Half Line ข้ามเส้นนี้ไป ระวังตกหลุมรัก 177

Now you are reading Half Line ข้ามเส้นนี้ไป ระวังตกหลุมรัก Chapter 177 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

รอบด้านมืดมิดลง แสงจากภายนอกซึ่งแทบจะเป็นสีเทาซีดลอดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างบานเล็กซึ่งเจาะติดไว้ใกล้ๆ เพดาน ‘ครืนนน’ เสียงฟ้าร้องดังขึ้นจากไกลๆ จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝน

ดูเหมือนว่าฝนไล่ช้างกำลังตก มูคยอมเงี่ยหูฟังเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ด้านนอกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงประทับริมฝีปากลงบนแก้มของฮาจุน อีกฝ่ายกระซิบพร้อมกับเริ่มขยับเอวอย่างไร้ซึ่งความกังวลใดๆ

“สงสัยจะไฟดับน่ะ”

ถึงแม้สนามฝึกจะไฟดับแต่ด้านนอกก็ยังเงียบสงัด ไม่ได้ยินพวกเสียงพูดคุยหรือเสียงฝีเท้าของคนที่จะทำให้ไฟกลับมาติดอีกครั้งเลย มีเพียงเสียงหายใจกับเสียงครวญคราง เสียงกระซิบ และเสียงเนื้อกระทบกันอย่างเฉอะแฉะของคนทั้งสองคนเท่านั้น

ฮาจุนค่อยๆ ปรือตาปิดลง เขารู้สึกราวกับถูกขังไว้กับมูคยอมในที่ที่เป็นเหมือนกับถ้ำลึกซึ่งอยู่ห่างไกลจากโลกภายนอก

เวลาหนึ่งวันที่ได้รับมาเป็นวันหยุดสั้นๆ หลังจบการแข่งขัน ดูเหมือนว่าสนามฝึกซ้อมซึ่งเงียบสงบลงจะกลายมาเป็นโลกที่มีเพียงพวกเขาสองคนเท่านั้น

* * *

เสียงกริ่งดังขึ้นเป็นการบอกว่ามีแขกมาเยือน

ฮาจุนรีบออกไปรับ บ้านถูกสร้างขึ้นเป็นแบบดั้งเดิม ประตูใหญ่จึงอยู่ห่างจากตัวคฤหาสน์ ปกติเป็นเส้นทางที่ใช้รถขับไปมาจึงไม่ได้ใส่ใจนัก แต่แขกในวันนี้กลับตัดสินใจว่าจะปั่นจักรยานมาเสียอย่างนั้น

ภาพของชายหนุ่มที่กำลังปั่นจักรยานใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว ฮาจุนโบกมือ ชายหนุ่มลงมายืนพลางกะพริบตาราวกับไม่อยากจะเชื่อพร้อมกับลดเสียงลงถาม

“ฉัน เข้าไปได้จริงๆ เหรอ”

“แหงอยู่แล้ว”

“ฉันเอาอันนี้มาเป็นของขวัญ จะโอเคใช่ไหม”

“เอาอะไรมาอีกล่ะเนี่ย บอกให้มาแบบสบายๆ ไง”

อู่เฉินกลอกตาแล้วเข้าไปในบ้านตามหลังฮาจุน มูคยอมซึ่งออกมาอยู่ตรงห้องรับแขกลุกขึ้นยืน

“เชิญเข้ามาเลยครับ อู่เฉิน ยินดีต้อนรับ”

อู่เฉินตาเป็นประกาย จากนั้นก็ก้มหัวลงแล้วเงยกลับขึ้นมา

“คิม! ขอบคุณจริงๆ นะครับที่ชวนมา ตัวผมเป็นแฟนคลับกรีนฟอร์ดมาตั้งแต่สิบขวบ แล้วก็เชียร์คิมมาตั้งแต่สมัยอยู่โดเวอร์ครับ! ผมได้แต่นึกเสียใจที่ไม่ได้เห็นคิมสมัยหนุ่มๆ เพราะตัวเองไม่ใช่คนเกาหลี วันนี้จุนบอกว่าจะให้ดูแฟ้มรวบรวมข้อมูลสมัยก่อนด้วย ผมก็เลยมาแบบคาดหวังสุดๆ ไปเลยครับ!”

อู่เฉินพ่นคำพูดฉอดๆ ออกมาราวกับเตรียมเอาไว้ โดยไม่เว้นจังหวะจะให้มูคยอมได้ตอบ จากนั้นก็ยื่นถุงกระดาษที่ถืออยู่ให้

“นี่เป็นของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ครับ ผมรู้สึกว่าถึงจะซื้อของแพงๆ โดยวัดจากเกณฑ์ของผมมาให้ก็คงไม่มีความหมาย เลยเอาชาที่พ่อแม่ส่งมาให้มาฝากครับ ชาทำมาจากพุทรา มะกล่ำตาหนู แล้วก็ถั่วเขียว ดีต่อสุขภาพนะครับ อันที่จริง… เดิมทีมันเป็นของขวัญที่ทำขึ้นให้คู่แต่งงานใหม่ มีความหมายว่าจากนี้ไปก็ขอให้ใช้ชีวิตอย่างดีมีความสุขน่ะครับ แต่ก็ช่วยรับไปแบบนึกถึงแค่ความหมายของมันก็พอครับ”

มูคยอมซึ่งรับถุงไปแล้วฟังคำพูดของอู่เฉินนิ่งๆ กลับขมวดคิ้วขึ้นมา จากนั้นก็ย้อนถามสิ่งที่พูดเพื่อยืนยัน

“คู่แต่งงานใหม่เหรอ”

“ครับ ฮ่าๆ ไม่ต้องคิดถึงส่วนนั้นหรอกครับ พอดีผมคิดว่าให้เป็นของขวัญในการมาเยี่ยมบ้านครั้งแรกก็น่าจะโอเคน่ะ”

“คู่แต่งงานใหม่”

มูคยอมทวนคำพูดนั้นซ้ำอย่างจริงจังพร้อมกับพยักหน้าแล้วบีบไหล่ของ

อู่เฉินแน่น

“อู่เฉิน คุณเป็นคนที่ประเสริฐจริงๆ ครับ คิดซะว่าเป็นบ้านของตัวเอง พักผ่อนให้สบายใจแล้วค่อยกลับนะครับ”

ถึงแม้ไม่รู้เหตุผลที่ตัวเองได้รับคำชม แต่อู่เฉินก็เพียงแค่ทำตาเป็นประกายด้วยความประทับใจอย่างสุดซึ้งกับความจริงที่ว่ามูคยอมพูดคุยกับตัวเองเป็นอย่างดี

“ถ้างั้น… อันนี้ฉันจะไปต้มมาให้”

ฮาจุนมองดูคนทั้งสองพูดคุยกันไปคนละเรื่องแล้วเล็งจังหวะเหมาะเจาะหลบออกมาเพื่อไปยังห้องครัว แม้การทำอาหารจะเป็นเรื่องยาก แต่ถ้าแค่ต้มน้ำชา ไม่ว่าจะมากแค่ไหนเขาก็สามารถทำได้

ฮาจุนเพิ่งจะเข้ามาในครัวแต่แล้วมูคยอมก็รั้งฮาจุนไว้ จากนั้นก็แย่งของขวัญในมือเขาไปถือ

“มีแขกมาหาก็ไปเล่นด้วยกันสิ เดี๋ยวฉันจะต้มน้ำชาให้เอง”

“ได้เหรอ นายบอกว่าห้ามอยู่กันแค่สองคนไง”

“ก็แบบ… หมอนั่นก็ดูไม่แย่เท่าไร”

มูคยอมเบนสายตามองไปทางอื่นพร้อมกับลูบคอด้านหลังราวกับเขินอาย ฮาจุนหัวเราะคิกคักแล้วบีบแก้มของอีกฝ่ายที่พองขึ้นอย่างไม่จำเป็นเบาๆ

“ถ้างั้นฉัน… จะไปอยู่ในห้องฉันนะ”

“เข้าใจแล้ว”

ฮาจุนใช้ห้องหลากหลายห้องอย่างอิสระ แต่ห้องที่ฮาจุนเลือกที่จะเรียกว่า ‘ห้องของฉัน’ อย่างชี้ชัดคือห้องที่เป็นเหมือนกับห้องรับแขกและเป็นพื้นที่ทำงานอดิเรกของเขาเองด้วย แน่นอนว่าแฟ้มเก็บข้อมูลคิมมูคยอมที่เอามาจากโซลกับคอลเล็กชั่นยูนิฟอร์มย่อมถูกเก็บรวมกันไว้ในนั้น ทั้งยังมีอัลบั้มรูปสมัยเด็กของ

ฮาจุนซึ่งมูคยอมดูซ้ำๆ สองสามวันครั้ง และของที่ระลึกที่ซื้อมาจากสถานที่ท่องเที่ยวหรือสถานที่จัดการแข่งขันไกลๆ ด้วย

ฮาจุนชอบเก็บสะสมของเล็กๆ น้อยๆ โดยเริ่มจากแม็กเน็ตที่เอาไว้ติดประดับพวกแผ่นแม่เหล็ก ขยับขยายไปจนถึงพวกศิลปะขนาดเล็กจนตอนนี้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเยอะแล้ว ช่วงล่าสุดมานี้ก็สนใจจิ๊กซอว์จึงซื้อมาเก็บไว้สองสามอัน และเมื่อมีเวลาก็มักจะลองต่อมันดู

ในห้องของฮาจุนสมัยอยู่อะพาร์ตเมนต์ที่โซลไม่มีของพวกนั้นเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ในตอนแรกมูคยอมจึงรู้สึกว่าเกินคาดนิดหน่อย แต่ไม่นานก็เข้าใจเหตุผลนั้น เพราะตัวเขาเองก็รู้เป็นอย่างดีว่าการประดับตกแต่งของรอบตัวหรือเอาของเล่นมาเล่นโดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อหวังผลประโยชน์อะไร เป็นเรื่องที่สามารถทำได้เมื่อทั้งร่างกายและจิตใจมีความสุขสบาย

ฮาจุนเดินห่างออกไปพร้อมเส้นผมปลิวว่อน มูคยอมทอดสายตามองฮาจุนด้วยรอยยิ้มแล้วรีบเตรียมน้ำต้มชา เขาไม่ได้มีความกังวลอะไรเป็นพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อยากเพิ่มเวลาให้สองคนนั้นอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง

มูคยอมจัดชาที่ได้รับมาเป็นของขวัญกับครีมพายที่ฮาจุนชอบลงถาด

จากนั้นก็ถือมันเดินมาตามทางเดินแล้วเปิดประตูห้องออกเบาๆ ทั้งสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากันโดยไม่รับรู้ด้วยซ้ำว่ามูคยอมเปิดประตูเข้ามา และกำลังพูดคุยกันอย่างร่าเริงโดยมีแฟ้มรวบรวมข้อมูลวางคั่นกลางระหว่างทั้งคู่

“นี่เป็นตอนม. ต้น ข้อมูลตอนนี้ฉันเองก็แทบไม่มี มันเป็นช่วงที่เขาเพิ่งเริ่มจะได้รับความสนใจก็เลยยังไม่ได้ออกข่าวเยอะเท่าไร แต่เขามีชื่อเสียงในวงการฟุตบอลเกาหลีมากๆ เลยนะ ฉันดูคิมมูคยอมเล่นฟุตบอลแบบเกาะขอบสนามมาตั้งแต่ช่วงนี้แหละ ไม่ได้โกหกนะ ตอนดูครั้งแรกถึงกับตะลึงไปเลย”

“นายเป็นแฟนคลับที่ประสบความสำเร็จจริงๆ นะเนี่ย แถมยังเคยเป็นนักกีฬาอีก ก็น่าจะได้ดูในมุมของสถานการณ์จริงเลยไม่ใช่เหรอ ยังไงก็เถอะ รูปนี้ถ่ายออกมาได้ดีมาก รู้สึกว่าหน้าตาเขาแทบจะไม่ต่างกับตอนนี้เลยนะ”

“หน้าตาเหมือนเดิมแต่ตอนนี้ดูดื้อกว่าใช่ไหมล่ะ”

ฮาจุนกำลังยิ้ม มูคยอมจ้องฮาจุนที่มีท่าทีแบบนั้นไม่ละสายตาจากด้านนอกประตู

เพลินตาดี ถ้าบอกว่าตอนที่แสดงความรักพร้อมกับจูบเขา ฮาจุนน่ารักและนุ่มนิ่มแล้ว ในตอนเล่าเรื่องของคิมมูคยอมให้คนอื่นฟัง ฮาจุนก็น่ารักและเปล่งประกายไปอีกแบบ มูคยอมมองภาพลักษณ์ที่เหมือนกับดาวประกายพรึก ริมฝีปากของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มโดยไม่รู้ตัว

ถ้าพูดถึงความตะลึง เขาเองก็เคยรู้สึกแบบนั้นกับฮาจุนเหมือนกัน ตอนได้เห็นพวกแฟ้มรวบรวมข้อมูลที่จัดเรียงไว้ในห้องของฮาจุนเป็นครั้งแรก

จิตใจที่แท้จริงของอีกคนซึ่งกักเก็บเขาไว้ในฐานะคนสำคัญและเอาใจใส่กันมาเนิ่นนาน ก็พอจะเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่น่าตะลึงงันแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้มูคยอมตกใจอีกอย่างหนึ่งก็คือสิ่งของที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้สึกเจ้าตัว ซึ่งอีฮาจุนสร้างมันขึ้นโดยสั่งสมความรู้สึกของตัวเองทีละนิดมาเป็นเวลายาวนาน

ของพวกนี้ก้าวข้ามขอบเขตของความหลงใหลในตัวนักกีฬาที่ชอบ และเป็นส่วนหนึ่งในโลกที่ผู้ชายชื่ออีฮาจุนประกอบขึ้นมา… ตอนนั้นมูคยอมคิดแบบนั้น

‘เพราะอย่างนั้นก็ไม่แปลกที่จะอยากอวด’

ตอนนั้นมูคยอมถึงได้เคาะประตูก๊อกๆ ทั้งสองคนเงยหน้าขึ้นมาจากที่มัวแต่คุยกันจนไม่รับรู้อะไร ฮาจุนยิ้มกว้างพร้อมพูดทักมูคยอมอย่างยินดี

“กำลังคุยกันเรื่องนายเลย”

“ด่าฉันหรือเปล่า”

มูคยอมวางถาดลงบนโต๊ะแล้วนั่งลงข้างฮาจุน ฮาจุนที่เคยเล่านู่นนี่เสียงดังอย่างสนุกสนานตอนเขาไม่อยู่กลับปิดปากเงียบด้วยท่าทีขวยเขิน มูคยอมเลิกคิ้วขึ้น

“เหมือนตั้งหน้าตั้งตาเล่าอะไรไม่หยุดจนถึงเมื่อกี้เลยนี่ แต่ทำไมจู่ๆ ถึงไม่พูดอะไรเลยล่ะ ฉันออกไปดีไหม”

“พอจะเล่าเรื่องนายโดยที่นายอยู่ข้างๆ มันก็อายนิดหน่อย”

“ถึงได้บอกให้ฟังเรื่องที่ไม่รู้อย่างตอนนี้ยังไงล่ะ ถ้าคุยกันแบบให้ฉันนั่งอยู่ด้วยก็อาจจะมีเรื่องที่ไม่รู้หรือเคยรู้มาผิดจนถึงตอนนี้ก็ได้นะ ใช้โอกาสนี้อัปเดตซะสิ”

“…งั้นเหรอ”

คงคิดว่าคำพูดนั้นมีเหตุผล ฮาจุนจึงกระแอมสองสามทีแล้วเริ่มเล่าเรื่อง

มูคยอมให้อู่เฉินฟังอีกครั้ง ตอนแรกคงตะขิดตะขวงใจที่มูคยอมนั่งอยู่ข้างๆ นิดหน่อยจึงเหลือบมองมาเป็นครั้งคราว แต่ไม่นานทั้งสามคนก็พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างลื่นไหล

บางครั้งเมื่อมูคยอมเล่าเรื่องที่ไม่เคยพูดมาก่อนจนถึงตอนนี้ ฮาจุนก็จดจ้องมาด้วยดวงตาดำขลับอย่างใจจดใจจ่อเพราะเป็นเรื่องที่ตัวเองก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก สีหน้าของอีกคนน่ารักจนมูคยอมพูดๆ อยู่แล้วต้องหัวเราะออกมาเป็นบางครั้งทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องน่าขำอะไรเลย

เหมือนที่คนเขาพูดกันว่า น้ำที่เจิ่งนองคือน้ำเสีย มูคยอมคงต้องยอมรับแล้วว่า โลกที่มีกันแค่สองคนมันหวานซึ้งจนไม่สามารถสละให้อะไรได้เลยก็จริง

แต่บางทีก็จำเป็นจะต้องขยายรัศมีของโลกให้กว้างขึ้นเหมือนกัน เพราะเพียงแค่มีแขกมาหาที่บ้านคนเดียวก็ทำให้ได้เห็นอีฮาจุนผู้เต็มไปด้วยความน่ารักในมุมมองใหม่ และได้บอกเล่าเรื่องราวที่ไม่เคยพูดจนถึงตอนนี้ด้วย

ฮาจุนแสดงออกถึงความรักใคร่ที่มีต่อคิมมูคยอมออกมาหมดราวกับกางปีกและวันนี้ก็ดูเปล่งประกายเป็นพิเศษ มูคยอมมองฮาจุนพร้อมกับจารึกอีกหนึ่งบทเรียนลงในใจ

แฮปปี้นิวเยียร์

ถนนของลอนดอนในฤดูหนาวมักมีภาพลักษณ์ไร้สีสันและเงียบสงบ แต่เมื่อใกล้จะถึงปลายปีก็จะเต็มไปด้วยแสงสีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับคริสต์มาสและปีใหม่ที่ใกล้เข้ามา

สถานที่มีชื่อเสียงอย่างเช่นร้านค้าโดยรอบพิคคาดิลลี่ โคเวนต์การ์เด้น หรือถนนอ็อกซ์ฟอร์ด ต่างก็มีผู้คนมากมายมารวมตัวกัน และไม่ว่าที่ไหนก็ตกแต่งต้นไม้กับหลอดไฟระยิบระยับแสบตาไปหมดทุกที่ ผับกับคาเฟ่เล็กๆ ละแวกบ้านก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นและปล่อยบรรยากาศของสิ้นปีออกมาอย่างเต็มที่ ความผ่อนคลายฉายชัดให้เห็นบนใบหน้าของผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนเช่นกัน

ทว่า หากบอกว่าช่วงสิ้นปีของคนอังกฤษทั่วๆ ไป เป็นช่วงเวลาที่ได้เพลิดเพลินไปกับวันหยุดคริสต์มาสด้วยจิตใจที่ไม่ต้องรีบเร่งหลังใช้ชีวิตมาหมดทั้งหนึ่งปี ช่วงสิ้นปีสำหรับนักกีฬาฟุตบอลที่ลงแข่งในอังกฤษก็เป็นช่วงเวลาแห่งความเหนื่อยล้าและวุ่นวายมากที่สุดแล้ว

พรีเมียร์ลีกอังกฤษจะจัดการแข่งขันขึ้นสามวันครั้ง นับตั้งแต่วันที่ยี่สิบหกเดือนธันวาคมซึ่งเป็นวันถัดจากคริสต์มาส ไปจนถึงต้นเดือนมกราคม ต่างกับ

ลีกอื่นๆ ของยุโรปที่ได้หยุดพักผ่อนช่วงคริสต์มาสเช่นเดียวกันบุคคลทั่วไป มันคงจะเป็นช่วงเวลาอันแสนเบิกบานสำหรับผู้ชมที่พักผ่อนในวันหยุด แต่สำหรับเหล่านักกีฬา มันเป็นระยะเวลาที่ต้องฝ่าฟันตารางงานอันแน่นเอี้ยดที่สุดในหนึ่งปี และคงเพราะแบบนั้นจึงได้รับบาดเจ็บกันอยู่บ่อยๆ ด้วย

มูคยอมกับฮาจุนก็มัววิ่งวุ่นทำงานตามตารางจนไม่สามารถที่จะแบ่งเวลามาได้อีก ถึงอย่างนั้น ทั้งสองคนก็ไปเดทกันอย่างเรียบง่ายในที่ใกล้ๆ เป็นการฉลองที่ได้ใช้เวลาคริสต์มาสร่วมกัน

ในทีมจัดปาร์ตี้คริสต์มาสในสัปดาห์ที่สองของเดือนธันวาคมไปแล้วเรียบร้อย และกำลังเตรียมอีเวนต์เล็กๆ ให้สมาชิกทีมได้จับฉลากแลกเปลี่ยนกล่องของขวัญที่จัดเตรียมมาเพื่อส่งท้ายปี เป็นอีเวนต์ที่ทางกรีนฟอร์ดจัดขึ้นทุกปี

พอเป็นของขวัญที่พวกนักกีฬาขี้เล่นแลกเปลี่ยนกันแบบไม่เปิดเผยชื่อ จึงเป็นเรื่องธรรมดาหากจะมีของที่ทำให้คิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติว่า ‘จะให้ใช้เจ้านี่ที่ไหนกัน’ ถึงแม้จะมีของที่ไม่เลวแทรกอยู่บ้างก็ตาม การแข่งขันกันว่าจะใส่ของที่น่าตลกและ

ไร้สาระแบบไหนลงในกล่องของขวัญ เป็นพิธีส่งท้ายปีเล็กๆ น้อยๆ ของเหล่านักกีฬากรีนฟอร์ด

ทั้งสองคนตัดสินใจจองโรงแรมที่มีวิวสวยๆ เพื่อนอนค้างคืนในวันที่สามสิบเอ็ดธันวาคมที่จะมาถึง ตามคำยืนกรานของมูคยอมซึ่งบอกว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเอาวันหยุดมาให้ได้สักวันในสองวันนี้ ระหว่างคริสต์มาสกับปีใหม่ อย่างไรก็ตาม หนึ่งปีนี้ยังไม่ผ่านพ้นไป

“เร็วไปหน่อยแต่ก็แฮปปี้นิวเยียร์นะ”

เมื่อคำอวยพรเรียบง่ายของหัวหน้าโค้ชจบลง คนที่นั่งอยู่จึงพากันชนแก้วเบียร์อย่างพร้อมเพรียง ฮาจุนเองก็ยกแก้วขึ้นดื่มท่ามกลางผู้คนที่ซดเบียร์กันอึกๆ

คืนวันอันแสนยุ่ง แต่ถึงอย่างไรสิ้นปีก็คือสิ้นปี สตาฟของกรีนฟอร์ดตกลงว่าจะไปรวมตัวกันเพื่อส่งท้ายปี ทุกคนยังคงไม่สบายใจที่จะจัดปาร์ตี้อย่างครึกโครมจึงมานั่งดื่มเหล้าด้วยกันอย่างเรียบง่ายในผับใกล้ๆ นี้

เขามาลอนดอนได้ครบหนึ่งปีแล้ว ฮาจุนหัวเราะพร้อมกับพูดคุยกับผู้คนที่สนิทกันมากขึ้นในระหว่างนั้น เพราะไม่ได้นั่งดื่มด้วยกันแค่เพียงคนที่สนิทสนมกัน บรรยากาศจึงเคอะเขินนิดหน่อยในตอนแรก แต่ก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงเมื่อกรึ่มๆ ได้ที่

“ยังไงฉันก็คงจะถูกแฟนทิ้งแล้วละ”

เหล้าคงออกฤทธิ์แล้ว เทรนเนอร์คนหนึ่งจึงโอดครวญออกมาแบบนั้น

เมื่อเรื่องความรักถูกยกขึ้นมาพูด หลายๆ คนจึงให้ความสนใจคนคนนั้น

“ลินดาน่ะนะ ทำไมล่ะ กำลังไปได้สวยไม่ใช่เหรอ”

“เหมือนเป็นช่วงเบื่อๆ กัน พูดให้ถูกก็คือลินดากำลังเบื่อฉันแหละ แต่ฉันก็ยังชอบเธอดีอยู่”

“คบกันมานานแค่ไหนแล้วนะ”

“ประมาณเจ็ดเดือน”

แฮร์รี่กลืนมันฝรั่งทอดลงคอแล้วพูดเสริม

“เร็วหน่อยก็ในสามเดือน หรือไม่งั้นครึ่งปีก็ถึงช่วงนี้แล้วละ ช่วงประมาณหนึ่งปีก็แทบจะมั่นใจได้เลยว่าจะมีช่วงความรักจืดจางนี้แน่”

“ลองห่างกันหน่อยไม่ดีกว่าเหรอ ช่วงความรักจืดจางก็เหมือนกับชื่อมันนั่นแหละ มาถึงช่วงนี้ได้ก็เพราะว่าไม่มีความสดใหม่ไง”

“ลองไปเดทกันแบบตอนคบกันแรกๆ อีกครั้งดูไหม ลองรื้อฟื้นความรู้สึกที่ทำให้ใจเต้นดู”

เมื่อหลายคนต่างก็พยายามออกความเห็น เทรนเนอร์ที่เป็นคนยกเรื่องนี้มาพูดจึงถอนหายใจพลางคอตก

“ถ้าพูดถึงเดทตอนคบกันแรกๆ ตอนนี้ก็กำลังเดทแบบเดียวกันอยู่”

“…เพราะอย่างนั้นถึงได้รู้สึกเบื่อไม่ใช่หรือไงเล่า”

ฮาจุนฟังเรื่องราวแล้วถามแฮร์รี่ด้วยความลังเล

“ช่วงความรักจืดจางมันมาเร็วขนาดนั้นเลยเหรอครับ”

“โดยรวมแล้วก็เป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ ฉันมองว่าระยะเวลาที่คนเราจะคบกันแบบคงความกระชุ่มกระชวยไว้ได้ก็คือหนึ่งปีพอดี ยาวมากๆ เลยก็สองปี ฉันเองก็ไม่เคยพ้นหนึ่งปีเลยสักครั้ง พอถึงช่วงประมาณนั้น ทั้งฉันทั้งอีกคนก็จะเบื่อกันไปก่อน แบบว่า… รู้สึกได้ถึงความเบื่อหน่ายที่มีต่อกันน่ะ พวกที่คบกันไปจนแต่งงานได้คือพวกพระเจ้าอวยพร”

ถ้าสั้นก็หนึ่งปี ถ้ายาวก็สองปี…

ฮาจุนกลืนน้ำลายด้วยความคอแห้ง เขาลองนับวันเวลาด้วยมือที่ซุกอยู่ใต้โต๊ะโดยไม่ให้ใครรู้

ความสัมพันธ์ของพวกเขาไม่ได้เริ่มคบกันหลังพูดว่า ‘เรามาคบกันเถอะ’

แต่มูคยอมผู้ชื่นชอบการสร้างอีเวนต์ก็อยากจะกำหนด ‘วันที่หนึ่ง’ ขึ้นมา ถึงจะคลุมเครือ แต่ทั้งสองคนก็ตกลงว่าจะนับวันที่ฮาจุนดูการถ่ายทอดแล้วตกใจจึงไปหามูคยอมที่บ้าน เป็นวันแรกที่พวกเขาเริ่มคบหากัน

หากลองคำนวณตามนั้นก็เลยหนึ่งปีมาแล้ว เพราะมีแข่งในวันครบรอบหนึ่งปีพอดี วันนั้นหลังทำประตูได้ มูคยอมจึงทำท่าฉลองโดยถอดยูนิฟอร์มโยนทิ้งไป เปิดให้เห็นเสื้อตัวในเขียนไว้ว่า ‘1st Anniversary’ แล้วก็ได้รับใบเหลืองมาเป็นค่าตอบแทนเสียด้วย

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด