เซียนหมากข้ามมิติ 51 เสาะหา

Now you are reading เซียนหมากข้ามมิติ Chapter 51 เสาะหา at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

ตอนที่ 51 เสาะหา

เวลาเที่ยงวัน เว่ยอู๋เว่ยเพิ่งลุกขึ้นจากเตียง บิดขี้เกียจอย่างสบายๆ

“หาว… สบายนัก! ฟื้นคืนชีพแล้ว!”

เขาขยับมือขวาเล็กน้อย แม้ว่าไม่ค่อยคล่องแคล่วแต่เหยียดกำได้อิสระแล้ว ดูท่าว่าบาดแผลที่นิ้วนั้นนอกจากส่งผลต่อการโคจรปราณดั้งเดิมแล้ว ปัญหาอื่นคงไม่หนักนัก อย่างน้อยก็จับตะเกียบกินข้าวได้

หลังจากบ้วนปากล้างหน้าภายในห้องเสร็จ เขาเดินลงมากินข้าว เมื่อทำทุกอย่างพอประมาณแล้ว เว่ยอู๋เว่ยจึงมุ่งหน้าไปยังคุกของที่ว่าการอำเภอหนิงอัน

ห่างจากห้องพิจารณาคดีของที่ว่าการอำเภอหนิงอันไปทางขวาสักสิบก้าวก็คือคุกของอำเภอหนิงอัน เวลานี้มือปราบทั่วอำเภอหนิงอันล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นี่ นายกองจูเหยียนซวี่ยังคอยบัญชาการด้วยตัวเองอีก ผู้คุ้มกันตระกูลเว่ยซึ่งวิชายุทธ์แกร่งกล้าสองคนหลังจากจัดการบาดแผลอย่างเรียบง่ายแล้วก็เฝ้าอยู่ที่นี่

เมื่อเห็นเว่ยอู๋เว่ยมายังคุกภายใต้การนำทางของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง จูเหยียนซวี่ซึ่งฟังรายงานยิ้มขื่นพลางออกมาจากด้านใน

“ผู้นำตระกูลเว่ย ท่านทำร้ายเหล่าเจ้าหน้าที่อำเภอหนิงอันของพวกเราแล้ว ข้าอดนอนทั้งคืนเลย!”

จูเหยียนซวี่ถือเป็นผู้มีวิชายุทธ์สูงสุดในระบบขุนนางอำเภอหนิงอันรวมถึงทั่วอำเภอหนิงอันด้วย คำนวณดูแล้วคงพอกับยอดฝีมือชั้นรองบนยุทธภพ

แต่สิ่งที่เขาฝึกคือหมัดสังหารของกองทัพ ยามเลือดร้อนบุกฝ่าเข้าจริงไม่มีทางหวาดกลัวจอมยุทธ์แน่ มองข้ามอาการบาดเจ็บแลกชีวิตด้วยบาดแผลเป็นเรื่องธรรมดา จำเป็นต้องใช้ยอดฝีมือชั้นรองทั่วไปหลายคนจึงกำราบได้ แต่มือปราบอำเภอหนิงอันด้อยกว่ามาก วิชายุทธ์สูงสุดอยู่แค่ขั้นสาม ทั้งบางคนมากสุดยังถือว่าเป็นแค่ชายฉกรรจ์ที่เคยฝึกยุทธ์เท่านั้น

เว่ยอู๋เว่ยรีบประสานมือขออภัย

“ลำบากนายกองจูแล้ว ลำบากเจ้าหน้าที่ทุกท่านแล้ว ข้าคนแซ่เว่ยก็จนปัญญา ระหว่างทางถูกโจมตีจึงได้แต่ขอความช่วยเหลือ ถ้าไม่ใช่ว่ามือข้าไร้เรี่ยวแรง มาถึงแล้วได้แต่เป็นตัวถ่วง อยากจะร่วมเฝ้ายามนัก!”

จูเหยียนซวี่โบกมือไปมา

“เอาเถิดๆ เรื่องนี้ข้ารู้หมดแล้ว แค่ทำตามหน้าที่ ข้าเพียงบ่นออกมา ทำให้ผู้นำตระกูลเว่ยขบขันแล้ว!”

“ไม่กล้าๆ ข้าไปหอนอกศาลสั่งอาหารไว้มากมาย อีกเดี๋ยวจะมีลูกจ้างของหอนอกศาลนำอาหารมาส่ง ถือว่าตอบแทนใต้เท้านายกองกับเจ้าหน้าที่ทุกท่าน!”

“ได้ ผู้นำตระกูลเว่ยมีน้ำใจนัก”

หลังจากพูดคุยพอเป็นพิธี เว่ยอู๋เว่ยถึงตามนายกองจูเข้าไปในห้องขังเพื่อตรวจคนร้าย

พวกเขาถูกสกัดจุดโดยทางการจนอัมพาต ทั้งมีตรวนเหล็กรั้งเท้าจับมือไพล่หลัง ปากยังถูกปิดแน่นหนา แค่เห็นท่าทางหมดอาลัยตายอยากก็รู้ว่าพวกเขาสิ้นฤทธิ์แล้ว

จากการคาดเดาของเว่ยอู๋เว่ย ถึงตอนนั้นผู้ร่วมสนุกคงไม่ใช่แค่ทางการจังหวัดเต๋อเซิ่งกับคนตระกูลเว่ย แปดส่วนตระกูลฝานแห่งติ้งหยวนและคนบนยุทธภพไม่น้อยคงเข้ามาสอดมือ

ความจริงเมื่อคืนเว่ยอู๋เว่ยลังเลมาก เดิมเขาคิดปิดปากทุกคน เหตุผลก็คือเรื่องวาสนาเทพเซียนพวกนั้น ถ้าแพร่ออกไปคงง่ายต่อการก่อเรื่องให้ตระกูลเว่ยไม่น้อย แต่นึกถึงยอดฝีมือทางการลึกลับคนนั้นจึงทำตาม จับคนร้ายทั้งหมดส่งทางการโดยดี

หยกฟ้านุ่มนวลตรงหน้าอกทำให้ในใจเว่ยอู๋เว่ยนึกถึงเรื่องเมื่อคืนตลอด นึกถึงคำพูดที่ชายชุดดำกล่าว ต่อให้ตอนนั้นแค่นเสียงหัวเราะ ตอนนี้กลับอยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง

ภายใต้การติดตามของนายกองจู เว่ยอู๋เว่ยซึ่งก้าวออกจากคุกเงยหน้าขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เห็นชายคาหอสำนักศึกษาประจำอำเภอที่อยู่ห่างออกไป

“วันนี้สำนักศึกษาประจำอำเภอไม่มีใครเข้าเรียนหรือ”

เว่ยอู๋เว่ยเอ่ยถามลอยๆ เพราะไม่ได้ยินเสียงท่องหนังสือดังกังวานของเหล่าศิษย์

“อ้อ วันนี้สำนักศึกษาหยุดงาน แน่นอนว่าไม่มีใครเข้าเรียน!”

นายกองจูตอบสบายๆ

“ที่แท้เป็นเช่นนี้!”

เพิ่งกล่าวประโยคนี้จบ เว่ยอู๋เว่ยนึกอะไรขึ้นมาได้ทันที เมื่อวานตอนกลางวันนายอำเภอหนิงอันเคยพูดเรื่องนั้นกับเขา ทำให้เว่ยอู๋เว่ยหวั่นไหวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

“เอ่อ ใต้เท้านายกอง ไม่ทราบว่าท่านรู้จักคนชื่อจี้หยวนในอำเภอท่านหรือไม่”

นายกองจูมองเขาด้วยความประหลาดใจอยู่บ้าง

“แน่นอนว่าข้ารู้จักท่านจี้ ผู้นำตระกูลเว่ยเคยรู้จักท่านหรือ”

ได้ยินคำเรียกจากคำพูดของจูเหยียนซวี่ เว่ยอู๋เว่ยเปลี่ยนคำพูดใหม่ทั้งซักต่อทันที

“ไม่ๆ ข้าไม่รู้จักท่านจี้ แต่เคยได้ยินเรื่องจิ้งจอกแดงก้มกราบขอความช่วยเหลือ รู้สึกว่าน่าอัศจรรย์นัก เมื่อวานรีบเร่งเดินทาง ในเมื่อปัจจุบันเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าจึงอยากเจอยอดบุคคลท่านนี้!”

“ท่านอยากเจอท่านจี้หรือ”

นายกองจูยิ้มเล็กน้อย

“ได้น่ะได้อยู่ แต่ข้าคนแซ่จูขอเตือนท่านสักประโยค ผู้คิดไปเยี่ยมเยียนท่านจี้มีไม่น้อย แต่คนกล้าไปจริงมีแค่อาจารย์อิ๋นคนเดียว!”

“หืม? หรือว่าท่านจี้คนนี้นิสัยแย่มาก?”

อย่างน้อยเว่ยอู๋เว่ยก็เคยเหลือบเห็นไกลๆ จี้หยวนดูไม่เหมือนคนเช่นนั้น ยิ่งไปกว่านั้นอีกฝ่ายยังช่วยแม้แต่จิ้งจอกด้วย

“ฮ่าๆๆ แน่นอนว่าไม่ใช่ ท่านจี้ถ่อมตัวมีมารยาทกับทุกคน ไม่เคยมีใครเห็นเขาโกรธเคือง…”

จูเหยียนซวี่ไม่ปล่อยให้สงสัยอีก

“สาเหตุที่ไม่มีใครกล้าเยี่ยมเยียน แค่เพราะที่พักของท่านจี้ผิดปกติ เป็นสถานที่ต้องห้าม บ้านผีสิงเลื่องชื่อแห่งหนึ่งประจำอำเภอ หลายปีนี้เกิดเรื่องไม่น้อย!”

“เช่นนั้นเขายังกล้าอยู่หรือ”

ประโยคนี้เว่ยอู๋เว่ยแทบจะพูดโดยไม่ต้องคิด

“หึๆ พูดแล้วก็แปลก หลังจากท่านจี้เข้ามาอยู่ ที่นั่นไม่มีเรื่องแปลกเกิดขึ้นเสียอย่างนั้น บ้านอาจารย์อิ๋นก็ยังปกติดี เพียงแต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น เกรงว่าภายในเวลาอันสั้นคงยังไม่มีใคร ‘เสี่ยงอันตราย’ ไปเยี่ยมเยียน ถึงอย่างไรถ้าอยากเจอท่านจี้เพื่อพูดคุยสักสองประโยคจริง ไปถนนการค้าก็พบเจอได้”

เว่ยอู๋เว่ยกระจ่างแจ้ง พยักหน้าเล็กน้อย ความคิดในใจนั้นกลับยิ่งเด่นชัด

“หวังว่าใต้เท้านายกองจะบอกข้าคนแซ่เว่ยว่าท่านจี้อาศัยอยู่ที่ใด!”

“ผู้นำตระกูลเว่ยยังอยากไปหรือ”

“อยาก!”

เว่ยอู๋เว่ยสัมผัสหยกฟ้าตรงหน้าอก ต่อให้มีอะไรจริง อย่างน้อยก็มีหยกชิ้นนี้อยู่ไม่ใช่หรือ!

หลังผ่านไปครึ่งชั่วยาม ภายใต้การนำทางของเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง เว่ยอู๋เว่ยกำลังเดินอยู่บนทางสายเล็กซึ่งปูด้วยหินเขียวตรงตรอกเทียนหนิว

ผ่านตรอกเทียนหนิวมาครึ่งทางก็มีกลิ่นหอมเลือนรางปรากฏ กลิ่นหอมนี้ไม่ใช่กลิ่นเครื่องประทินโฉม เป็นธรรมชาติและไม่เหมือนใครยิ่ง เมื่อเข้าสู่ตรอกเทียนหนิว ลึกเข้าไปยิ่งกรุ่นกลิ่น เว่ยอู๋เว่ยไม่อาจแบ่งแยกจึงถามเจ้าหน้าที่ข้างกาย

“เจ้าหน้าที่ท่านนี้ นี่คือกลิ่นหอมอะไร”

เจ้าหน้าที่ไม่คิดมากความก็เอ่ยปากตอบ

“นี่คือกลิ่นดอกพุทราของเรือนสันติ ภายในอำเภอหนิงอันมีแค่ที่นี่!”

“ดอกพุทรา? ดอกพุทราหอมขนาดนี้เชียว?”

เว่ยอู๋เว่ยคิดว่าตัวเองเป็นผู้เห็นโลกกว้างแล้ว เจอบุปผาต้นไม้ประหลาดทัศนียภาพมหัศจรรย์มามาก แต่ไม่เคยได้ยินว่าดอกพุทราหอมขนาดนี้ ต่อให้เข้าใกล้คาดว่าคงเดาไม่ออกกระมัง

“เฮ้อ ไม่อย่างนั้นทำไมท่านจี้ถึงเป็นยอดบุคคลเล่า อดีตตรอกเทียนหนิวไม่มีกลิ่นหอมเช่นนี้!”

คำพูดนี้ทำให้เว่ยอู๋เว่ยฟังแล้วยิ่งอยากรู้อยากเห็น เร่งฝีเท้าอย่างอดไม่ได้

ริมทางเดินเริ่มเห็นชัดว่าเปลี่ยวขึ้น เมื่อผ่านทางแยกตรอกเล็กสักแห่งก็ดูเหมือนว่ากว้างขึ้นมากทันที ภายในเมืองมีสีเขียวขจีเพิ่มไม่น้อย แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่ก้าวไปข้างหน้าต่อ วางของซึ่งช่วยถือมาตลอดทางลง ชี้ทางเข้าเรือนเล็กอีกไม่กี่สิบก้าวเบื้องหน้า

“โน่น บ้านที่ปลูกต้นพุทรากลางลานนั่นก็คือเรือนสันติ ข้าไม่ไปต่อแล้ว!”

“ได้ๆๆ ขอบคุณเจ้าหน้าที่!”

ขณะกล่าวเว่ยอู๋เว่ยหยิบเหรียญทองแดงกองเล็กไว้กลางฝ่ามือแล้ว เขายัดใส่มือเจ้าหน้าที่ผู้นำทาง ฝ่ายหลังรับเหรียญทองแดงพลางยิ้มจนตาปิด

“ใจดีนักๆ”

พอเจ้าหน้าที่จากไปแล้ว เว่ยอู๋เว่ยจัดเสื้อและกวน[1]เรียบร้อย มองเรือนพักซึ่งมีต้นพุทราใหญ่ตั้งตระหง่านที่อยู่ห่างออกไป ก่อนจะหิ้วของขวัญบนพื้นขึ้นมาแล้วเดินไปทางเรือนสันติ

[1] กวน เครื่องประดับชั้นสูงของประเทศจีนในสมัยโบราณ ใช้ครอบบนศีรษะ บ่งบอกถึงสถานะได้ด้วย

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด