[LN] ใครกันที่เป็นคนตัดสินว่าผมมีเลิฟคอมเมดี้ในชีวิตจริงไม่ได้ 6

Now you are reading [LN] ใครกันที่เป็นคนตัดสินว่าผมมีเลิฟคอมเมดี้ในชีวิตจริงไม่ได้ Chapter 6 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

“…เพราะงั้นฉันก็เลยมาที่นี่เพราะอยากจะคุยกับเธอโดยทันทีน่ะ คิดว่าวันนี้เป็นยังไงบ้าง”

 

หลังจากเลิกเรียนในวันนั้น ณ ร้านแฮมเบอร์เกอร์ที่เดียวกับเมื่อวาน—ต่อจากนี้ขอเรียกว่า “ห้องประชุม M” จะถูกใช้เป็นสถานที่ในการพบปะนัดพบกับอุเอโนะฮาระ

 

เนื่องจากเรามาเร็วช่วงนี้ก็เลยยังไม่ค่อยมีลูกค้า อย่างดีสุดก็มีนักเรียนจากโรงเรียนอื่นมาติวหนังสือกับพนักงานออฟฟิศที่หยิบเอกสารออกมาเต็มโต๊ะเพื่อเตรียมประชุมเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสายตาคนอื่นมากนัก

 

ผมนั่งอยู่บนเก้าอี้เดียวกับเมื่อวานและเตรียมหยิบแท็บเล็ต PC ที่นำมาด้วย

 

อุเอโนะฮาระที่มาถึงก่อนหน้านี้กำลังจิ้มเลือกเฟลอร์รีด้วยใบหน้าที่ไร้อารมณ์ตามปกติ ข้างบนของถาดยังคงเป็นสรวงสวรรค์แห่งของหวาน

 

“…คือมีเรื่องที่อยากจะถามหน่อยน่ะ ถึงจะชอบของหวานแค่ไหนมันก็ควรมีจำกัดไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็อ้วนหรอก”

 

“ฉันเป็นคนที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนน่ะ ตั้งแต่ ป.6 หุ่นฉันมันก็เป็นงี้แหละ”

 

“อ่า จะว่ายังไงดี… เสียใจด้วยนะ”

 

“นั่นมันเซ็กชวลฮาราสเมนต์ชัดๆ กำลังจ้องไปที่ไหนอยู่กันยะ”

 

“ส-ส่วนสูงน่ะ ส่วนสูง”

 

อันตรายๆ ดันเผลอจ้องไปที่หน้าอกโดยไม่รู้ตัวซะได้

 

“อะแฮ่ม… ถ้างั้นมาเริ่มกันเลยเถอะ นี่ครับเอกสารของวันนี้”

 

ผมหยิบหนังสือเล่มเล็ก 8 หน้าออกมาเพื่อหลีกหนีสายตาเยือกเย็นของอุเอโนะฮาระ

 

“ไหนๆ แล้วประชุมเสร็จฉันส่งข้อมูลไปให้ด้วยละกัน ข้อมูลต้นฉบับจะถูกเก็บเอาไว้ในคลาวด์นะ ถ้าอยากจะดูอะไรก็เปิดดูทางออนไลน์ได้เลย ส่วนรหัสผ่านฉันจะส่งไปให้ทางสมาร์ตโฟนทีหลังเอง”

 

“…เลิฟคอมเมดี้นี่มันเริ่มต้นด้วยการทำอะไรแบบนี้เหรอ”

 

“เอ้าตรงนั้น! จากนี้ไปจะเป็นการประชุมแบบเอาจริงเอาจังกันแล้ว ถ้าเกิดมีความเห็นอะไรก็ช่วยยกมือขึ้นมาหลังจากชี้จุดที่ถามด้วย”

 

ผมส่งเอกสารไปให้อุเอโนะฮาระที่ดูไม่ค่อยมีกะจิตกะใจและเริ่มอธิบายต่อไป

 

“อย่างแรกเลย จุดประสงค์หลักของโปรเจกต์ฉัน—เลิฟคอมเมดี้ในโลกแห่งความเป็นจริงนั่นก็คือการสร้างเลิฟคอมเมดี้ให้เกิดขึ้นในชีวิตจริงตรงตามชื่อ ส่วนนิยามของเลิฟคอมดี้ก็เป็นไปตามที่บอกเมื่อวานว่าไม่ใช่แค่เรื่องราวความรักหวานๆ กับสาวงามเพียงอย่างเดียว แต่มันยังรวมไปถึงเรื่องราวของชีวิตวัยรุ่นด้วย”

 

ถ้าเกิดจะให้ยกตัวอย่างผลงานชิ้นเอก ก็ต้องเป็นเรื่องของเสือมือถือกับพระเอกสายพ่อศรีเรือนหน้าโหดที่ใช้ชีวิตในรั้วโรงเรียนไปกับเพื่อนร่วมชั้นอันแสนมีชีวิตชีวา [1] หรือว่าจะเป็นผลงานชิ้นเอกในตำนานอีกเรื่องของพระเอกผู้โดดเดี่ยวและไม่คบหาผู้คนที่แสวงหาความสัมพันธ์สุดพิเศษที่พูดสิ่งที่ต้องการออกมาจากหัวใจได้อย่างแท้จริง [2] ตอนฉากคริสต์มาสอีฟผมถึงกับร้องไห้ไปเป็น 100 รอบ และร้องอีก 1,000 รอบตอนฉากที่ความจริงเหล่านั้นถูกเปิดเผยให้กับนางเอกทั้งสอง ไม่อนุญาตให้คัดค้านใดๆ ทั้งนั้น

 

บางคนคงจะคิดสินะว่าเลิฟคอมเมดี้กระแสหลักนั้นเป็นแนวฮาเร็มสาวสวยไม่ก็เรื่องราวรักหวานๆ แต่เอาจริงๆ การจะผลิตเหล่านางเอกออกมาให้มีเอกลักษณ์และหลากหลายได้ในบางครั้งพวกเขาก็ต้องแหกกฎฟิสิกส์หรือว่ากฎหมายจนผมต้องร่ำไห้อยู่ในอก ผมก็แค่อยากจะอาศัยอยู่กับแฟนเก่า [3] แล้วก็ให้สาวสวยข้างห้องมาทำกับข้าวให้แท้ๆ… [4]

 

“ดังนั้นกิจกรรมหลักของเราจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การควบคุมผู้คนและสภาพแวดล้อมเพื่อให้กลายเป็นเรื่องราวอย่างนั้นให้ได้ ในส่วนของวิธีดำเนินการต่างๆ เราต้องรวบรวมข้อมูลและพยายามสร้างอีเวนต์ ตามทันใช่ไหม”

 

อุเอโนะฮาระพยักหน้าพร้อมกับถือเอกสารอยู่ในมือข้างหนึ่ง ดูเหมือนว่าเธอจะอ่านอย่างจริงจังอยู่

 

ผมเริ่มอธิบายต่อ

 

“แผนการนั้นจะถูกแบ่งแยกย่อยออกเป็นหลายเฟสขึ้นอยู่กับความคืบหน้า ในส่วนของตอนนี้จะเป็นเฟสแรก—เฟสคัดเลือกนักแสดง โดยเป้าหมายของเฟสนี้ก็คือการตามหานักแสดงที่จะมาเป็น ‘ตัวละครหลัก’ ในอนาคตและสร้างความสัมพันธ์ที่จะทำให้เลิฟคอมเมดี้ก่อตัวขึ้นได้”

 

ทุกวันนี้เองก็มีหลายเคสอยู่ที่ความสัมพันธ์อันดีของพระ-นางเริ่มต้นขึ้นมาจากเพื่อนสนิทที่ไว้วางใจได้ ถ้าเกิดจะให้ยกตัวอย่างผลงานดังๆ ก็ต้องเป็นเรื่องที่มีไอดอลของโรงเรียนฝั่งขาว(ชิโระ) และเพื่อนสมัยเด็กจอมเอาอกเอาใจฝั่งดำ(คุโระ) มาชอบพระเอก [5] ไม่ก็เรื่องที่พระเอกมีน้องสาวน่ารำคาญของเพื่อนสนิทกับลูกพี่ลูกน้องที่ไม่ค่อยเป็นมิตรมาหลงรัก [6]… ชิ! ไอ้เจ้าพวกพระเอกที่มีคนมารุมชอบแบบนี้มันจะน่าอิจฉาเกินไปแล้ว

 

น่าเสียด๊ายเสียดายสุดๆ ที่ผมไม่ได้มีมิตรสหายแบบนั้นมาตั้งแต่ตอนแรกเลย แถมบ้านผมก็ห่างไกลจากโรงเรียนมากจนถึงกับต้องข้ามภูเขา คนรู้จักก็ไม่มีสักคนเพราะไม่ได้อยู่ที่นี่มาตั้งแต่ ม.ต้น เรียกได้ว่าถ้าถามถึงความสัมพันธ์แล้วผมนั้นเริ่มต้นจากศูนย์แบบจริงๆ จังๆ เลยแหละนะ

 

นี่ ตรงนั้นเองอุเอโนะฮาระก็ได้ยกมือขึ้น เชื่อฟังดีจริงๆ เลยนะเธอเนี่ย

 

“ครับ คุณอุเอโนะฮาระ”

 

“ว่าแล้วนากาซากะนี่ไม่มีเพื่อนสินะ”

 

“…จะเอาเหรอฟะ แล้วไอ้ ‘ว่าแล้ว’ เนี่ยมันอะไรกันห๊ะ”

 

“นายไม่เห็นจำเป็นจะต้องตามหานักแสดงหรือว่าพูดจาอะไรเน่าขนลุกเลย ก็แค่หาเพื่อนไปตามปกติแล้วก็สร้างเลิฟคอมเมดี้กับพวกเขาไปก็พอแล้วนี่นา”

 

เฮ้ออออ~ ผมถอนหายใจเฮือกใหญ่ เนี่ยแหละน้าปัญหาจากความคิดตื้นๆ ของมือสมัครเล่น

 

“นี่เธอคิดจริงๆ รึไงว่าจะไปเล่นบทเลิฟคอมเมดี้กับเพื่อนทุกคนแบบไม่มีเงื่อนไขได้ ใช้สามัญสำนึกหน่อยได้ไหม สามัญสำนึก”

 

“…ไม่ต้องการให้คนขาดสามัญสำนึกมาบอกเรื่องสามัญสำนึกกับฉันหรอกนะ”

 

“ถ้าเกิดเป็นเลิฟคอมเมดี้แล้วไม่เข้าใจก็ลองแทนที่เป็นอย่างอื่นแล้วจินตนาการดูละกัน เพื่อนที่เธอได้รู้จักโดยบังเอิญหล่อสวยแบบนักแสดงในละครปะล่ะ? เธอคิดว่าจะไปมีความรักอันยิ่งใหญ่แบบในการ์ตูนตาหวานได้ปะล่ะ? นอกจากนี้… คนที่เธอเก็งเอาไว้ว่าอาจจะเป็นนางเอกในอนาคตจริงๆ แล้วเขาอาจจะซุกแฟนอยู่ก็ได้ ใช่ปะล่ะ?”

 

“…จะเอาอย่างนั้นก็ได้ อย่างแรกเลย หน้าตาของนากาซากะก็ไม่ได้ดูดีเลยนี่”

 

ตกลงนี่เธอจะเอาจริงๆ ใช่ไหม มันเป็นเรื่องจริงดังนั้นผมจะไม่พูดอะไร แต่อย่างน้อยก็ช่วยระวังๆ หน่อยสิ

 

“ฟังนะ มันมีสิ่งที่เรียกว่าความเข้ากันได้กับเลิฟคอมเมดี้อยู่ คนแบบนั้นน่ะจะแตกต่างจากตัวประกอบหรือว่าคนธรรมดา ถ้าเกิดเธอไม่อยากให้เรื่องราวดำเนินไปในแบบที่ไม่ได้ต้องการแล้วละก็ต้องเลือกคนที่จะมาเป็นจุดศูนย์กลางให้ดี”

 

ถ้าเกิดเป็นในไลท์โนเวลหรือมังงะอาจจะไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้เลยด้วยซ้ำ แต่ในชีวิตจริงนั้นคนเราก็มีหลากหลายประเภท ผมอาจจะโดนบอกว่า “เลิกพูดแบบนี้ในชีวิตจริงเถอะ ฉันไม่ชอบ” ตอนที่ผมพยายามพูดเลียนแบบพระเอก หรือโดนบอกว่า “งี่เง่าหรือเปล่า มาจริงจังกับเรื่องเล่นๆ แบบนี้” ตอนที่ผมพยายามจะทำให้งานโรงเรียนครื้นเครง หรือโดนบอกว่า “ถ้าเกิดไม่ตั้งใจเรียนกว่านี้อนาคตจะลำบากเอานะ” ตอนที่ผมพยายามจะวางแผนตอนไปทัศนศึกษา คิดว่าถ้าเป็นแบบนั้นผมจะเพลิดเพลินไปกับชีวิตวัยรุ่นได้ไหมล่ะ

 

“แล้วก็เรื่องที่แย่อีกอย่าง นั่นก็คือรอบๆ ตัวฉันนั้นไม่มีตัวละครแบบพิมพ์นิยมเลย เธอเองแม้แต่เพื่อนสมัยเด็กก็ยังไม่มีใช่ไหมล่ะ ไม่คิดเลยเหรอว่ามันน่าเศร้าน่ะ”

 

“เอ๊ะ? มีเพื่อนสมัยเด็กนี่มันอึดอัดจะตายไม่ใช่เหรอ ตามปกติถ้ามีคนมารู้อดีตตัวเองนายก็คงไม่ชอบหรอก”

 

อุเอโนะฮาระเลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วก็พูดออกมา      

 

“อ๊าโว้ย! เพราะงี้ฉันถึงยอมให้ไม่ได้กับพวกที่บอกว่าเพื่อนสมัยเด็กจะต้องพ่ายแพ้หรือว่าเป็นแค่ตัวเกะกะไง! เธอไม่ได้เข้าใจเลยถึงความหมายอันทรงคุณค่าของชีวิตประจำวันที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วเจอพวกเธอกำลังกินข้าวอยู่ในห้องนั่งเล่นด้วยใบหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาว ของขวัญที่เคยมอบให้ไว้ก็ถูกเก็บรักษาเป็นอย่างดี ตอนที่ถูกหัวโจกเด็กแกล้งก็สละตัวเข้ามาปกป้องเราอย่างเต็มที่พร้อมกับพูดว่า ‘ฉันจะปกป้องโคเฮย์คุงเอง!’ ทั้งๆ ที่ยังตัวสั่นไม่หยุด อา แต่กระแสแบบนั้นมันก็ได้หายไปหมดแล้วล่ะ ทำไมถึงได้หายไปล่ะ…”

 

“เอ่อ จู่ๆ ก็พูดเรื่องอะไรน่ะ…”

 

“ฟังให้ดี เพื่อนสมัยเด็กน่ะนับว่าเป็นบุคคลภายนอกที่ใกล้ชิดเรามากที่สุดนอกจากครอบครัวเลยนะ นี่เธอริบังอาจมาปฏิเสธตัวตนอันสุดแสนพิเศษแบบนั้นยังไงกันห๊ะ”

 

“เปล่าปฏิเสธซะหน่อย… พอฟังนายแล้วก็ดูเหมือนจะพอเข้าใจอยู่…ละมั้ง”

 

อาจจะเพราะถูกคำพูดที่มาจากจิตวิญญาณของผมกดดัน อุเอโนะฮาระจึงได้ตอบพร้อมๆ กับถอยร่นออกไป

 

เหอะ! ไอ้เจ้าคนธรรมดานี่! แค่ศึกษาคาแรกเตอร์ตัวละครให้ดีก็ไม่ยอมทำ ช่างน่าหนักอกหนักใจจริงๆ

 

“อย่างไรก็ตาม! พื้นที่รอบๆ ตัวฉันนั้นแทบจะไม่มีตัวละครแบบเลิฟคอมเมดี้อยู่เลย ดังนั้นหากฉันจะเลือกใครมาเป็นนักแสดงยิ่งต้องรัดกุมให้ดีๆ”

 

ฮ่า อุเอโนะฮาระถอนหายใจจากนั้นก็กอดอกแล้วก็พูดต่อ

 

“ถ้าเกิดเป็นงั้นก็แปลว่าต้องมานั่งตรวจสอบคุณสมบัติเพื่อน—อา… เข้าใจแล้ว เพราะงี้เลยต้องมี ‘นั่น’ ไว้สินะ”

 

อุเอโนะฮาระยกนิ้วขึ้นมาระหว่างพูดราวกับนึกอะไรบางอย่างได้

 

“ไม่เลวเลยนี่ ใช่แล้ว เพราะงี้แหละเราเลยต้องมี ‘บันทึกมิตรภาพ’ ”

 

บันทึกมิตรภาพของผมนั้นไม่ได้เป็นเพียงฐานข้อมูลส่วนบุคคลธรรมดา แต่มันยังเป็นเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลในการคัดเลือกตัวละครอีกต่อนึง

 

ผมแจงให้อุเอโนะฮาระเปิดดูเอกสารที่ผมมอบไปให้

 

“พวกข้อมูลของตัวเต็งฉันได้ใส่ไปในนั้นหมดแล้ว เธอเห็นในส่วนที่เขียนว่า ‘ความเหมาะสม’ นั่นไหม”

 

 “ไอ้ที่เขียนว่า A B นี่น่ะเหรอ”

 

 “นั่นล่ะ แรงก์พวกนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 5 แรงก์ตั้งแต่ E ถึง A และแบ่งแยกย่อยไปอีก 5 หมวด เช่น นิสัยและแนวโน้มพฤติกรรม ส่วน ‘ความเข้ากันได้กับเลิฟคอมเมดี้’ นั่นคือผลรวม ถ้าหากได้ B หรือสูงกว่าก็คือคนคนนั้นมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นตัวละครเลิฟคอมเมดี้ได้”

 

ในส่วนแรงก์ของอุเอโนะฮาระนั้นก็คือ C จริงอยู่ที่ว่าหน้าตาเธอดี แต่ในหมวดหมู่อื่นเธอก็ยังธรรมดา เรียกว่าไม่ได้ดีเด่แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่อะไร

 

ผมจิบเครื่องดื่มของตัวเองและกล่าวต่อไป

 

“ถึงอย่างนั้นก็ต้องขอบอกว่าเคียวนิชินั้นน่าประทับใจเลยทีเดียว…. นักเรียนที่มีคะแนนสูงมีมากกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลย เอาแค่ในห้องเรียนของฉันอย่างเดียวก็มีคนที่คาดหวังได้มากกว่าราวๆ ร้อยละ 30 แล้ว ดีจริงๆ ที่โรงเรียนนี้มีของสมกับชื่อ”

 

โรงเรียนมัธยมเคียวโคคุนิชิ (เคียวโกคุตะวันตก)—หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนามเคียวนิชินั้นเป็นโรงเรียนเก่าแก่ที่เปิดมาในฐานะโรงเรียนสตรีตั้งแต่สมัยยุคเมจิ หลังจากที่แปลงเป็นสหศึกษาในช่วงสมัยโชวะก็ได้มีชื่อเสียงในฐานะโรงเรียนเตรียมสอบที่มีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเป็นชั้นนำของจังหวัด

 

ในขณะเดียวกัน เคียวนิชิก็ยังมีความเลื่องชื่อในเรื่องของการจัดงานโรงเรียน

 

ด้วยความที่ทั้งให้อิสระและเปิดกว้าง เคารพสิทธิเสรีภาพของนักเรียน แถมสภานักเรียนยังดำเนินงานด้วยความกระตือรือร้นมายาวนาน งานโรงเรียนจึงถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่พวกเขาทุ่มเทเป็นอย่างมาก และเมื่อถึงวันเปิดงานโรงเรียนก็มีนักท่องเที่ยวเข้ามาอย่างล้นหลาม

 

สำหรับผมนั้นการจะมาโรงเรียนได้จำเป็นจะต้องข้ามผ่านภูเขามาเป็นลูกเลยทีเดียว… ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่มีโรงเรียนอื่นที่สภาพแวดล้อมดีกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้นผมจึงตัดสินใจมาเข้าโรงเรียนนี้แม้ว่ามันจะทำให้ผมลำบากขึ้นเล็กน้อย

 

“อ้าวเอ๊ะ? มีแรงก์ S อยู่ด้วยเหรอเนี่ย”

 

อุเอโนะฮาระที่กำลังพลิกกระดาษเอกสารอ่านกล่าว ดูแล้วน่าจะเป็นแผ่นของเธอคนนั้น

 

“แรงก์ S นั้นเป็นแรงก์พิเศษที่กำหนดไว้ให้สำหรับผู้ที่เหมาะสมจะเป็นนางเอกหลักเท่านั้น ส่วนแรงก์ A ผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตาม ‘ข้อกำหนดของนางเอก’ นั้นจะเป็นคนได้มันไป”

 

“หืม… แล้วจะประเมินยังไงเหรอ คงไม่ได้เขียนไปมั่วๆ หรอกใช่ไหมล่ะ”

 

“แน่อยู่แล้ว พอดีว่ามันละเอียดเกินไปฉันก็เลยไม่ได้ใส่ไปในเอกสารด้วย แต่ว่าหลักเกณฑ์การคำนวณนั้นจะเป็นอย่างนี้”

 

หลังจากฉายภาพออกมาบนจอแท็บเล็ต ผมก็พลิกมันและแสดงออกไปให้ดู

 

อุเอโนะฮาระลงมืออ่านผ่านๆ พร้อมกับเคี้ยวพายแอปเปิล… ทันใดนั้นปากของเธอก็ได้หยุดอย่างกะทันหันและใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ ตามด้วยพึมพัมออกมาด้วยท่าทางตกใจ

 

“…อะไรกันเนี่ย มีสูตรเขียนอยู่ในนี้เต็มไปหมดเลย”

 

“ใช่แล้ว ถูกประมวลออกมาเป็นตัวเลขอย่างดีเลยนะ ถ้าเกิดจะทำก็ต้องทำขนาดนี้สิมันถึงจะมีความหมาย”

 

“ทดสอบสมมติฐาน? จัดระดับความสำคัญ?”

 

“อ๊ะ ไม่จำเป็นต้องไปสนใจรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ นั่นก็ได้ คิดซะว่านี่เป็นการหาข้อมูลต่างๆ แล้วเอามาจัดอันดับเป็นตัวเลขก็พอแล้ว จากมุมมองของภาคสนามแล้วมันไม่ได้มีความจำเป็นหรอก”

 

แล้วมันก็ไร้ประโยชน์ด้วยยกเว้นว่าจะศึกษาไปจนเป็นมืออาชีพระดับหนึ่ง

 

“แล้วในส่วนหน้า 2 ของเอกสาร…มีอะไรเหรอ”

 

ในขณะที่กำลังจะพูดต่อไปข้างหน้า ผมก็ได้สังเกตเห็นอุเอโนะฮาระกำลังแข็งค้างอยู่ในท่าเดิม

 

 “…นี่ นายมีแหล่งข้อมูลเจ้าพวกนี้อยู่ใช่ไหม”

 

อุเอโนะฮาระเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง ผมลืมคำพูดอยู่ช่วงนึง แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ว่าไม่มีอะไรต้องปิดบังและพูดออกไปโดยไม่ลังเล

 

“ไม่ ทั้งหมดนี่เป็นออริจินัล”

 

“โกหกใช่ไหม? หมดนี่เนี่ยนะ?”

 

“ก็…มีตัวช่วยอยู่บ้างนิดหน่อยน่ะ แต่ส่วนใหญ่นั้นก็ได้มาจากความเหนื่อยยากนั่นแหละ”

 

มันเป็นเรื่องจริงแท้อย่างแท้จริง ไม่ได้มีคำข้อโกหกใดๆ

 

“หืม…”

 

อุเอโนะฮาระจ้องมาที่ผมด้วยดวงตาไร้อารมณ์

 

ดวงตาสีซีดนั้นราวกับสามารถจับจ้องทะลุเข้าไปในหัวใจจนทำให้ผมถึงกับเผลอใจฝ่อ

 

“อย่ามามองด้วยสายตาที่เร่าร้อนแบบนั้นสิ ดิเดี๋ยวก็ตกหลุมรักเข้าให้หรอก”

 

“ถึงจะเป็นมุกก็โคตรน่าขนลุก”

 

“อุก! กะไว้อยู่แล้ว ของแบบนี้ทำอะไรฮาร์ดบอยอย่างฉันไม่ได้หรอกนะ”

 

ดูเหมือนว่าคำพูดเหล่านี้มันจะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อเป็นเทพเจ้าหนุ่มหล่อจิโตเสะทั้งร่างกายและวิญญาณเท่านั้น ผมรู้ดีว่าสิ่งที่เหมาะสมกับผมก็คือท่าทางแบบพระเอกโอตาคุ ผมก็แค่อยากเข้าไปใกล้พระเจ้าให้ได้ขึ้นอีกสักนิด…

 

อะแฮ่ม หลังจากกระแอมแก้เขินไปหนึ่งที ผมก็ได้ดึงแท็บเล็ต PC กลับมาที่มือ

 

“…ดูเหมือนว่าจะออกนอกลู่นอกทางไปหน่อย ถึงแม้ว่าจะมีนักเรียนไม่กี่คน แต่ถ้าเกิดอยู่นานเกินไปมันก็เสี่ยงอยู่ดี กลับเข้าเรื่องกันเถอะ”

 

“ห้องประชุม M” แห่งนี้นั้น ถึงแม้ว่าจะตั้งอยู่ในทำเลหายากจากถนนหลักก็ตาม แต่มันก็ใช้เวลาเดินมาแค่ 15 นาทีจากโรงเรียน ถึงแม้ความน่าจะเป็นที่ได้พบกับคนรู้จักนั้นจะต่ำ แต่ก็ควรที่จะระมัดระวังเกี่ยวกับเนื้อหาของการประชุม

 

อุเอโนะฮาระหลับตาและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะยัดพายแอปเปิลเข้าปากอีกครั้ง

 

ส่วนผมก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้วพูดต่อไป

 

“อะ…โอ้ใช่แล้ว ตัวเต็งที่จับตาไว้อยู่ตอนนี้ก็คือสามคนนี้น่ะ ทุกคนทั้งหมดอยู่ในชั้นเรียนของฉันเอง”

 

เอาตรงๆ ที่เล็งไว้ก็มี “นางเอกหลัก” คุณคิโยซาโตะ “ตัวละครเพื่อนสนิท” โทคิวะ แล้วก็ “หนุ่มหล่อมากพรสวรรค์” โทริซาวะ

 

นอกจากนี้ก็ยังมีตัวเต็งอยู่อีกหลายคนอยู่ในชั้นเรียนอื่นๆ ในวันหนึ่งขอบเขตเป้าหมายมันต้องขยายไปทั่วทั้งโรงเรียนรวมไปถึงรุ่นพี่และรุ่นน้องให้ได้ แต่ก่อนอื่นนั้นจะต้องเริ่มจากห้องเรียนที่ตัวเองคุ้นเคยก่อนเป้นอันดับแรก

 

โอ้ อุเอโนะฮาระพูดอย่างไม่คาดฝัน

 

“ชายสองหญิงหนึ่งเหรอเนี่ย ฉันคิดว่านายจะทำให้มันเต็มไปด้วยผู้หญิงซะอีกนะนั่น”

 

“เลิกพูดโง่ๆ ได้แล้ว การได้แรงก์ S มามันไม่ได้ง่ายเลยนะ แถมฉันคงลำบากแย่ถ้าเกิดเหล่านางเอกมาอยู่ในห้องเดียวกันหมด คิดอย่างมีเหตุผลหน่อยสิ มีเหตุผล”

 

“ไอ้การยั่วยุนั่นชักทำให้ยัวะแล้วนะ”

 

หลังจากมองมาทางนี้อย่างตำหนิ อุเอโนะฮาระก็ได้กินพายแอปเปิลเสร็จและเช็ดปากด้วยกระดาษเช็ดปากบนโต๊ะ

 

“งั้นผู้หญิงคนนี้ก็เป็นคนที่นายเขียนจดหมายให้ใช่ไหมล่ะ”

 

“อื้ม เธอคนนี้แหละคือคนที่ฉันอยากจะคบด้วย นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันเลือกที่จะปรับเปลี่ยนห้องเรียนที่ได้ตัดสินใจไว้”

 

“…เอาจริงดิ”

 

ที่โรงเรียนของเรานั้น ห้องเรียนที่ได้มักจะถูกตัดสินด้วยการพิจารณาผลสอบเข้าและเส้นทางอาชีพที่ต้องการ

 

ถึงแม้ว่าจะมีแตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนที่ลงทะเบียนในปีนั้นและความชอบของพวกเขา แต่ตามปกติห้อง 1 ถึง 4 จะเป็นของสายศิลป์ ห้อง 5 ถึง 8 เป็นของสายวิทย์คณิต โดยในจำนวนนี้ห้อง 4 กับ 8 จะเป็นของผู้ที่อยากเข้ามหาวิทยาลัยเอกชน (‘ชิริสึไดกาคุ’ หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ‘ห้องชิริ’) ส่วนห้อง 1 กับ 5 จะเป็นห้องเรียนสำหรับผู้มีความเชี่ยวชาญที่ต้องการสอบเข้าโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนของรัฐ (รู้จักกันทั่วไปในชื่อ ‘ห้องอี’ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นตัวย่อของคำว่า ‘อาตามะอีคาราสุ’ ที่แปลว่าห้องเรียนหัวกะทิ)

 

ผมซึ่งได้รู้ระบบนี้อยู่แล้ว หลังจากที่ได้ตรวจสอบข้อมูลก่อนการลงทะเบียน ผมก็ได้พบว่าห้อง 4 ที่เป็นห้องเรียนสายศิลป์สำหรับผู้ต้องการเข้ามหาวิทยาลัยเอกชนนั้นเป็นห้องเรียนที่คุณคิโยซาโตะมีโอกาสได้เข้าไปอยู่มากที่สุด

 

“ถ้างั้นก็หมายความว่านายเลือกหลักสูตรที่ต้องการเพียงเพื่อให้ได้เข้าไปเรียนอยู่ห้องเดียวกับผู้หญิงที่กำลังตามหางั้นสิ… แล้วถ้าเกิดนายสอบเข้าไม่ได้จะว่าไงล่ะ”

 

“อย่างแย่ที่สุดฉันก็ต้องพยายามเรียนให้หนักเท่าที่ทำได้ก็เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเกิดได้เพิ่มช่องทางติดต่อกับเธอมากขึ้นมันก็เป็นผลประโยชน์ด้วย”

 

ถ้าเกิดอยู่ในห้องเรียนเดียวกัน โอกาสที่ได้เจอกันก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากอีเวนต์ที่เพิ่มค่าความชอบโดยบังเอิญนั้นไม่ค่อยจะเกิดขึ้นกับผมเลย ด้วยเหตุนี้ผมจึงจำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากสถาพแวดล้อมเหล่านั้นให้ได้แม้ว่ามันจะไม่ค่อยสมเหตุสมผลเล็กน้อยก็ตาม       

 

“…เพื่อเด็กคนนั้นนายถึงกับต้องยอมทำขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย”

 

 อุเอโนะฮาระจ้องมองไปที่เอกสารอย่างรู้สึกทึ่งและเริ่มอ่านเนื้อหาอย่างถี่ถ้วน

 

ถูกต้องแล้ว นั่นแหละสาวสองมิติในชีวิตจริงที่ไม่ว่ายังไงผมก็ต้องเข้าใกล้ให้ได้

 

คนคนนั้นก็คือ คิโยซาโตะ เมย์ 

 

นางเอกหลัก

 

 

 

 

 

เชิงอรรถ

[1] ล้อ Toradora! 

[2] ล้อ Yahari Ore no Seishun Love Comedy wa Machigatteiru

[3] ล้อ Mamahaha no Tsurego ga Motokano datta 

[4] ล้อ Otonari No Tenshi-Sama Ni Itsunomanika Dame Ningen Ni Sareteita Ken

[5] ล้อ Osananajimi ga Zettai ni Makenai Love Comedy โคเฮย์เอ๋ย มาอิจฉาพระเอกเรื่องนี้ดีแล้วเหรอ…

[6] ล้อ Tomodachi no Imouto ga Ore ni Dake Uzai

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด