Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ 1310 เข้าห้องโถงมรรคาสวรรค์อีกครั้ง

Now you are reading Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ Chapter 1310 เข้าห้องโถงมรรคาสวรรค์อีกครั้ง at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

“นายน้อย เรื่องนี้… จะปล่อยไปเช่นนี้จริงๆ หรือ”

ออกจากเขาฝนดาวตกมาไม่ทันไร หวั่นอินก็เอ่ยปากอย่างอดไม่ได้

ในการต่อสู้ครั้งนี้ สองพี่น้องเหยียนซาน เหยียนไห่แทบถูกฆ่าสิ้น ส่วนคนอื่นก็ล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส เรียกได้ว่าแพ้ยับเยิน

สายตาของคนอื่นก็มองมาที่เซ่าเฮ่า

ในความคิดของพวกเขา ด้วยรากฐานพลังกับพลังต่อสู้ของเซ่าเฮ่า ไม่เห็นต้องก้มหัวนบนอบขอโทษหลินสวินเช่นนั้นเลย!

เซ่าเฮ่าเงียบไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “หวั่นอิน เจ้าติดตามข้างกายข้ามานาน วันนี้กระทำการแทนข้าโดยพลการ ข้าไม่โทษเจ้า แต่ข้าไม่อยากให้มีคราวหน้าอีก”

พริบตานั้นดวงหน้างามของหวั่นอินก็ซีดเผือด

นางยังไม่เคยเห็นองค์ชายโกรธขนาดนี้!

“องค์ชาย แม่นางหวั่นอินคิดจะช่วยท่านเอาหนอนกินเทพกลับมา”

ไป๋เฉียนเอ่ย

“หนอนกินเทพ…”

เซ่าเฮ่าหัวเราะเย้ยหยันตัวเอง “เผ่าจักรพรรดิเร้นดาราถูกทำลายไปนานแล้ว ยังต้องมีหนอนเทพพิทักษ์เผ่าอะไรอีก ยิ่งไปกว่านั้นหลินสวินได้หนอนกินเทพไปก็เป็นศุภโชคของเขา ทำไมข้าจะต้องไปชิงของดีของผู้อื่นเล่า”

เขาหยุดไป จากนั้นก็เอ่ยทอดถอนใจว่า “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ารู้สึกไม่ยินยอม คิดว่าข้าไม่ควรไปขอโทษหลินสวิน แต่ต่อไปพวกเจ้าก็จะเข้าใจ…”

“อย่างน้อยเมื่อการต่อสู้แห่งเก้าดินแดนมาเยือนก็จะพบว่า ในบรรดาคนยุคปัจจุบันที่สามารถช่วยพวกเราทำการใหญ่ได้ หลินสวินเป็นคนที่ควรค่าแก่การดึงมาเป็นพวกมากที่สุด!”

พวกหวั่นอินต่างอึ้งไป เทพมารหลินผู้นี้มีดีอะไรถึงได้รับความสำคัญจากองค์ชายเช่นนี้

……

‘นายท่าน มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องบอกท่าน’

ระหว่างทางที่หลินสวินกลับเขาฝนดาวตก จู่ๆ เสี่ยวอิ๋นที่ทำสมาธิอยู่ในห้วงนิมิตมาโดยตลอดก็เอ่ยปาก

‘ทำไมหรือ’

‘เซ่าเฮ่าผู้นั้นเคยใช้วิชาเร้นดาราควบคุมหนอนลองพูดคุยกับข้า’

เสี่ยวอิ๋นกล่าว

หลินสวินนัยน์ตาหดรัดลง ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สังเกตเลยสักนิด

เสี่ยวอิ๋นเอ่ยว่า ‘แต่ถูกข้าปฏิเสธไปแล้ว ข้าไม่รู้ว่าเขามีเจตนาอะไรกันแน่ เจตนาดีหรือเจตนาร้าย ขอให้นายท่านระวังด้วย’

หลินสวินพยักหน้า

เซ่าเฮ่าทำเรื่องลับหลังเช่นนี้เสียได้ เขาไม่กังวลว่าจะถูกตนล่วงรู้เข้าหรือ

‘นายท่าน แม้บรรพบุรุษเผ่าหนอนกินเทพของข้าจะรับใช้เผ่าจักรพรรดิเร้นดารามาตลอด แต่ข้าไม่เหมือนกัน’

เสี่ยวอิ๋นกล่าวต่อ ‘ไม่ว่าเป็นใคร ถ้าให้ข้าหักหลัง ถึงตายก็ไม่ยอมแน่’

หลินสวินรู้สึกซาบซึ้งใจ กล่าวว่า ‘ไม่ต้องพูดถึงเรื่องพวกนี้ เซ่าเฮ่าอาจจะมีแผนการของเขา แต่ถ้าคิดจะให้ข้ามอบเจ้าไปล่ะก็ ไม่มีทางเด็ดขาด’

เสี่ยวอิ๋นเหมือนยกภูเขาออกจากอก ‘เช่นนั้นข้าก็วางใจแล้ว’

หลินสวินพลันหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ตอนนี้ถึงรู้ว่าที่แท้เจ้าหมอนี่กังวลว่าตนจะขายมันไปอยู่ตลอด

“พี่หลิน ข้าสองคนก็ต้องลาแล้ว”

เมื่อหลินสวินกลับมายังที่นั่ง ราชันเผิงปีกทองน้อยก็ลุกขึ้นเอ่ยปาก

“เอ่อ เจ้าสองคนมาเขาฝนดาวตกคราวนี้ไม่ใช่อยากแลกเปลี่ยนวิถียุทธ์กับข้าหรอกหรือ”

หลินสวินอึ้งไป

“เจ้าคิดว่าพวกเราโง่หรือไง”

หยวนฝ่าเทียนน้ำเสียงแข็งกระด้าง “ประลองกับเจ้าจะไม่ถูกทรมานแย่หรือ ข้าไม่ใช่พวกชอบโดนทรมานเสียหน่อย จะสู้ทำไม”

ความจริงแล้วเขาไม่ยินยอมนัก เรื่องในตอนนั้นยังปล่อยวางไม่ได้ แต่สถานการณ์ไม่เป็นใจ ทำให้เขาต้องล้มเลิกแผนหาเรื่องหลินสวินอย่างช่วยไม่ได้

“เรื่องตอนนั้นผู้อาวุโสที่อยู่ข้างกายเจ้าก็เข้าใจแล้ว เคล็ดวิชาร่างอริยะเก้าพิสุทธิ์ไม่ใช่ข้าไปแย่งชิงมา แต่เป็นผู้อาวุโสผู้นั้นมอบให้ต่างหาก”

หลินสวินกล่าวอธิบาย

หยวนฝ่าเทียนสีหน้าแปรผันไม่ว่างเว้นไปครู่หนึ่ง ในที่สุดก็เอ่ยอย่างจนใจว่า “ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าข้าจะมาพูดกับเจ้าดีๆ ได้หรือ”

หลินสวินยิ้มพูด “ดังนั้นเจ้าไม่ควรแค้นข้าถึงจะถูก”

หยวนฝ่าเทียนแค่นหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ต่อให้แค้นเจ้าก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ใครให้ข้ารู้ตัวว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้ากัน แต่จะว่าไปเจ้าได้รับเคล็ดวิชาร่างอริยะเก้าพิสุทธิ์ไป เกรงว่ากระทั่งตอนนี้คงยังดูวิธีฝึกฝนที่อยู่ในนั้นไม่ออกกระมัง”

พูดถึงตรงนี้เขาออกจะได้ใจอย่างห้ามไม่อยู่

หลินสวินเอ่ยอย่างจริงใจว่า “ก็จริง คราวนี้ได้พบพี่หยวนพอดีเลย ไม่ทราบว่าจะชี้แนะข้าสักหน่อยได้ไหม”

หยวนฝ่าเทียนตะลึง ออกจะงุนงง คล้ายคิดไม่ถึงว่าหลินสวินจะมีความคิดเช่นนี้ได้

“ข้า…”

เขากำลังจะพูดอะไรก็ถูกหลินสวินจับไหล่ไว้ แล้วเอ่ยว่า “มาๆๆ พวกเราเหล้าก็ดื่มกันมาแล้ว ความเข้าใจผิดก็คลี่คลายแล้ว ถือโอกาสนี้นั่งถกเรื่องมรรคกันไม่ดีหรือ”

“แต่…”

หยวนฝ่าเทียนยังดิ้นรน ก็ถูกอาหลู่กับเจ้าคางคกยิ้มตาหยีเข้าประชิด เอ่ยเชิญอย่างกระตือรือร้น

“โธ่ พี่หยวน ทำไมต้องเห็นเป็นคนอื่นไกล นี่ดูถูกพวกเราพี่น้องหรือ”

“บรรพบุรุษเผ่าวานรจมูกเชิดเป็นมหาอริยะที่มีฉายา ‘นภามัว’ ผู้หนึ่ง ลือกันว่าต่อมายังได้บรรลุระดับจักรพรรดิ มีชื่อสะเทือนเหล่าเทพธรรมบาล พวกข้าก็เคารพถึงที่สุด ไม่สู้พี่หยวนเล่าความลับบางอย่างให้พวกเราฟังดีๆ ไม่ดีกว่าหรือ”

ภายใต้การต้อนรับอย่างกระตือรือร้นหาใดเทียบ ตัวหยวนฝ่าเทียนสับสนงงงวย มึนหัวไปหมด

รู้ดีว่านี่ก็เหมือนลงเรือโจร แต่กลับปฏิเสธไม่ได้อยู่ดี

พอราชันเผิงปีกทองน้อยเห็นภาพเหล่านี้ก็สูดหายใจหนาวสะท้านอย่างห้ามไม่ได้ เจ้าพวกนี้ เพื่อให้ได้วิธีฝึกฝนเคล็ดวิชาร่างอริยะเก้าพิสุทธิ์มา ช่าง… ไร้ยางอายเกินไปแล้ว!

น่าสงสารหยวนฝ่าเทียน คนร้ายกาจพยศโอหังปานไหน ตอนนี้กลับทำอะไรไม่ถูก ไม่มีแรงตั้งกระบวนท่า…

สุดท้ายผ่านไปหลายชั่วยาม หยวนฝ่าเทียนกับราชันเผิงปีกทองน้อยก็ออกจากเขาฝนดาวตก ประหนึ่งหนีเอาชีวิตรอด

“เจ้าจะเผยแพร่วิชาลับของเผ่าเจ้าแบบนี้จริงๆ หรือ”

ระหว่างทางราชันเผิงปีกทองน้อยสีหน้าหมดคำพูด

วิชาร่างอริยะเก้าพิสุทธิ์ เคล็ดวิชานี้เป็นถึงมรดกชั้นยอดที่สะท้านตระการตาในยุคบรรพกาล

ตามที่ราชันเผิงปีกทองน้อยรู้ วิชานี้เป็นวิชาที่บรรพบุรุษเผ่าวานรจมูกเชิดได้มาจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ ที่มาที่ไปลึกลับกว่าที่ร่ำลือกันในโลกมากนัก!

“เจ้าพูดผิดแล้ว หลินสวินนั่นเดิมทีก็ได้มรดกสมบูรณ์ไปนานแล้ว ส่วนข้าก็แค่บอกเขาว่าควรจะฝึกวิชานี้อย่างไร”

ตอนนี้หยวนฝ่าเทียนกลับมาเยือกเย็นลงแล้ว ไม่มีแววเศร้าซึมหรือเสียใจแต่อย่างใด กลับออกจะได้ใจเสียด้วยซ้ำ

“เจ้ายังดีใจได้หรือนี่”

ราชันเผิงปีกทองน้อยงุนงง รู้สึกว่าเจ้าหมอนี่โดนลาเตะสมองจนโง่ไปแล้วหรือเปล่า ทำไมถึงดีใจได้อีก

“ราชันเผิงน้อย หรือเจ้าไม่เคยได้ยินเรื่องเคราะห์มรรคตัดขาด”

หยวนฝ่าเทียนเอ่ยเนิบๆ “ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ยังไม่เคยมีผู้ใดฝึกมรรคาทั้งสามคือหลอมปราณ หลอมกายและฝึกจิตพร้อมกันได้ หาไม่แล้วจะต้องประสบเคราะห์ก่อนบรรลุอริยะ”

“ถ้าเขาหลินสวินกล้าลอง รังแต่จะชักนำไฟมาสู่ตน ทำลายมรรคเสียเอง!”

ราชันเผิงปีกทองน้อยถึงเข้าใจในทันใด มองหยวนฝ่าเทียนอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้แล้วพูดว่า “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะวางอุบายเก่ง”

หยวนฝ่าเทียนส่ายหัว “ข้าจะไปกล้าวางอุบายกับเจ้าคนร้ายกาจคนนี้ได้อย่างไร เขาต้องรู้ข้อเสียของการทำเช่นนี้อยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะกล้าลองจริงๆ หรือเปล่า”

“ข้ากลับสงสัยว่าในเมื่อหลินสวินทำแบบนี้ก็ต้องเตรียมตัวไว้แล้ว อย่าลืมสิ ที่นี่คือแดนมกุฎไม่ใช่ดินแดนรกร้างโบราณ อีกทั้งยังเป็นมหายุคที่ไม่เคยมีมาก่อนครั้งหนึ่ง ทุกอย่างล้วนเป็นไปได้ทั้งนั้น!”

ราชันเผิงปีกทองน้อยพึมพำว่า “ถ้าหลินสวินบำเพ็ญเพียรทั้งสามสายพร้อมกันและล้วนบรรลุขอบเขตมกุฎ ทั้งโชคดีข้ามเคราะห์มรรคตัดขาดไปได้ เช่นนั้นตอนเขาบรรลุอริยะ… จะน่ากลัวปานไหน”

หยวนฝ่าเทียนอึ้งไป จากนั้นก็ตะลึงพรึงเพริด สีหน้าปนเปไปด้วยความรู้สึกต่างๆ “นี่ก็พูดยากแล้ว แต่จากที่ข้าเห็น ความหวังของเขาริบหรี่จนแทบไม่มี ถึงอย่างไรแต่ก่อนก็ไม่เคยมีตัวอย่างแบบนี้มาก่อน!”

ราชันเผิงปีกทองน้อยก็พยักหน้า

เพียงแต่ทั้งสองคนต่างไม่รู้ว่า ก่อนหน้านี้นานมาแล้ว จักรพรรดิสงครามลักษณ์เทพเคยเห็นตัวอย่างเช่นนี้ในทางเดินโบราณฟ้าดารา!

……

“พี่ใหญ่ เห็นได้ชัดว่าหยวนฝ่าเทียนคนนี้มองไว้ว่าเจ้าไม่กล้าฝึกมรรคาสามสายไปพร้อมๆ กัน ถึงได้บอกวิธีฝึกออกมาอย่างได้ใจแบบนี้”

บนเขาฝนดาวตก เจ้าคางคกเอ่ยปาก นกทมิฬกับอาหลู่ล้วนเห็นด้วย

“แบบนี้ไม่ยิ่งดีหรือ”

หลินสวินยิ้มพูด “ถ้าเขาไม่คิดแบบนี้ เกรงว่าคงไม่บอกความลับในการฝึกเหล่านี้ออกมาแต่โดยดี”

พวกเจ้าคางคกครุ่นคิดแล้วยิ้มขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ นี่อาจจะเรียกว่าคนมีเจตนาวางอุบายคนไร้เจตนา ประจวบเหมาะพอดี!

“พี่ใหญ่ เจ้าคิดจะหลอมกายจริงหรือ”

พวกเจ้าคางคกเป็นกังวลอยู่บ้าง

แววตาหลินสวินลึกล้ำ

คืนเดียวกันนั้น หลินสวินที่ทำสมาธิอยู่เข้าสู่ห้องโถงมรรคาสวรรค์อีกครั้งหลังจากห่างหายไปหลายปี!

ย้อนคิดถึงตอนนั้น เขาเริ่มจากการเป็นนักสลักวิญญาณฝึกหัดอ่อนปวกเปียกคนหนึ่ง ผ่านการทดสอบของห้องโถงมรรคาสวรรค์ครั้งแล้วครั้งครั้งเล่าถึงมีพลังแปรเปลี่ยนผงาดง้ำขึ้นมา

และตอนนี้ยามเข้าสู่ประตูนี้อีกครั้ง เขาก็บรรลุขอบเขตมกุฎราชันที่เหยียบย่างบนมรรคาอมตะแล้ว เทียบกับตอนนั้นเหมือนต่างกันราวฟ้ากับดิน!

เพราะพร้อมๆ กับการฝึกปราณที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เห็นความยิ่งใหญ่ของฟ้าดินและความรุ่งโรจน์เสื่อมถอยของเรื่องราวในโลกมากมาย เขาถึงยิ่งเข้าใจว่าห้องโถงมรรคาสวรรค์ยอดเยี่ยมปานไหน

ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่หญิงสาวลึกลับที่เร้นกายอยู่ในห้องโถงมรรคาสวรรค์ผู้นั้น จวบจนตอนนี้ก็ยังทำให้หลินสวินเคารพนับถือ!

วู้ม!

พื้นที่อันคุ้นเคย ทางเดินเมฆาหยกที่คุ้นเคย ทิวทัศน์ภาพแล้วภาพเล่าปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้งดังเก่าก่อน

เมื่อเหยียบย่างลงบนทางเดินเมฆาหยก หลินสวินก็นึกย้อนถึงเศษเสี้ยวความทรงจำตอนนั้นในขณะที่เดินหน้าไปตลอดทาง

ตอนเข้ามาครั้งแรก ผ่านการทดสอบรอยสลักเวทเรืองแสง ครอบครองเคล็ดเวทบริกรรม

เข้ามาครั้งที่สอง ผ่านการทดสอบ ‘น้ำตกพันขั้น’ ของสมรภูมิรอยสลักวิญญาณ ได้รับมรดกวิชาหลุมดำกลืนกินกับครึ่งแรกของหกกระบวนเฉือนวัฏจักรฟ้า

เข้ามาครั้งที่สาม ผ่านการทดสอบดินแดนลี้ลับแห่งสมรภูมิร้อยศึก ได้รับชิ้นส่วน ‘ผนึกโบราณสะเทือนสวรรค์’ หนึ่งในเก้าสมบัติวิญญาณแห่งธรรมชาติ หยั่งรู้เคล็ดวิชาเก้าหมัดสะเทือนสวรรค์จากตรงนี้

เข้ามาครั้งที่สี่ หลินสวินถูกเคลื่อนย้ายไปที่ ‘แดนวิญญาณโบราณ’ และในที่แห่งนั้นทำให้หลินสวินได้รับดาบหัก หนอนกินเทพ สมบัติลับราหู น้ำเต้าหลอมวิญญาณที่บรรจุเลือดม่วงไว้หนึ่งหยด… สิ่งที่เก็บเกี่ยวมาได้มีมากมายนัก

เข้ามาครั้งที่ห้า ได้รับเคล็ดวิชาตัดวิถี…

เข้ามาครั้งที่หก ได้รับหกกระบวนเฉือนวัฏจักรฟ้าที่สมบูรณ์…

……

ตอนนี้ด่านบนทางเดินเมฆาหยกถูกฝ่าจนหมดแล้ว หลินสวินก้าวเดินไปข้างหน้า ประตูราวเชื่อมสวรรค์ที่อยู่ปลายสุดทางเดินเมฆาหยกบานนั้นก็ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นในครรลองสายตา

ประตูนี้สูงตระหง่านเทียมฟ้า อบอวลไปด้วยกลิ่นอายเก่าแก่หนาแน่น มองดูไกลๆ คล้ายประตูใหญ่ค้ำฟ้าบานหนึ่ง ทำให้คนดูเล็กจ้อยผิดธรรมดา

พอหยุดอยู่เบื้องหน้าก็เหมือนมดกำลังแหงนมองภูเขาสูง!

“ไม่ได้เจอกันหลายปี เจ้าบรรลุอมตะเคราะห์ด่านเจ็ดแล้ว ดูท่าตอนเจ้าอยู่ในแดนมกุฎจะไม่ได้เสียเวลาเปล่า”

ทันใดนั้น เสียงใสเย็นคลุมเครือเลื่อนลอยเสียงหนึ่งดังขึ้น

หลินสวินเงยหน้าขึ้นทันควัน ตอนนี้ถึงเห็นว่าเงาร่างงามอันคุ้นเคยนั้นนั่งขัดสมาธิอยู่กลางเงามืดหน้าประตูเชื่อมสวรรค์นั่น

——

Related

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด