หมื่นกระบี่ทะลวงสวรรค์ I Have Countless Legendary Swords! 18 : สงคราม 2 อาณาจักร – Novelza

Now you are reading หมื่นกระบี่ทะลวงสวรรค์ I Have Countless Legendary Swords! Chapter 18 : สงคราม 2 อาณาจักร - Novelza at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

ตอนที่ 18 : สงคราม 2 อาณาจักร

ด้วยความที่อาใหญ่นั้นเป็นวิหคมังกรที่มีสายเลือดของมังกรที่แท้จริงไหลเวียนอยู่ ทำให้อาใหญ่ค่อนข้างที่จะฉลาดกว่าปีศาจทั่วไป และสามารถเข้าใจสัญลักษณ์มือที่โจวฉวนจีทำได้

อีกทั้งวิหคมังกรยังเชี่ยวชาญในการบินมากเป็นพิเศษ เพราะเมื่อเทียบกับเหล่าปีศาจบินได้ตนอื่น ๆ ที่มีระดับวรยุทธเท่ากันแล้ว วิหคมังกรถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว

ถึงแม้อาใหญ่จะยังเล็ก แต่ก็ยังบินได้เร็วกว่าที่โจวฉวนจีจะวิ่งไล่ตามทัน

หลังจากที่พวกเขาบินวนไปมาอยู่หลายไมล์ สุดท้ายโจวฉวนจีก็เจอแต่ปีศาจที่อยู่ระดับต้น ๆ ที่ไม่ได้แข็งแกร่งกว่าสัตว์ป่าทั่วไปนัก

ปีศาจนั้นมีการแบ่งระดับวรยุทธด้วยเช่นกัน โดยจะแบ่งออกเป็น 10 ระดับ ระดับแรกจะเทียบเท่ากับระดับรักษาปราณของมนุษย์ ในขณะที่ระดับที่ 2 เทียบเท่ากับระดับสร้างรากฐาน และระดับที่ 3 เทียบเท่ากับระดับบรรลุญาณ

และหลังจากที่เสียเวลาไปร่วมวัน โจวฉวนจีก็ไม่เจอศัตรูอะไรที่เหมาะสมกับตนเองเลย

เมื่อพลบค่ำมาถึง โจวฉวนจีก็ขี่อาใหญ่กลับไปยังกระท่อมไม้

และเมื่อกั๋วไป่หลี่ได้ยินเกี่ยวกับความพยายามในการหาคู่ต่อสู้มาตลอดทั้งวันของโจวฉวนจี เขาก็ลูบเครายาวพลางหัวเราะ “นี่เจ้ายังต้องการจะเผชิญหน้ากับปีศาจที่แกร่งกว่านี้อีกงั้นหรอ? เจ้าคงไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อแล้วสินะ งั้นพรุ่งนี้ เจ้าลองไปตามลำธารเพื่อไปยังแม่น้ำดู ที่สุดปลายทางจะมีเทือกเขาที่เรียกว่า สันเขาสวรรค์พ่าย ที่นั่นมีร่องรอยของปีศาจระดับ 2-3 อยู่จำนวนมาก คิดว่ามันน่าจะเป็นศัตรูที่เหมาะสมกับเจ้านะ”

กั๋วไป่หลี่ไม่ค่อยกังวลที่โจวฉวนจีอยากจะสู้กับปีศาจที่แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก

นั่นก็เพราะเด็กน้อยคนนี้เก่งพอที่จะสังหารเยี่ยเฟยฟานและนายหญิง 7 ราตรีได้เลยยังไงล่ะ

แล้วปีศาจหน้าโง่ที่ไหนไม่รู้เรื่องจะไปสู้อะไรกับเขาได้?

นอกจากนี้กั๋วไป่หลี่ยังสังเกตเห็นอีกว่า ระดับวรยุทธของโจวฉวนจีได้มาถึงขั้นสูงสุดของระดับรักษาปราณแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะร่างกายของโจวฉวนจีที่ยังอยู่ในวัยกำลังโตอยู่ เขาก็คงขึ้นสู่ระดับต่อไปได้นานแล้ว

ดังนั้นนี่ถึงเป็นเรื่องดีที่โจวฉวนจีจะได้ออกไปเรียนรู้และหาประสบการณ์ข้างนอกบ้าง

โจวฉวนจีพยักหน้าตอบ ก่อนจะเริ่มรู้สึกคาดหวังกับสันเขาสวรรค์พ่ายขึ้นมา

“ฉวนจี ท่านปู่กั๋วจะสอนวิชาเวทให้ข้าพรุ่งนี้ และข้าว่าจะเรียนคาถารักษาก่อน ครั้งหน้าข้าจะได้ใช้มันรักษาเจ้าได้น่ะ”

จู่ ๆ เจียงฉือน้อยก็กอดรอบคอโจวฉวนจีพลางหัวเราะคิกคัก เธอดูจะตื่นเต้นมากเลย

“ได้เลย ท่านพี่เลี้ยงตัวน้อยของข้า” โจวฉวนจีตอบพลางหัวเราะเพื่อกลบเกลื่อนความอึดอัดภายในใจ จู่ ๆ เธอก็กอดเขาเฉยเลยเนี่ยนะ?

นี่นางไม่รู้เลยหรอว่าข้ากำลังใช้ความคิดอยู่น่ะ?

กั๋วไป่หลี่จ้องไปทางโจวฉวนจีก่อนจะพูดขึ้น “ธุระครั้งก่อนที่ข้าไปทำมันค่อนข้างจะมีผลกระทบกับสำนักกระบี่เร้นลับพอควรเลย ดังนั้นแล้วครั้งนี้ข้าคงจะอยู่กับพวกเจ้าได้มากสุดแค่ครึ่งปีเท่านั้น จากนั้นข้าจะกลับสำนักทันที แต่พอข้ากลับไปแล้วคงยากที่จะกลับมาเจอพวกเจ้าได้อีก เพราะงั้นพวกเจ้าแน่ใจนะว่าไม่สนใจจะกลับไปกับข้าจริง ๆ น่ะ?”

นอกจากความเป็นเด็กและความเจ้าเล่ห์ของโจวฉวนจีแล้ว กั๋วไป่หลี่ก็ชอบและเอ็นดูทั้งสองมาก และเขาคงทนไม่ได้ที่จะต้องทิ้งทั้งสองไว้ให้เร่ร่อนตามลำพัง

โจวฉวนจีมองไปทางเจียงฉือน้อยและพูดว่า “ท่านพี่อยากไปรึเปล่า? ข้าว่าข้าจะไปสำนักกระบี่เร้นลับหลังจากที่ข้าโตกว่านี้”

โจวฉวนจีอยากจะไปสำนักกระบี่เร้นลับเช่นกัน แต่ก็กลัวว่าอาจจะมีคนหาเขาเจอ

มหาจักรวรรดิโจวมีคนที่เก่งกาจอยู่มากมาย ฉะนั้นความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลให้องค์ราชินีรู้ถึงตัวตนของเขาได้

ถึงแม้ที่นี่จะไม่ใช่จีนโบราณ แต่ก็ยังเป็นสถานที่ ๆ คล้ายกับเรื่องราวของวีรบุรุษและตำนานจากโลกเดิม

โจวฉวนจีถึงต้องระวังตัวสุด ๆ เพราะเขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะมีพลังอย่างตัวเอกในหนังหรือเปล่า ดังนั้นกันไว้ก่อนดีกว่าแก้เสมอ

เจียงฉือน้อยส่ายหัวทันทีเมื่อได้ยินที่โจวฉวนจีพูดก่อนจะตอบกลับ “’ถ้าข้าไป งั้นใครจะเป็นคนซักผ้า ซ่อมเสื้อ หรือแม้แต่ทำอาหารให้เจ้ากันล่ะ? ถ้าเจ้าบาดเจ็บจนมือของเจ้าขยับไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังมีข้าที่ช่วยรักษาเจ้าได้นะ!”

โจวฉวนจีลูบหัวของเธอพลางยิ้มให้

กั๋วไป่หลี่ที่เห็นเด็ก 6 ขวบกำลังลูบหัวเด็ก 10 ขวบ ก็อดไม่ได้ที่จะขำออกมา

“เจ้าปีศาจตัวน้อย ข้าไม่รู้หรอกนะว่าภูมิหลังของเจ้าเป็นยังไง แต่ดูจากนิสัยของเจ้าแล้ว มันไม่ดีเอาซะเลย เพราะงั้นข้าจะสอนอะไรเจ้าสักอย่างแล้วกันนะ”

กั๋วไป่หลี่พูดและหัวเราะพลางลูบเครายาว ทำท่าราวกับเป็นตาเฒ่าผู้ปราชญ์เปรื่อง

เขารู้ชื่อของโจวฉวนจี แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นชื่อเดียวกับองค์ชายเล็กแห่งมหาจักรวรรดิโจว เพราะเขาไม่รู้ชื่อจริงขององค์ชาย และทั้งสองคนดูจะมีความแตกต่างทางสังคมมากเกินไป

“อดทนเพียงชั่วครู่ จะอยู่ยืนได้กว่า 1000 ปี จงยอมถอยร่นเสียบ้าง เจ้าจึงเห็นท้องนภาและมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เจ้ารู้มั้ย เจ้าน่ะมีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา แต่เจ้าต้องหัดเรียนรู้ที่จะปกปิดมันเอาไว้บ้างนะ” กั๋วไป่หลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น

กั๋วไป่หลี่สัมผัสได้ถึงความดุร้ายที่ซ่อนอยู่ภายในตัวโจวฉวนจี เขากังวลว่าโจวฉวนจีจะมั่นใจเกินไป แค่เพราะสังหารนายหญิง 7 ราตรีได้ และนั่นอาจจะนำไปสู่ปัญหาในอนาคตที่คาดไม่ถึง

โจวฉวนจีเบ้ปากก่อนจะพูดขึ้น “แต่ข้ากลับรู้สึกว่า ยิ่งอดทนมากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งโกรธมากเท่านั้น และยิ่งข้ายอมถอยมากเท่าไหร่ ข้าก็จะยิ่งแพ้มากเท่านั้น หลักในการใช้ชีวิตของข้าน่ะคือ การหาทางแก้แค้นให้ได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะข้าไม่ใช่พวกขุนนางขี้ขลาดยังไงล่ะ”

เมื่อกั๋วไป่หลี่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ่งกังวลมากกว่าเดิม “หลักในการใช้ชีวิตบ้า ๆ แบบไหนที่เจ้าพูดถึงอยู่น่ะ?” กั๋วไป่หลี่ถามด้วยความโกรธ

เจียงฉือน้อยเมื่อได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะเผลอขำออกมาจนต้องเอามือปิดปากเอาไว้

แล้วโจวฉวนจีก็เปลี่ยนหัวข้อทันที และถามว่า “จะว่าไปที่สำนักกระบี่เร้นลับเกิดปัญหาอะไรขึ้นหรอ?”

กั๋วไป่หลี่ถอนหายใจ “เป็นเพราะอาณาจักรเหมันต์แดนใต้กับอาณาจักรสมุทรไพศาลกำลังจะเริ่มสงครามกันน่ะสิ แล้วเยี่ยเฟยฟานที่ตอนแรกมาอาณาจักรเหมันต์แดนใต้เพื่อสืบข้อมูล ก็ดันมาตายด้วยน้ำมือของเจ้าเสียก่อน”

“แล้วมหาจักรวรรดิโจวไม่คิดจะสนใจอะไรเลยหรอ?” โจวฉวนจีรู้สึกสงสัยและถามต่อ

ในเมื่อสองพี่น้องกำลังจะสู้กัน ก็ไม่มีทางที่มหาจักรวรรดิโจวจะเพิกเฉยกับปัญหานี้ได้สิ

“ทางจักรวรรดิส่วนมากจะไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับสงครามระหว่างอาณาจักรอยู่แล้ว ตราบใดที่ไม่เกิดความเสียหายมากเกินไป จักรวรรดิก็จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นซะมากกว่า เพราะมีเพียงเเค่สงครามเเละการเเข่งขันเท่านั้นที่ทำให้อาณาจักรพวกนี้เเข็งเเกร่งขึ้นได้” กั๋วไป่หลี่ตอบ และเขารู้สึกกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นมาก

ถ้าสำนักกระบี่เร้นลับต้องมีส่วนร่วมในสงครามนี้ด้วยล่ะก็ จะมีศิษย์สักกี่คนที่ต้องตายกันล่ะ และกั๋วไป่หลี่ที่เป็นถึงผู้อาวุโส ก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเข้าร่วมสงครามด้วย

โจวฉวนจีไม่ได้ถามต่อ เพราะสงครามระหว่างอาณาจักรไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาอยู่แล้ว

ทั้ง 3 ยังคงพูดคุยกันอีกสักพัก ก่อนจะแยกย้ายกันไปนอน

เช้าวันถัดมา โจวฉวนจีก็ขี่อาใหญ่มุ่งตรงไปยังสันเขาวรรค์พ่าย

แม่น้ำที่ไหลผ่านที่ราบนั้นไม่ได้กว้างหรือลึกสักเท่าไหร่ แต่กลับยาวเอามาก ๆ เขาเลยต้องใช้เวลาเดินทางถึง 3 ชั่วโมงเต็มกว่าจะเริ่มมองเห็นป่า

สันเขาสวรรค์พ่ายนั้นมีขนาดใหญ่และตั้งตัวเป็นกำแพงล้อมรอบที่ราบ หากเข้าสู่ฤดูหนาว ก็จะกลายเป็นภูเขาที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะและน้ำแข็ง

แต่ก่อนที่โจวฉวนจีจะได้เข้าไปยังสันเขาสวรรค์พ่าย เขาก็ได้กลิ่นปราณปีศาจลอยมาแต่ไกล

ด้วยความที่วรยุทธของเขาอยู่ระดับรักษาปราณขั้นที่ 10 แล้ว ประสาทสัมผัสของเขาจึงค่อนข้างที่จะเฉียบคมมาก เลยทำให้รับรู้ถึงปราณปีศาจได้เร็ว

และหลังจากที่เข้ามายังสันเขาสวรรค์พ่าย เขาก็สั่งให้อาใหญ่ร่อนลงสู่พื้น

โจวฉวนจีดึงดาบคลื่นเหมันต์ออกมาก่อนจะเดินไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ

ในบรรดาดาบทั้ง 5 เล่ม เขาถนัดดาบคลื่นเหมันต์มากที่สุด ดังนั้นเขาเลยเก็บดาบที่เหลืออีก 4 เล่มเอาไว้เป็นไพ่ตาย

ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็เจอกับเป้าหมายแรก

มันคือหมูป่าที่แข็งแกร่งพอ ๆ กับควาย และเขี้ยวทั้งสองของมันทั้งยาวและคมเหมือนกับช้าง

“เยี่ยม งั้นแกคือปีศาจป่าตัวแรกที่ข้าจะสู้ด้วย!”

โจวฉวนจียิ้มที่มุมปากก่อนจะเดินออกมาพร้อมกับดาบในมือ

ลึกเข้าไปในสันเขาสวรรค์พ่าย มีภูเขาอีก 5 ลูกที่ยาวเชื่อมต่อกัน และ ณ เนินเขาแห่งหนึ่งที่ถูกย้อมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน มีจอมยุทธวัยเยาว์กลุ่มหนึ่งกำลังเดินทางตรงมา

ชายหนุ่มหล่อเหลาที่อยู่ข้างหน้าสุดสวมเสื้อคลุมสีขาวพร้อมถือพัดเอาไว้ในมือ ท่าทางเขายังคงสง่างามราวกับไม่รู้สึกหนาวเลย แม้อยู่ท่ามกลางพายุหิมะที่รุนแรง

ด้านหลังของเขา มีเหล่าศิษย์อีก 16 คนที่มาจากสำนักเดียวกันคอยเดินตามหลัง พวกเขาล้วนสวมเสื้อคลุมสีขาว และข้างหลังเสื้อคลุมเขียนด้วยตัวอักษรว่า “ลม”

“ศิษย์พี่หลูหลี่ อีกไกลแค่ไหนกันคะ?” ศิษย์หญิงถามปากสั่นด้วยความหนาวพลางกอดตัวเองเอาไว้

หนุ่มหล่อผู้มีนามว่าศิษย์พี่หลูหลี่หันกลับมาก่อนจะยิ้มให้ “อีกไม่ไกลแล้ว อดทนเอาไว้ศิษย์น้องของข้า เมื่อพวกเราไปถึงภูเขาอัสนีเหมันต์จะต้องเจอกับศิษย์จากสำนักอื่นแน่ และข้าต้องเอาลูกแก้วอัสนีเหมันต์กลับไปให้ได้ เพื่อไม่ให้ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของสำนักฉวนวายุต้องมัวหมอง”

ภูเขาอัสนีเหมันต์! ลูกแก้วอัสนีเหมันต์!

เหล่าศิษย์จากสำนักฉวนวายุพยายามฮึดสู้ พวกเขาตบหน้าตัวเองเรียกขวัญก่อนจะมุ่งหน้าต่อไป

และในเวลาเดียว บนเทือกเขาอื่นที่อยู่ไม่ไกล ก็มีศิษย์จากสำนักอื่นอีกมากมายกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานที่เดียวกัน

ท้องฟ้าสั่นสะเทือน —

จู่ ๆ ก็มีสายฟ้าฟาดลงมาท่ามกลางหมู่เมฆ ถึงแม้พายุหิมะจะรุนแรงมากเสียจนบดบังทัศนียภาพ แต่ก็ไม่อาจจะบดบังสายฟ้าที่ฟาดลงมาได้

ณ เบื้องล่างนั้น มีภูเขาที่สูงกว่า 1 ไมล์ และสายฟ้าคอยสาดแสงสว่างวาบอยู่บนยอดเขา เหล่าแร้งกระดูกจำนวนมากคอยบินวนไปมา ร่างกายของพวกมันเป็นไปตามเรียกชื่อ มีเพียงกระดูกสีขาวโพลน และขนาดตัวของมันก็ใหญ่พอ ๆ กับห่านที่โตเต็มวัย

ที่นี่คือ ภูเขาอัสนีเหมันต์

ที่เชิงเขา มีชายชุดดำคนหนึ่งยืนอยู่พร้อมดาบเล่มหนึ่งในมือ เขามองขึ้นไปยังยอดเขาด้วยในหน้าที่เคร่งขรึมและสายตาที่ดุดัน ราวกับเขาสามารถมองทะลุพายุหิมะและเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ บนยอดเขานั้นได้

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด