่ายพรรคที่จะมาเป็นรายต่อไป

หลังดูดปราณภายในของยอดฝีมือกำลังภายในทุกคนในคุก พลังฝึกปรือและปราณภายในของเขาในตอนนี้ แค่ปราณหยินหยางขวดสมบัติก็มีปราณเหลวที่น่าทึ่งเจ็ดหยดแล้ว

หากเปลี่ยนเป็นจำนวนปี เท่ากับพลังยุทธ์เจ็ดร้อยปี! นี่ยังไม่นับพลังฝึกปรือสามร้อยปีของวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานอีก

ถ้ารวมด้วย ก็เท่ากับพลังยุทธ์หนึ่งพันปี!

‘การเปลี่ยนแปลงหยินหยางจำเป็นต้องใช้เวลาและกระบวนการ จะแปลงปราณหยินหยางขวดสมบัติเป็นวิชาเก้าพิฆาตแดงฉานจำเป็นต้องใช้เวลาหลายวัน ถ้าปรับสมดุลการเปลี่ยนแปลงเสร็จ วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานของเราจะมีพลังยุทธ์ห้าร้อยปี’

ลู่เซิ่งคำนวณอย่างละเอียด อานุภาพอย่างชัดแจ้งของพลังยุทธ์ห้าร้อยปีจะต้านทานเย่หลิงม่อได้หรือไม่

คำตอบคือแทบไม่มีความเป็นไปได้…

‘ระดับของเย่หลิงม่อน่ากดดันยิ่งกว่าผีดิบขาวระดับฉลักษณ์ในตอนนั้นมากเหลือเกิน ยังไม่พอ…วิชาเก้าพิฆาตแดงฉานที่มีปราณภายในห้าร้อยปียังไม่พอจะต่อสู้กับเขา…เราต้องมีปราณภายในที่มากกว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้…’

เขาไม่รู้ว่าระดับอสรพิษแข็งแกร่งขนาดไหน แต่จากรายละเอียดที่หลี่ซุ่นซีเคยพูด ระดับอสรพิษสักคน ไม่ว่าจะมีระดับพันธนาการกี่คน ก็สู้ไม่ได้

อสรพิษ เป็นพลังยุทธ์อีกระดับหนึ่ง มีแค่ประมุขจวนประมุขตระกูลถึงจะไปถึงได้

“ท่านยังกังวลอยู่หรือ ยังคงกลัวอยู่ใช่หรือไม่” หญิงรับใช้เพิ่งยกกับและถังข้าวหลายถังมา ยังไม่ทันลับจากสายตา ลู่เซิ่งก็ได้ยินเสียงแหลมนั้นอีก

“สมาคมหทัยร่อนเร่หรือ” เขาจิตใจเคร่งขรึม

“ผู้คุมจตุรัสแดงร้อนใจขึ้นเรื่อยๆ นางเริ่มกลัวแล้ว…พวกเราเตรียมลงมือแล้วเช่นกัน” เสียงนั้นเบาลง กล่าวต่อไป

ลู่เซิ่งหยีสองตา

“พวกเจ้าออกไปให้หมด” เขาสั่ง

องครักษ์ใกล้ชิดกับหญิงรับใช้ข้ารับใช้ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดขานรับ ถอยออกจากห้องอย่างรวดเร็ว

ในโถงอาหารเหลือแค่ลู่เซิ่งคนเดียว

“ว่ามา พวกท่านมีเป้าหมายอะไรกันแน่” ลู่เซิ่งกระซิบอย่างราบเรียบ ด้วยความสามารถของอีกฝ่าย เขาเชื่อว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน

“นี่เป็นความจริงใจของพวกเรา”

หลังจากเสียงดังขึ้น กล่องใบเล็กทรงกลมสีขาวก็โผล่ขึ้นด้านหน้าลู่เซิ่ง

เขาไม่เห็นเลยว่าอีกฝ่ายส่งมาอย่างไร หลังกะพริบตาครั้งหนึ่ง หางตาก็แลเห็นกล่องใบหนึ่งวางอยู่ตรงนั้นแล้ว

นี่ทำให้ลู่เซิ่งหวั่นเกรงกว่าเดิม เดิมทีหลังจากพลังเขาพัฒนา ความรู้สึกคุกคามชนิดรุกถึงขนคิ้วขนตาเมื่อก่อนหน้าก็ค่อยๆ จางหายไปแล้ว

แต่ตอนนี้เมื่อได้พบสมาคมหทัยร่อนเร่ จึงค่อยรู้ว่าความแปลกประหลาดและอันตรายของโลกใบนี้ไม่ได้เล็กน้อยดั่งที่ตนเคยคิด

“ขอแลกกับยาครั้งก่อนได้หรือไม่ ข้าขาดของชุบเลี้ยงบริวารพอดี” ลู่เซิ่งไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่านี่เป็นของที่ทำให้เยื่อดำเลื่อนระดับขึ้นขั้นหนึ่ง ซึ่งคนผู้นี้เคยสัญญาไว้ครั้งก่อน

แต่เขาไม่มีเยื่อดำ ดังนั้นมันจึงไม่มีประโยชน์ ยังสู้ยาในครั้งก่อนไม่ได้

“ขอแลกกับยาครั้งก่อนหรือ” เสียงนั้นงุนงงเช่นกัน คล้ายคิดไม่ถึงว่าลู่เซิ่งจะเสนอคำขอเช่นนี้ “ได้นั้นได้ แต่ว่ายาแบบนี้ใช้ได้แค่สามครั้ง ภายหลังจะหมดสรรพคุณโดยสิ้นเชิง หนำซ้ำคุณค่ายังสู้สิ่งนี้ไม่ได้… ท่านแน่ใจหรือ”

“แน่ใจ แน่นอนว่าถ้ามียาซึ่งเพิ่มปราณภายในที่ดีกว่านี้ ย่อมดีกว่า” ลู่เซิ่งเอ่ยด้วยยิ้ม

“นี่เป็นยาที่ดีที่สุดแล้ว ในหมู่วัตถุดิบยาที่เมื่อมีอายุจะใช้ไม่ได้ ยานี้มีสรรพคุณดีที่สุด”

กล่องค่อยๆ จางหายไป

กล่องสี่เหลียมผืนผ้าสีดำใบใหม่โผล่ขึ้นมาตรงหน้าลู่เซิ่ง

เขาจับจ้องการหายไปและการโผล่มาของกล่อง มองไม่ออกว่า เอาไปแล้วส่งมาอย่างไร

เขาเอื้อมมือไปเปิด เสียงดังแกร่กเมื่อเปิดออก เผยให้เห็นยาสองเม็ดเหมือนไข่มุกอยู่ด้านใน

เป็นโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาเหมือนครั้งก่อน

“บอกเจตนาการมาของท่านเถอะ ไร้ผลงานไม่ขอรับรางวัล” ลู่เซิ่งปิดกล่อง กล่าวอย่างระวัง

อีกฝ่ายเป็นขุมกำลังลึกลับแข็งแกร่งที่ลงมือไล่ล่าผู้คุมจตุรัสแดง เขาต้องระวังตัวหน่อย ต่อให้เบื้องหลังจะมีบารมีของตระกูลซั่งหยาง ก็บอกไม่ได้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาดีหรือไม่

“หึๆๆ… ตรงไปตรงมาดี!” เสียงนั้นหัวเราะ “เฉาหู่รองประมุขสมาคมของพวกเราออกเดินทางมาด้วยตัวเอง จะถึงที่นี่ในครึ่งเดือน พวกเรารู้ว่าท่านมีคนอยู่ข้างตัวผู้คุมจตุรัสแดง เป็นคนที่ใกล้ชิดที่สุด ดังนั้นพวกเราหวังว่าท่านจะทำให้คนผู้นั้นแอบพกของสิ่งนี้ได้”

สิ่งของที่เหมือนกับหยกประกบสีดำชิ้นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะลู่เซิ่ง

หยกประกบเดิมจะเป็นวงแหวน มีช่องช่องหนึ่งใช้แขวนไว้บนเสื้อผ้า ช่องนั้นส่วนใหญ่จะทำเป็นลวดลายหลายรูปแบบ แต่ว่าช่องของหยกประกบชิ้นนี้กลับต่างออกไป

ลู่เซิ่งหยิบหยกประกบขึ้นมา ช่องด้านบนเป็นฟันแหลมคม เหมือนกับปากของสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง

“ขอแค่ให้ของสิ่งนี้อยู่ห่างจากผู้คุมจตุรัสแดงภายในสิบจั้งก็ใช้ได้ ของสิ่งนี้ทำให้ผู้คุมจตุรัสแดงสัมผัสไม่ได้ว่าพลังอ่อนแอและต้องพิษ” เสียงนั้นอธิบาย

ลู่เซิ่งลูบไล้หยกประกบสีดำ มองไม่ออกว่าเป็นวัสดุอะไร ตัวมันก็คล้ายไม่มีความสามารถพิเศษเช่นกัน

“ได้ บอกข้าได้หรือไม่ว่าพวกท่านจะลงมือเมื่อใด” เขาคิดเล็กน้อย ก่อนถามอย่างจริงจัง

เสียงนั้นพลันหัวเราะ

“เป็นไร ท่านอยากชมดูความร้ายกาจของรองประมุขสมาคมหรือ บอกท่านก็หาเป็นไรไม่ ตอนที่ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหลังจากนี้ครึ่งเดือน จะเป็นเวลาที่รองประมุขสมาคมลงมือ!”

“ดอกเก้ากลีบเบ่งบานหรือ” ลู่เซิ่งทวนรอบหนึ่ง

เสียงนั้นเงียบสงัดลง หายไปแล้ว

เขาหมุนหยกประกบเล่น จากนั้นมองโอสถหัวใจอสรพิษเมฆาสองเม็ดนั้น

‘การคุกคามบีบคั้นเข้ามาทีละก้าวๆ ในช่วงเวลาสำคัญแบบนี้ผู้คุมจตุรัสแดงไม่ปิดด่านปรับสภาพเพื่อรอรับมือศัตรู ทำไมถึงต้องค้นหาคนที่ทำลายจตุรัสแดงด้วย นี่ไม่สมเหตุสมผล’ เขาย่นคิ้ว

‘หรือว่านางไม่ได้กำลังหาคน แต่กำลังอาศัยข้ออ้างหาคนเพื่อหาของอย่างอื่น หรือว่าในจตุรัสแดงที่เราทำลายทิ้งจะมีของสำคัญบางอย่างหายไป ดังนั้นนางจึงตามหาไปทั่ว’

……………………………………….

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

×

Pengaturan Membaca

Background :

Size :

A-16A+