เซียนหมอหญิงแม่ลูกอ่อนบทส่งท้าย 17 ความผิดปกติในโลกพระสุเมรุทยอยเกิดขึ้นทีละเรื่อง

Now you are reading เซียนหมอหญิงแม่ลูกอ่อน Chapter บทส่งท้าย 17 ความผิดปกติในโลกพระสุเมรุทยอยเกิดขึ้นทีละเรื่อง at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

บทส่งท้าย 17 ความผิดปกติในโลกพระสุเมรุทยอยเกิดขึ้นทีละเรื่อง

เจ้าสี่หรงที่ถูกบิดาใจดำบางคนรั้งตัวให้อยู่ข้างกาย เขากลับไม่มีคำบ่นกล่าวใดๆ ท้ายที่สุดแล้วเขาค่อนข้างชอบติดตามบิดาใจดำของเขา

ต้องรู้ก่อนว่า ตั้งแต่ที่พี่ใหญ่กลับมา บิดาเขาไม่เพียงแต่ทำตัวเป็นเถ้าแก่โยนงานในงานราชกิจ กระทั่งเรื่องของการเลี้ยงลูกก็ยังไม่เว้น หากไม่มีอะไรเขาก็จะโยนน้องๆ ทั้งสามคนไว้ให้กับพี่ใหญ่ดูแล

แม้ว่าพี่ใหญ่เองก็ดีมากเหมือนกัน แต่พี่ใหญ่กับบิดาผู้ให้กำเนิดจะเอามาเทียบกันได้หรือ พี่ชายคือพี่ชาย บิดาก็คือบิดา! ดังนั้น…

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เจ้ารองหรง เจ้าสาม และเจ้าสี่จึงล้วนสำเร็จวิชา ‘เกาะเกี่ยว’ บิดาใจดำ ให้ความร่วมมือกับพี่ใหญ่อย่างรู้ไต๋กัน

บวกกับมารดาของพวกเขายังให้ความร่วมมือเป็นพิเศษ บิดาใจดำคนนี้จึงถูกบังคับให้อยู่แต่ในเขาพระสุเมรุ จะโยนลูกทั้งสี่คนทิ้งไปก็ทำไม่ได้ แต่นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด…

วันนี้บิดาเขายังได้รับผลกรรมถูกมารดาทิ้ง ได้แต่ ‘เฝ้าระวัง’ เขาพระสุเมรุอยู่เป็นทัพหลังอย่าง ‘โดดเดี่ยว’

หรงซีอยากจะหัวเราะเมื่อคิดถึงสิ่งนี้ แต่เขาไม่กล้าจึงทำได้เพียงถามบิดาอย่างไร้เดียงสาว่าเขาสามารถไปได้หรือไม่ อย่างที่คิดบิดาเขาเมินเฉยต่อเขาโดยสิ้นเชิง

“เอาเถิด…” หรงซีที่ใบหน้าแสดงฉากถอนหายใจแต่ในใจจริงๆ อยากหัวเราะ แต่เขาไม่กล้าจริงๆ เขากลัวถูกทุบตีจึงทำได้เพียงเลือกในสิ่งที่เขาชอบที่สุด “เช่นนั้นข้าจะไปนอนต่ออีกสักหน่อย”

ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา หรงหวงซึ่งแต่เดิมไม่อยากสนใจเจ้าลูกชายขี้เกียจคนนี้จริงๆ ก็อดไม่ได้เหลือบมองลูกชายคนเล็ก พูดว่า “เจ้าลองดูสิ”

“ก็ได้ ไม่นอนก็ไม่นอน” หรงเสี่ยวซื่อแสดงออกว่าเขาไม่กล้าลูบก้นเสือที่กำลังโกรธจึงได้แต่ทำตัวให้กะปรี้กะเปร่าแล้วถามไปว่า “ท่านพ่อ เมื่อสักครู่นี้ท่านพูดว่าหลานสะใภ้ข้าไม่ธรรมดาหรือ”

น่าเสียดายที่พระสุเมรุเพิกเฉยต่อเขาอีกครั้ง หรงซีได้แต่ลอบถอนหายใจกับตัวเองอย่างเงียบๆ และก็รู้สึกได้เหมือนกันว่าทั้งพระสุเมรุสั่นสะเทือนเบาๆ ตอนนี้ก็ยังไม่หยุด?!

หรงซีเลิกคิ้วเรียวคม มองไปทางทิศที่ตั้งของเมืองจิ่วเหลียน

ในเวลานี้ บนท้องฟ้าเหนือเมืองจิ่วเหลียน ปรากฏเงาภูเขาและท้องทะเลโบราณที่มาจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอย่างคลุมเครือแล้ว ทำให้จิ่วอิงที่เห็นมันตกตะลึงอย่างหนัก “หรือว่า…”

ภรรยาอี้เอ๋อร์กำลังจะย้ายสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามาที่เมืองจิ่วเหลียนแล้ว?!

ว้าว!

แบบนี้สิดี!

ซีซียัยป้าแก่จอมโหดนั่นก็สามารถมาได้แล้ว!

ไม่เลว ไม่เลว!

จิ่วอิงยิ้มด้วย ‘ใบหน้าใจดี’ อย่างหาได้ยาก แม้ว่ามันจะยังดูดุร้ายมากก็ตาม

ถังผิงมั่วกลับเซื่องซึมไปนานแล้ว ในช่วงวินาทีที่ถังเหิงหมดสติไป เขาก็นิ่งไปแล้ว

จนกระทั่งตอนนี้

ถังผิงมั่วไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น!

ไม่

บางทีไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ แต่เขาไม่อยากไปคิดถึงมันต่างหาก

เพราะถังผิงมั่วไม่สามารถยอมรับผลที่ตามมาของความล้มเหลวนี้ได้ ตระกูลถังได้เดิมพันทุกอย่างแล้ว!

ปัจจุบัน เห็นได้ชัดว่าแท่นบูชาไม่สามารถควบคุมได้ โถงบรรพบุรุษเองก็ไม่ใช่ ‘รากฐาน’ ที่ตระกูลถังสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นอีกต่อไป แม้กระทั่งพลังจิตวิญญาณของคฤหาสน์ตระกูลถังและเมืองจิ่วเหลียนก็ล้วนถูกกลืนกินไปในอัตราที่รวดเร็ว

ถึงตอนนี้

ถังผิงมั่วไม่กล้าแม้แต่จะไปรับรู้ว่าคฤหาสน์ตระกูลถังและเมืองจิ่วเหลียนในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้างแล้ว

สิ่งเดียวที่เขารู้ก็คือ มันจบแล้ว

ทั้งหมดจบสิ้นแล้ว

เขาพระสุเมรุ ไม่อาจกบฏได้ง่ายๆ จริงๆ!

เขาพระสุเมรุ เพียงชายหนุ่มที่ปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเขานี้ก็เป็นตัวตนที่แม้แต่บิดาเขาก็มิอาจต่อกรได้แล้ว ช่างน่าขันที่ก่อนหน้านี้เขายังคิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กหนุ่มหน้าขาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง

เขาพระสุเมรุ แม้แต่รัชทายาทมั่วก็ยังไม่แสดงตัว พวกเขาตระกูลถังมาถึงวาระสุดท้ายแล้วจริงๆ

เหอะ

ในใจของถังผิงมั่วยิ่งเข้าใจมากเท่าไหร่ สีหน้าเขาก็ยิ่งซีดขาวมากขึ้นเท่านั้น

ถังผิงมั่วต่างจากถังเหิงตรงที่เขารู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้ไม่ใช่รัชทายาทมั่ว เพราะชื่อของเขาไม่ใช่ ‘มั่ว’ หากเขาได้ยินถูกต้อง บุคคลนี้น่าจะชื่อ ‘อี้’ กระมัง

ท้ายที่สุดปู่จิ่วที่ดุร้ายมากคนนั้นมักจะเรียกเขาว่า ‘อี้เอ๋อร์’ ไม่ใช่ ‘มั่วเอ๋อร์’ ไม่ใช่หรือ

แม้ว่าจะไม่ตัดความเป็นไปได้ว่านี่เป็นนามแฝง แต่ถังผิงมั่วเชื่อว่า คนของเขาพระสุเมรุ เกรงว่าจะไม่ใช้นามแฝงกันด้วยซ้ำ

ดังนั้น…

ถังผิงมั่วได้แต่ถามอย่างเหม่อลอย “นายท่านแซ่หรงหรือไม่”

“โอ้ เจ้าฉลาดมากจริงๆ นะ!” จิ่วอิงคิดจริงๆ ว่าชายชราตรงหน้าเขานี้ฉลาดมาก ฉลาดกว่าตาแก่ถังที่นอนปวกเปียกอยู่นั่นหลายเท่า เมื่อสักครู่นี้ตาแก่นั่นยังเข้าใจผิดว่าอี้เอ๋อร์เป็นมั่วมั่วอยู่เลย

“…” หลังจากได้รับคำตอบยืนยัน ถังผิงมั่วก็เม้มริมฝีปากแน่น เขาพูดอะไรไม่ออกอีก แต่ทรุดตัวลงไปนั่งบนบันไดหิน สภาพเหมือนผู้ฝึกยุทธ์ที่ถูกทำลายพลัง น่าสงสารและดูไร้หนทางมาก

แน่นอนว่า ไม่ว่าระดับฌานตบะของถังผิงมั่วจะเป็นอย่างไร สำหรับหรงอี้แล้วล้วนไม่ต่างกัน

เพียงแต่ต่อให้ถังผิงมั่วจะหมดสภาพก็ยังดึงดูดความสนใจจากจิ่วอิงได้ เขาถามว่า “อี้เอ๋อร์ ข้ากินเขาได้หรือไม่ อย่างไรเสียดูเหมือนว่าเขาก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว ไม่สู้ให้ปู่จิ่วคนนี้ช่วยจัดการเขาในครั้งเดียว”

เมื่อได้ยินแบบนี้…

ถังผิงมั่วก็ไม่มีการตอบสนองใดๆ เลย เพราะเขาไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้วจริงๆ

หรงอี้ไม่ตอบจิ่วอิง แต่หันหลังกลับและจ้องไปที่ทางเข้าแท่นบูชาที่อยู่ตรงหน้าเขา

จิ่วอิงมีความสุขมาก เพราะเขารู้ดีว่านี่หมายถึงการอนุมัติอย่างเงียบๆ!

จากนั้น

แน่นอนว่าจิ่วอิงย่อมไม่เกรงใจ! ไม่สำคัญว่าถังผิงมั่วจะห่อเหี่ยวหรือไม่มีชีวิตชีวามากพอ มันไม่รังเกียจอยู่แล้ว เพียงพริบตาก็หยิบถังผิงมั่วเข้าปากและเคี้ยวอย่างมีความสุข

ถังผิงมั่วผู้น่าสงสาร ผู้นำตระกูลถังคนปัจจุบัน ถูกกลืนหายไปโดยไม่มีแม้แต่การต่อต้านใดๆ เขาไม่ทันได้ร้อง ‘อ้า’ ด้วยซ้ำ น่าสงสาร น่าสงสารมากๆ

“กร็อบ กร็อบ…” จิ่วอิงที่กำลังเคี้ยวถังผิงมั่วอยู่ก็รู้สึกว่าชายคนนี้น่าสงสารมาก “ปู่จิ่วจะฝืนใจเคี้ยวเจ้าเพิ่มอีกสักหลายรอบหน่อย”

เมื่อมาถึงจุดนี้ ในโถงบรรพบุรุษตระกูลถังก็เหลือเพียงหรงอี้และจิ่วอิงสองคนเก็บกวาดส่งท้าย แม้ว่าถังเหิงจะยังไม่สิ้นใจ แต่ก็นับว่าเป็นคนตายครึ่งหนึ่งแล้ว

ฉากดังกล่าว ใน ‘สายตา’ ของหรงมั่ว รัชทายาทมั่วตัวจริงก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกอะไร ท้ายที่สุดไม่ว่าจะมีใครอยู่แถวนี้หรือไม่ จุดจบก็ถูกกำหนดไว้นานแล้ว

แต่เยี่ยเชียนหลีที่มองไม่เห็นกลับรู้สึกกังวลมาก “ฝ่าบาท เกิดอะไรขึ้น เสือดาวตัวน้อยและครอบครัวของเขาเล่าสบายดีหรือไม่!”

เนื่องจากมิติเวลาและกฎของเมืองจิ่วเหลียนถูกรบกวนโดยถังเหิงจึงมีเพียงหรงมั่วที่ถือครองพลังแห่งอนันต์และพลังศักดิ์สิทธิ์ของพระสุเมรุเท่านั้นที่สามารถ ‘มอง’ เข้าไปในเมืองจิ่วเหลียนโดยไม่กระทบต่อเมืองจิ่วเหลียนได้ ส่วนเยี่ยเชียนหลี อวิ๋นจื่อซีและแม้กระทั่งหรงหลิน พวกเขาล้วนทำไม่ได้

ดังนั้น เยี่ยเชียนหลีจึงได้แต่ไปรบเร้าฝ่าบาทของนางอย่างเป็นกังวล ขณะที่อวิ๋นจื่อซีและหรงหลินทำได้เพียงกะพริบตาปริบๆ รอคำตอบอย่างกระตือรือร้น

หรงมั่วไม่ได้ทำให้ครอบครัวของเขาต้องรอนาน เขาตอบอย่างชัดเจนว่า “ทุกอย่างล้วนราบรื่นดี”

“ถ้าอย่างนั้นก็ดี ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว!” เยี่ยเชียนหลีจ้องมองต่อไปอย่างมีความสุข แม้ว่า ‘ภาพฉายสามมิติ’ ของเยี่ยนอวี๋สองแม่ลูกจะถูกการสั่นสะเทือนเมื่อสักครู่นี้ลบหายไปแล้ว

ไม่อย่างนั้น เยี่ยเชียนหลีคงไม่กังวลขนาดนี้! นางแค่กลัว…

ถุย ถุย!

เยี่ยเชียนหลีไม่อยากคิดอะไรแย่ๆ นางแค่มองลงไปอย่างจริงจัง รอคอยการกลับมาพบกันอีกครั้งหลังจากที่ทุกอย่างสงบลงแล้ว

อวิ๋นจื่อซียังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับ ‘เจ้าตัวเล็ก’ อีกคน จึงถามไปอีกคำถามว่า “แล้วผีผีเล่า”

“ข้าไม่รู้” หรงมั่วพูด “เขาซ่อนตัวอยู่”

“ชิ!” อวิ๋นจื่อซีหลุดหัวเราะด้วยความโกรธ “อายุขนาดนี้แล้วยังซุกซนไม่รู้ความ! เขาจะลงไปเล่นซ่อนหากับอี้เอ๋อร์หรืออย่างไร!”

“ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้” หรงหลินพอใส่ร้ายพี่รองที่อายุเท่ากันขึ้นมา ไม่ได้มีความรู้สึกผิดสักนิด “หาได้ยากที่อี้เอ๋อร์ที่อายุน้อยกลับมา เขาไม่จับไปทำเรื่องบ้าๆ ด้วยกันก็แปลกแล้ว ข้ากลัวว่านี่ถึงจะเป็นจุดประสงค์ที่แท้จริงในการลงไปข้างล่างของเขา”

“ทางที่ดีคืออย่าทำให้เรื่องสำคัญล่าช้า ไม่อย่างนั้น…” อวิ๋นจื่อซีรู้สึกว่ากลับไป นางต้องอบรมลูกชายตัวโตของนางสักยกแล้ว

ตลอดหลายปีมานี้ อวิ๋นจื่อซีรู้สึกเสียใจภายหลังมากที่เรียกบุตรชายของนางว่า ‘ผีผี’ มันทำให้บุตรชายนางซุกซนเหมือนลิงจริงๆ สามวันก่อปัญหาเล็ก ทุกสิบวันก่อปัญหาใหญ่ ไม่เคยหยุดไม่เคยหย่อน!

อย่างไรก็ตาม หวงหวงกลับบอกว่าเขาสืบทอดความสามารถในการก่อเรื่องนี้มาจากนาง มันช่างน่าโมโห!

ยิ่งคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไร สีหน้าของอวิ๋นจื่อซีก็ยิ่งไม่น่ามอง

ดังนั้นหรงหลินที่หยอดยาแรงจนเสร็จก็พูดต่อไปว่า “เพราะฉะนั้น ท่านแม่ ท่านควรมองหาภรรยาให้พี่รองก่อน เมื่อพี่รองมีภรรยาจัดการแล้ว เขาก็จะสงบเอง”

“นี่…มีเหตุผล” อวิ๋นจื่อซีครุ่นคิดโนเวลพีดีเอฟ

หรงหลินรู้สึกว่าในที่สุดเขาก็หลุดพ้นจากการถูกเร่งรัดให้แต่งงานเสียที ต่อจากนี้เป็นเวลานานมาก ท่านแม่เขาคงเบี่ยงความสนใจไปที่การแต่งงานของพี่รองแน่นอน! สมบูรณ์แบบ!

อย่างไรก็ตาม หรงหลินไม่เพียงแต่รู้สึกภาคภูมิใจเท่านั้น เขายังเหลือบมองไปที่พี่ใหญ่อย่างลับๆ เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายหักล้างคำพูดของเขา แต่เขากลับเห็นพี่ใหญ่ขมวดคิ้วอีกครั้ง

แย่ล่ะ!

หรือพี่ใหญ่จะหักล้างคำพูดเขาจริงๆ?

‘ผีผี’ ยัดผลประโยชน์ให้พี่ใหญ่แล้ว?!

หรงหลินกำลังวางแผนที่จะตัดไฟตั้งแต่ต้นลม! ผลลัพธ์คือ…

“ไม่ดีแล้ว” หรงมั่วมองไปยังทุกทิศทุกทางของเมืองจิ่วเหลียน ปลดปล่อยแสงสี่ดวงได้แก่ สีแดง สีขาว สีคราม และสีดำออกไป!

เยี่ยเชียนหลีที่เพิ่งสงบใจลงก็สะดุ้งเฮือก! แต่นางไม่ได้ลนลาน ตรงกันข้ามนางพลิกมือยื่นกล่องสีน้ำหมึกออกไป

ในตอนนี้เอง! เวลานี้

“ตูม!”

คฤหาสน์ตระกูลถังระเบิดแล้ว!

ในเวลาเดียวกัน

เมืองถังทั้งหมดเหมือนกับถูกยกขึ้น มันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!

“เกิดอะไรขึ้น”

“คฤหาสน์ตระกูลถังนี่คือ…”

ผู้ฝึกยุทธ์ของเมืองถังทั้งหมด มองไปที่คฤหาสน์ตระกูลถังก่อนเป็นอันดับแรก ผลลัพธ์คือพวกเขาต้องประหลาดใจมากเมื่อเห็นว่ามีกระบี่สีดำขนาดใหญ่ฝ่ามิติลงมาเจาะทะลุคฤหาสน์ตระกูลถัง ทำให้คฤหาสน์ตระกูลถังพังทลายลงอย่างรวดเร็ว เศษชิ้นส่วนน้อยใหญ่ลอยจากพื้นขึ้นสู่อากาศ

“นี่…”

ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดในเมืองถังตกตะลึงตาค้าง!

แต่เดิมพวกเขายังคิดว่าคฤหาสน์ตระกูลถังจะเหมือนกับก่อนหน้านี้ที่พังทลายลง แต่สุดท้าย…

คฤหาสน์ตระกูลถังพังทลายจากด้านล่าง เศษชิ้นส่วนน้อยใหญ่ลอยจากพื้นขึ้นสู่อากาศจริงๆ?!

นี่มันหมายความว่าอย่างไร เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองถังไม่กล้าคิด

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่กล้าคิดแล้วจะไม่เกิดขึ้น

ตูม!

หลังจากที่คฤหาสน์ตระกูลถังพังทลายลง ก็เกิดความโกลาหลและการเปลี่ยนแปลงของกฎครั้งใหญ่ ทำให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ของเมืองถังจำนวนมาก ระเบิดตายตามคฤหาสน์ตระกูลถังไปด้วย

สิ่งที่น่ากลัวก็คือ นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น…

เพราะคฤหาสน์ตระกูลถังระเบิด เมืองถังจึงระเบิดตาม

ราวกับว่าคฤหาสน์ตระกูลถังเป็นชนวน เมืองถังและเมืองจิ่วเหลียนหลังจากแตะถูกชนวนนี้จึงระเบิด คลับคล้ายกับระเบิดในกองระเบิดที่ติดไฟลูกหนึ่ง ถ้าได้เริ่มระเบิดแล้ว มันก็จะระเบิดต่อไปไม่หยุด!

ความผันผวนนี้ ทำให้จิ่วอิงรู้สึกหวาดกลัว “อี้เอ๋อร์! เกิดเรื่องแล้ว!”

เนื่องจากคฤหาสน์ตระกูลถังสร้างขึ้นบนภูเขารูปกระบี่ขนาดใหญ่ และโถงบรรพบุรุษของตระกูลถังก็ตั้งอยู่ที่ปลายกระบี่ การพังทลายจากด้านล่างสู่ด้านบน แม้จะยังไม่ผลกระทบต่อโถงบรรพบุรุษตอนนี้ แต่ก็ใกล้แล้ว

หรงอี้ขมวดคิ้ว จ้องไปที่คฤหาสน์ตระกูลถังที่พังทลายด้านล่าง อันที่จริง เขารู้อยู่แล้วว่าผู้ริเริ่มการทำลายนี้ก็คือผู้อาวุโสใหญ่ที่วิ่งหนีไปได้ไม่นานนัก

“นับเป็นคนที่โหดเหี้ยมคนหนึ่ง” หรงอี้ถอนหายใจเบาๆ รู้สึกหงุดหงิดนิดหน่อย

เพราะเมื่อสักครู่นี้เองที่เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลถังนั้นไม่ได้ระดมคนกลับมาที่โถงบรรพบุรุษ แต่รวมตัวกันเพื่อสังเวยชีวิตร่วมกัน!

กุญแจสำคัญก็คือ

จนถึงวาระสุดท้าย ยกเว้นตัวผู้อาวุโสใหญ่ผมเงินเอง ไม่มีใครรู้แผนการของเขา แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นยอดฝีมือของตระกูลถังและแม้แต่ผู้อาวุโสอีกเก้าคน ไม่มีใครรู้เลย

ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก พวกเขายังสาบานกันว่าจะจงรักภักดีต่อตระกูลถัง! จากนั้นทุกคนก็กลืนเม็ดยากระตุ้นศักยภาพ

จากนั้น…

ทุกคนก็ ‘ระเบิดตัวเอง’ สนองคำสาบาน

หรงอี้จึงเข้าใจอย่างชัดเจนว่าเม็ดยากระตุ้นศักยภาพที่ผู้อาวุโสเก้าแจกจ่ายให้กับยอดฝีมือระดับครึ่งก้าวสื่อเสินของตระกูลถังทุกคนนั้นล้วนถูกผู้อาวุโสใหญ่วางยาทั้งหมด

เขากลับไม่ได้สังเกตเห็นมันล่วงหน้าก่อน ดังนั้น…

คลื่นพลังที่เกิดจากการระเบิดตัวเองของครึ่งก้าวสื่อเสินนับพันคนของตระกูลถังจึงทำให้ทั้งเมืองจิ่วเหลียนที่แต่เดิมก็วุ่นวายและเปราะบางอยู่แล้ว ถูกฉีกกระชาก กฎของมิติทั้งหมดถูกบิดเบือน และเมืองจิ่วเหลียนก็พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ดฯฌซ,ฑ๊โฌฮฤ

ครืน ตูม ตูม!…

การระเบิดครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่อง คือสิ่งที่ทำให้คฤหาสน์ตระกูลถังถูกเจาะทะลุ เมื่อคฤหาสน์ตระกูลถังถูกเปลี่ยนให้เป็นชนวน มันจึงทำให้เมืองถังและแม้แต่เมืองจิ่วเหลียนก็ระเบิดตาม

ผู้อาวุโสใหญ่ของตระกูลถัง อยู่จนถึงวินาทีสุดท้าย เขาเลือกสังเวยตัวเองไปพร้อมๆ กับมองเมืองจิ่วเหลียนทั้งเมืองถูกฝัง และเป้าหมายอีกอย่างของเขา แน่นอนว่าก็คือเยี่ยนอวี๋ซึ่งอยู่ในแท่นบูชา เขาต้องการให้นางถูกฝังไปด้วย!

แม้ว่าผู้อาวุโสใหญ่จะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขามั่นใจอย่างหนึ่งคือสตรีนางนั้นที่พวกเขาพากลับมาเป็นเมล็ดพันธุ์ สตรีที่มาจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้าคนนั้น นางไม่เพียงแต่ไม่ถูกหลอมรวมไปกับเมืองจิ่วเหลียน แต่นางยังวกกลับมากลืนกินเมืองจิ่วเหลียนของพวกเขา

ในเมื่อเป็นเช่นนี้

“ตายเสียเถิด!”

นี่คือเสียงคำรามครั้งสุดท้ายของผู้อาวุโสผมเงิน! เขาเชื่อว่าสตรีจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้าคือต้นตอหายนะที่ส่งผลร้ายต่อตระกูลถังของเขา ดังนั้นนางต้องถูกฝังไปพร้อมกับพวกเขา

อนิจจา…

หรงอี้ซึ่งโยนถังเหิงที่ยังมีชีวิตอยู่แต่อยู่ในสภาพครึ่งตายให้กับจิ่วอิง ลงมือเองแล้ว

“หยุด”

ด้วยคำพูดเพียงคำเดียว!

และการอ่านออกเสียงเดียว!

แสงสีม่วงก็เปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นไปปกคลุมเหนือคฤหาสน์ตระกูลถัง

จากนั้น

เมื่อใดก็ตามที่เศษซากของการพังทลายสัมผัสโดนแสงสีม่วงที่ปกคลุมอยู่ พวกมันก็จะถูกบังคับให้กลับคืนสู่ความสงบและหยุด

นี่ยังไม่ใช่ทั้งหมด…

ตูม

เนื่องจากกฎของมิติถูกแทรกแซงโดยตรง สถานการณ์ในเมืองจิ่วเหลียนที่กำลังพังทลายก่อนหน้านี้ก็พลันหยุดลงตาม

เพราะ

“!”

คลื่นแสงสีม่วงคลื่นแล้วคลื่นเล่าที่เงียบงัน ขณะนี้ไม่เพียงแต่ปกคลุมเหนือคฤหาสน์ตระกูลถังเท่านั้น แต่มันยังปกคลุมไปทั่วทั้งเมืองจิ่วเหลียนแล้วด้วย!

ตราบเท่าที่เป็นสถานที่ที่พังทลายก็จะมีคลื่นแสงที่สว่างราวกับดวงดาวตกลงมา การทำลายล้างและการล่มสลายทั้งหมด สิ้นสุดลง ณ ที่ตรงนี้ ไม่มีข้อยกเว้นเลย

เพราะ

หรงอี้ หรงต้าซือมิ่ง!

หนึ่งความคิดของเขา…สามารถยุติการทำลายล้างใดๆ ก็ได้!

สามารถซ่อมแซมกฎใดๆ ที่พังทลายตราบเท่าที่เขาปรารถนา

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด