Orc Eiyuu Monogatari 7

Now you are reading Orc Eiyuu Monogatari Chapter 7 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

Ch.7 – จูดิส

Translator : Alonenekochan / Author

– มุมมองจูดิส –

 

ฉันเคยมีพี่สาว

 

เป็นพี่ที่ฉันภูมิใจ

 

แม้อายุจะห่างกันเกือบสิบปี แต่เท่าที่ฉันจำความได้ พี่สาวฉันนั้นเป็นคนที่สมบูรณ์เพียบพร้อม เป็นบุคคลที่ควรเอาเยี่ยงอย่าง และเป็นเป็นที่คาดหวังของทุกคนในครอบครัว

 

ฉันโตมาพร้อมกับความหลงใหลในพี่สาวของตน

 

พี่น่ะใจดีกับฉัน น้องสาวที่อายุห่างร่วมสิบปีเสมอมา

 

แม้ดูเหมือนพี่จะเป็นที่หวาดกลัวในโรงเรียน แต่สภาพตอนเข้ามากอดฉันตอนที่เรียก “พี่จ๋าๆ” นั้น แลดูมีความสุขสุดๆ

 

ฉันชอบให้พี่สาวมัดผมให้ พี่สาวที่ทำได้ทุกอย่างนั้น กลับมัดผมให้ฉันได้อย่างทุลักทุเล ทำให้ผมด้านซ้ายและขวาของฉันไม่เท่ากันนิดหน่อย ฉันก็ชอบมันนะ เพราะมันคือผมที่พี่อุตส่าห์มัดให้ไงล่ะ

 

หลังจากพี่เรียนจบ เธอก็ได้เป็นอัศวิน

 

เนื่องจากครอบครัวของฉันเองก็เป็นอัศวินกันรุ่นต่อรุ่น พี่เองก็เลยตั้งใจว่าจะทำตามนั้นตั้งแต่แรก ขณะนั้นเองอยู่ในระหว่างสงคราม ประเทศชาติเองก็ต้องการกำลังคนเช่นกัน

 

ด้วยความมากความสามารถของพี่ หลังจากเป็นอัศวิน ก็ได้ทำผลงานต่างๆ จนสามารถเลื่อนขั้นได้หลังจากนั้นไม่กี่ปี ก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลกองทัพขนาดกลาง

 

พี่มักจะกลับบ้านมาปีละหน เพื่อรายงานแจ้งข่าวในสนามรบให้ฟัง

 

จอมมารได้ถูกปราบลง ได้รับชัยชนะจากสงครามครั้งใหญ่หลายหน ความได้เปรียบได้เอียงเอนไปทางพันธมิตรสี่เผ่าพันธุ์ อีกไม่นานสงครามจะจบลง หากสงครามจบลงแล้วล่ะก็ ฉันคงได้เฝ้าดูการเรียนของเธอล่ะนะ เธอเองก็อยากเป็นอัศวินใช่ไหมล่ะ? งั้น ฉันจะสอนทักษะดาบให้เอง ฮึๆ ไม่แน่ บางทีเธออาจจะได้เป็นลูกน้องในหมู่ของฉันก็เป็นได้ หากเป็นจริงล่ะก็ ฉันไม่หยวนให้เพราะเป็นครอบครัวเดียวกันหรอกนะ จะเคี่ยวให้หนักเลยล่ะ

 

พี่ฉันพูดแบบนั้น พลางยิ้มแย้ม

 

หลังจากไม่กี่เดือน กองพันของพี่ได้ล่มสลาย ส่วนพี่ถูกออร์คจับตัวไป

 

หลังจากได้รับรายงานเรื่องนั้น ทั้งครอบครัวต่างตกอยู่ในความสิ้นหวัง

 

ทั้งคุณพ่อคุณแม่ เองต่างทำหน้าเหมือนกับโลกนี้ได้จบสิ้นลง ต่างบ่นพึมพัมว่า ให้ตายไปในสงครามยังจะดีเสียกว่าอีก

 

ฉันในตอนนั้น ไม่เข้าใจอะไรเลย ทำไมพ่อแม่ถึงได้พูดเรื่องแบบนั้นออกมากัน

 

นั่นพี่สาวแท้ๆเชียวนะ? ทั้งๆที่เป็นพี่สาวอันเป็นที่น่าภูมิใจของคุณพ่อและคุณแม่แท้ๆ

 

ฉันถึงได้ตระโกนออกมาว่า「แช่งลูกให้ตายมันดีตรงไหนกัน!」และวิ่งหนีออกจากห้องไป

 

หลังจากนั้น ก็ไม่คุยกับพ่อแม่พักหนึ่ง

 

ภายหลังจากนั้นไม่กี่ปี

 

สงครามได้จบลง

 

พันธมิตรสี่เผ่าพันธุ์ที่มนุษย์สังกัด ได้รับชัยชนะ สหพันธ์เจ็ดเผ่าพันธุ์ที่ออร์คสังกัดอยู่พ่ายแพ้ลง

 

เชลยที่ถูกออร์คจับตัวทั้งหมด ต่างถูกปล่อยตัว

 

พี่สาวของฉันเอง ก็ได้กลับมาที่บ้าน

 

ในตอนนั้นเอง ฉันถึงได้เข้าใจความหมายของ「ผู้หญิงถูกออร์คจับตัวไป」

 

จิตใจของพี่สาวได้แตกสลายยับเยิน

 

ดวงตาเหม่อลอย ผมกระเซอะกระเซิง ก่อนหน้านี้ที่เคยเดินอกผายไหล่ผึ่ง ปัจจุบันได้เดินหลังค่อม โง้นตัวไปด้านหนัาเหมือนแมว พยายามซ่อนอะไรบางอย่าง

 

แทบไม่พูดจา หากมีผู้ชายเข้าใกล้ ก็จะแผดเสียงกรี๊ดออกมาอย่างหวาดกลัว

 

ไม่ว่าผู้ชายคนนั้น จะเป็นพ่อแท้ๆของตนก็ตาม

 

ภายหลังฉันทราบมาว่า พี่สาวของฉันถูกจับไปเป็นเจ้าสาวของหัวหน้ากองทัพนักรบ(เกรท วอริเออร์) และได้ให้กำเนิดลูกถึงหกคน

 

หัวใจและร่างกายต่างยับเยินจากการตั้งครรภ์และให้กำเนิดบุตรอย่างต่อเนื่อง อยู่ในสภาพที่ไมสามารถกลับไปเป็นอัศวินได้อีกแล้ว

 

และแน่นอนว่า เป็นสภาพที่ไม่อาจจะเป็นเจ้าสาวคนอื่นได้อีกต่อไป

 

อนาคตของพี่ ช่วงชีวิตของพี่นั้นได้ถูกปิดลงอย่างสมบูรณ์

 

ฉันจะไม่ยอมยกโทษให้ออร์คเด็ดขาด

 

แม้จะเข้าใจดี แม้จะเข้าใจปรุโปร่ง ว่าออร์คเป็นเผ่าพันธุ์แบบนั้น สามัญสำนึกที่แตกต่างกัน พวกเขาเองหากไม่ทำเช่นนั้น ก็ไม่อาจดำรงเผ่าพันธุ์ต่อได้ เหมือนดั่งแมวที่ชอบที่แคบๆมืดๆ เหมือนยังหมาที่ชอบฉี่เรี่ยราดตามต้นไม้ข้างทาง พวกเขาทำไปโดยไม่ได้มีเจตนาเลวร้ายอะไรแอบแฝงอยู่

 

แต่ถึงอย่างนั้น ความเข้าใจก็ส่วนหนึ่ง ความรู้สึกก็ส่วนหนึ่ง

 

ฉันอยากฆ่าพวกออร์คทั้งหมด ให้สูญสลายไป

 

เพราะฉะนั้น ฉันถึงมาเป็นอัศวิน

 

แม้จะเป็นกำหนดการตั้งแต่แรกอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับยิ่งอยากมุมานะเพิ่มขึ้นไปอีก

 

สงครามที่จบลงไป ทำให้เกิดมีการลดขนาดกองทัพลง ความต้องการในการรับสมัครทหารก็ลดน้อยลงไปอีก จึงต้องใช้เวลาอยู่ซักพัก จนในที่สุดก็ได้เป็นอัศวินสมใจ

 

ต้นสังกัดที่แจ้งเจตจำนงไปนั้นก็คือเมืองป้อมปราการ คราซเซล

 

เป็นเมืองที่ใกล้อาณาจักรของออร์คมากที่สุด เป็นเมืองที่อาจเกิดสงครามกับออร์คได้มากที่สุด และเป็นเมืองที่ท่านผู้นั้น 『ผู้สังหารสุกรฮิวจ์ตัน』ดูแลอยู่

 

ความหวังของฉันได้รับการเติมเต็ม

 

แม้จะมีคำเตือนเรื่อง ให้อัศวินหญิงไปประจำอยู่เมืองที่ใกล้อาณาจักรออร์คมันออกจะ… อยู่แต่ฉันก็เมินมัน

 

『ผู้สังหารสุกรฮิวจ์ตัน』เองก็เป็นบุคคลตามสมญานามที่ได้รับ

 

เขาไม่ละเว้นโทษให้กับออร์คหลงฝูงที่โผล่ออกมาให้เห็น

 

หลังจากถามว่าทำไมถึงถูกขับไล่ออกมาจากประเทศตน พอได้คำตอบก็จัดการโดยทันที

 

ไม่ว่าพวกมันจะแก้ตัวอย่างไร ก็จัดการสังหารอย่างเลือดเย็น ทั้งพวกทำผิด และไม่ได้ทำอะไร เขาก็ปฎิบัติอย่างเท่าเทียม

 

เขาเคยอธิบายออกมาว่า 「พวกออร์คหลงฝูงนั้น ก็คือพวกอาชญากรของพวกอาณาจักรออร์ค หากมาอยู่ในเมืองมนุษย์ก็คงไม่ต่างกัน จะปล่อยให้เกิดเรื่องก่อนก็สายเกินไปแล้วใช่ไหมล่ะ?」

 

การที่ได้เห็นการลงโทษแบบไม่ละเว้นนั้น ทำให้เธออยากจะติดตามชายผู้นี้

 

หลังจากสงครามจบลง การแลกเปลี่ยนระหว่างเผ่าพันธุ์ได้ครึกครื้นขึ้น บางครั้งจึงมีการละเว้นให้กับคนต่างเผ่าที่มีสามัญสำนึกและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอยู่บ้าง แต่สำหรับออร์คนั้น จะไม่มีการละเว้นใดๆ ถือเป็นความคิดตามอุดมคติของเธอเลย

 

หากเป็นคนนี้ล่ะก็ อาจช่วยทำให้การล้างแค้นของฉันสัมฤทธิ์ผลได้ ความคิดที่สามารถฆ่าล้างบางพวกออร์คให้หมดไปได้

 

แม้จะเคยได้ยินว่า มีข้อยกเว้นบางเรื่องอยู่ก็ตาม

 

ออร์คที่ไม่ใช่พวกออร์คหลงฝูง

 

หรือก็คือ นักเดินทาง ออร์คที่ถูกทางประเทศสั่งให้ทำภารกิจอะไรบางอย่าง กับคนเหล่านั้น ดูเหมือนจะมีการไถ่ถามข้อมูล ก่อนที่จะปล่อยตัวไปอยู่

 

แต่กับคนพวกนี้เอง ตั้งแต่จูดิสได้เข้าประจำการ ก็ไม่เคยได้เจอเลยแม้แต่หนเดียว จึงทำให้เธอ ลืมเรื่องนี้ไป

 

และในที่สุด ออร์คที่กล่าวถึงก็ได้ปรากฎตัวขึ้น

 

ออร์คที่เรียกตนว่าแบชนั้น แตกต่างจากออร์คที่เธอเคยรู้จัก

 

แม้ในด้านร่างกายจะตัวเตี้ยกว่าออร์คทั่วไปอยู่ก็ตาม แต่กล้ามเนื้อที่มีนั้นไม่สามารถนำไปเทียบกับออร์คตนอื่นได้ อีกอย่างก็คือความตรงไปตรงมา

 

ไม่เพียงแต่ร่างกายที่กำยำเท่านั้น การแสดงสีหน้าของเขาเองก็ด้วย

 

พวกออร์คหลงฝูงนั้น ไม่ว่าใครหน้าไหนต่างทำหน้าดูหมิ่นเหยียบหยาม ทันทีที่เห็นจูดิส พวกมันก็จะทำหน้าหื่นกระหาย สายตาเพ่งเล็งมาที่หน้าอกไม่ก็ก้น

 

ฉันเกลียดสายตาแบบนี้เป็นที่สุด แต่แบชนั้นกลับไม่เคยทำสีหน้าแบบนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

 

แม้จะแอบมองหน้าอกกับก้นฉันอยู่บางครั้งก็ตาม……แต่เอาเถอะ พวกมนุษยผู้ชายเองก็ทำแบบนี้ไม่ต่างกัน ถึงจะพอรับได้ แต่ก็ไม่สบอารมณ์อยู่ดี

 

ปัญหาคือก็ ท่าทางของฮิวจ์ตันหลังจากแบชปรากฎตัวออกมาต่างหาก

 

พูดจากใจจริงเลย ทำเอามโนภาพของฉันพังทลาย

 

ท่าทางนั้นมันอะไรกัน『ผู้สังหารสุกรฮิวจ์ตัน』คนนั้นหายไปไหนแล้ว

 

ดูเหมือนว่าออร์คที่ชื่อแบชตนนี้ จะเป็นคนสำคัญของประเทศออร์ค

 

ถึงจะเข้าใจก็เถอะ แต่ไม่เห็นถึงกับต้องพูดจาประจบประแจงอะไรเลยซักนิด ก็หมอนี่น่ะ เป็นแค่ออร์คแท้ๆไม่ใช่หรือไง

 

หลังจากนั้น ก็ได้ลงเอยว่าต้องร่วมมือกันทำงาน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ฮิวจ์ตันจะลอบสังเกตุสีหน้าของแบชอยู่เสมอ

 

จากที่ดูแล้ว เขาคงไม่อยากทำให้ออร์คตนนี้ผิดหวังมากกว่า มุ่งหมายจะไขคดีได้เสียอีก

 

สิ่งนั้นทำให้ความรู้สึกหมดศรัทธาของฉันยิ่งทวีคูณ

 

เพราะฉะนั้น ฉันถึงได้ขัดคำสั่งเขา เพราะอารมณ์ส่วนตัว เหมือนดั่งการต่อต้านของเด็กๆ

 

แต่ ไม่ใช่เพราะเรื่องนั้นเพียงอย่างเดียว

 

อีกสาเหตุมาจาก พี่สาวของตนที่ถูกจับเป็นเชลยมานาน จนจิตใจแตกสลาย

 

แม้จะไม่สามารถลบล้างเรื่อง ถูกกระทำย่ำยีจากการเป็นเฉลยเพราะแพ้ก็ตาม แต่หากสามารถช่วยเหลือออกมาได้ไวกว่านี้ จิตใจพี่สาวเองคงไม่พังทลายจนถึงขนาดนั้นก็เป็นได้

 

เพราะฉะนั้น เธอจึงมีความรู้สึกที่ว่า “ควรช่วยเหลือเชลยให้ไวที่สุดเท่าที่ทำได้” อัดแน่นอยู่

 

แม้ผู้ที่ถูกจับตัวอยู่นั้น จะเป็นแฟรี่ที่เธอไม่รู้จักมักจี่เลยก็ตาม

 

พวกทหารที่ทราบเรื่องราวส่วนตัวของฉันเองก็เห็นด้วยกับที่ฉันคิด

 

แม้จะเป็นการฝ่าฝืนคำสั่ง แต่หากผลลัพธ์เป็นไปได้ด้วยดีล่ะก็ คงจบเรื่องได้ด้วยดีล่ะนะ การถูกควบคุมความประพฤติ กับปรับลดเงินเดือนอาจมีอยู่บ้าง แต่คงได้รับการละโทษให้อยู่แล้ว เพราะนี่เป็นยุคแห่งความสงบสุขไงล่ะ ทุกคนต่างคิดง่ายๆกันแบบนี้

 

แต่มันเป็นความคิดที่ตื้นเขินทั้งเรื่องการกระทำของพวกตนเอง ทั้งความหมายของคำสั่งที่ฮิวจ์ตันต้องการจะสื่อ……และกำลังรบของศัตรู

 

「ฮ่าๆ……อดใจรอพรุ่งนี้ไว้เลยนะเฟ้ย」

 

ต่อผลลัพธ์ที่กระทำนั้น ทำให้ชีวิตของฉันและพวกทหาร เหมือนดังเปลวเทียนต้องลม

 

「อึ๊ก……」

「อุ๊ก……」

 

พวกทหารรวมทั้งฉัน ต่างกลิ้งอยู่กับพื้น

 

ทุกคนมีแต่บาดแผล มีทั้งผู้ที่กระดูกหัก และผู้ที่หมดสติ

 

แม้จะยังไม่มีผู้เสียชีวิต แต่มีผู้ที่เสียเลือดไปเยอะอยู่ ไม่แน่อาจจะไม่สามารถอยู่รอดจนถึงพรุ่งนี้เช้าได้เลย

 

หลังจบการต่อสู้ การที่ทุกคนยังรอดอยู่ได้นี่ พูดได้ว่าถือยังโชคดีอยู่

 

พวกฉันที่บุกเข้าไปในถ้ำ กลับถูกซุ่มโจมตี

 

คบเพลิงถูกเล็งก่อนเป็นอันดับแรก

 

ในถ้ำอันมืดมิด ที่ไม่รู้จำนวนศัตรูนั้น พวกฉันถูกเล่นงานไปทีละคน ทีละคน จนในที่สุดก็ถูกทำลายยกกลุ่ม

 

ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าพวกฉันที่ถูกโจมตีย่อยยับนั้นก็คือ มนุษย์จำนวนสิบกว่าคน บักแบร์สิบกว่าตัว

 

และออร์คอีกตนหนึ่ง

 

ออร์คล่ะ มันเป็นออร์คล่ะ

 

แถมยังเป็นบีสเทมเมอร์ ที่คอยควบคุมสัตว์อสูรด้วย

 

พอฉันจ้องพวกมันด้วยสายตาจงเกลียดจงชัง พวกมันต่างทำท่าทำทางกะลิ้มกะเหลี่ยเลียฝีปากตนเอง

 

ความหวาดกลัววิ่งไปทั่วร่างฉัน

 

「แหม ต่อจากแฟรี่ ก็เจอไข่ทองคำลูกโตตามมาติดๆเลยเฟ้ย」

「เคี๊ยะๆ หัวหน้า ผู้หญิงคนนี้ยกให้ข้าได้ไหม?」

「บ้าเปล่า ของส่วนรวมเฟ้ย ใช่ไหมพวกพี่น้อง!」

「ยืดครองไว้คนเดียวมันไม่ดีนะเฟ้ย!」

「งั้น เอาผู้หญิงไปขังในคุกซะ ส่วนพวกผู้ชายก็ฆ่าแล้วเอาไปทิ้งข้างนอก」

 

พอได้ยินแบบนั้น ฉันก็รับรู้เลยว่าต่อไปตัวเองจะพบกับชะตากรรมอย่างไร

 

「คะ……ฆ่ากันเลยสิ……」

 

รู้ตัวว่าเสียงของตนสั่นอยู่

 

แม้จะบอกให้ฆ่า แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากตาย ฉันนั้นยังมีเรื่องที่ยังไม่ได้ทำอยู่อีก แบบนี้จะมาเป็นอัศวินไปเพื่ออะไรกัน อย่านะ ไม่เอานะ อย่าทำอะไรกันเลย

 

แต่ กลับมีเสียงสูงแหลม ก้องมาจากด้านในถ้ำที่มืดสลั่ว

 

「ดะ เดี๋ยวก่อนๆ จะฆ่าตอนนี้เลยไม่ได้นะ อุตสาห์แอบได้พ้นจนถึงตอนนี้แล้ว หากพวกอัศวินเจอศพพวกตัวเองล่ะก็มีหวังได้โหมบุกจู่โจมโดยพร้อมเพียงแน่!」

 

ด้านในความมืดมิด มีสิ่งมีชีวิตประกายแสงจางๆบินออกมา พลางพูดขึ้นมาว่า

 

「เอางี้เป็นไง!ค่อยจัดการสำเร็จโทษเจ้าพวกนี้ตอนพรุ่งนี้เช้ากัน!จัดฉากว่าเป็นฝีมือของบักแบร์ โดยการเอาศพไปทิ้งไว้แถวป่าเปิด ชะโลมเลือด แล้วทิ้งซากบักแบร์ไว้สองสามตัว เท่านี้ก็ดูเหมือนพวกทหารได้สู้กับบักแบร์จนสุดความสามารถ แล้วก็แพ้! พวกมนุษย์ไม่ได้ฉลาดขนาดนั้น ต้องหลอกได้แน่นอน! แผนการที่อุตสาห์กำลังเข้าได้เข้าเข็ม จะยอมให้มาจบแค่ตรงนี้เท่านั้นเหรอ? อย่าปล่อยให้โอกาสหายไปสิ! ข้าน้อยเชื่อว่าคนเก่งอย่างพวกท่านต้องเข้าใจเรื่องนี้แน่ๆ! แล้วอีกอย่าง ที่นี่มืดออก รอสว่างๆ แล้วค่อยจัดการดีกว่าน่า พวกท่านไม่อยากเห็นหน้าพวกมันระหว่างฆ่าหรือไง ก็เวลามองพวกนี้ระหว่างฆ่ามันสนุกจะตายไม่ใช่หรือไงกัน!?」

 

ซิลนั่นเอง

 

ไม่อยากจะเชื่อเลย

 

ตอนแรกคิดว่าถูกจับตัวอยู่ แต่ที่แท้ก็ไม่ใช่ เจ้านี่ เป็นพวกกับพวกโจรตั้งแต่แรกแล้วสินะ

 

เรื่องที่ตนกำลังดักโจมตีนั้น คงรู้จากเจ้านี่นั่นเอง

 

「ก็คงจะอย่างนั้น เอาล่ะ พวงเอ็งทั้งหลาย ลากเจ้าพวกนี้เข้ากรงขังซะ……หุหุ อัศวินหญิงเอ๋ย เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าขึ้นสวรรค์ต่อหน้าพวกลูกน้องให้เอง」

 

ออร์คตนนั้นพูดพลางจิกผมลากฉันเข้าไปด้านในถ้ำ

 

พอได้ยินเช่นนั้น บรรดาโจรที่อยู่รอบๆต่างผุดรอยยิ้มชั่วร้ายขึ้นมา

 

 

หลังจากถูกลากเข้ามาในห้องที่ถูกปูไปด้วยฟางสกปรก ฉันก็ถูกปล่อยทิ้งลงพื้น

 

พอมองไปรอบๆก็เจอออร์คตนหนึ่ง

 

ที่เหลือเป็นมนุษย์ทั้งหมด

 

ใบหน้าเหี้ยมโหด เต็มไปด้วยหนวดเครา แต่งตัวพูดได้ว่าเหมาะสมกับเป็นโจร แต่ยังไงทั้งหมดพวกเขาก็คือมนุษย์

 

「พวกแก……เป็นมนุษย์แท้ๆ ยังมีหน้าไปเข้ากลุ่มออร์คงั้นหรือ?」

「หล่อนพูดว่าออร์คล่ะว่ะ? เฮ้ๆ แบ่งแยกเผ่าพันธุ์คนอื่นมันไม่ดีนะเฟ้ย สงครามเองก็จบลงไปแล้ว หากผลประโยชน์ได้เสียเหมือนกัน ก็เป็นพวกกันได้นี่……เนอะ!」

 

พอมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาแบบนั้น พวกที่เหลือต่างก็ตอบว่า「ใช่แล้วล่ะ」หัวเราะพลางตบไหล่ออร์คตนนั้นกัน

 

ทางฝั่งออร์คเองก็หัวเราะร่า พลางตบบ่าพวกโจรคืน

 

พอเจอคำตอบที่ไม่คาดคิด ฉันถึงกับอึ้งไปเลย

 

นึกไม่ถึงว่า ออร์คกับมนุษย์จะสามารถรวมกลุ่มกันได้แบบนี้

 

แต่ พอลองคิดดูดีๆแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

อย่างแรกเลย มีวิชาหนึ่งของพวกอสูรที่สามารถบงการบักแบร์ได้

 

ในโรงเรียนอัศวินก็เคยเรียนเรื่องนี้มา

 

และวิชานั้นเอง ก็มีออร์คบางตนที่สามารถใช้มันได้อยู่ อาณาจักรของออร์คเองก็อยู่ใกล้ๆ การที่จะมีความสัมพันธ์กับพวกนั้นได้ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

 

แต่ การที่ออร์คลอบโจมตีขบวนพ่อค้า และลอบขโมยของไปเล็กน้อยจนแทบจับพิรุธไม่ได้นั้น สติปัญญาออร์คไม่สามารถคิดเรื่องแบบนี้ได้แน่

 

หากพวกออร์คลงมือจริง คงกวาดเอาไปเรียบอย่างแน่นอน

 

แต่หากยืมสติปัญญาของมนุษย์แล้วล่ะก็ จะเป็นอีกเรื่องทันที

 

ทำไมเราถึงไม่ตระหนักถึงเรื่องง่ายๆแบบนี้กันได้นะ

 

……เธอเข้าใจดี

 

ไม่ใช่เรื่อง ออร์คกับมนุษย์นั้นไม่มีทางร่วมมือกันได้ หรือ ออร์คไม่สามารถรวมกลุ่มกับเผ่าพันธุ์อื่นได้

 

แต่เธอเชื่อว่า มนุษย์ผู้ที่หยิ่งในศักดิ์ศรีนั้นไม่มีทางร่วมมือกับออร์คได้ ต่างหาก

 

เพราะความคิดที่ตื่นเขินเช่นนั้นของเธอ นำพาเธอมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้

 

「เอาล่ะ……งั้นเริ่มจากใครก่อนดี? แน่นอนว่าต้องเป็นหัวหน้าสินะ?」

「อะไรกัน พวกเจ้าจัดกันก่อนเลยก็ได้」

「เฮ้ๆ จะดีเหรอหัวหน้า พวกออร์คน่ะ เป็นพวกคลั่งไคล้อัศวินหญิงสุดๆไปเลยไม่ใช่หรือไง?」

「พวกออร์คนั้น จะยอมให้ลูกน้องทำก่อน เพื่อให้เป็นรางวัลไงล่ะ」

「ถ้าเรื่องนั้น พวกมนุษย์เองก็ต้องยกให้คนใหญ่คนโตก่อนน่ะ เพราะพวกบักแบร์ของหัวหน้า ทำให้เรื่องมันราบรื่นได้」

「เห้ยๆ พวกเอ็ง ก่อนหน้านี้ยังพูดอยู่เลยว่าไม่มีใครเป็นใหญ่กว่าคนอื่นน่ะ」

「กับคนที่เคารพก็อีกเรื่องเหวย หัวหน้า เพราะพวกข้าเชื่อในตัวหัวหน้าต่างหากล่ะ」

「เฮเฮะ ถ้าอย่างนั้น ครั้งนี้ข้าโอนอ่อนตามคำพูดของเจ้าล่ะกัน」

 

หลังจากพูดคุยกันจบ ออร์คก็เอื้อมมือมาทางฉัน

 

หลังจากนี้จะโดนเจ้านี้ข่มขืนแล้ว ทันทีที่คิดแบบนั้น ก็รู้สึกได้ทันทีว่าหัวของตนแทบไม่มีเลือดมาไหลเวียนเลย

 

รู้ตัวว่า มือเท้าเย็นเฉียบ สั่นสะท้านไปทั่วร่าง

 

「มะ……ไม่นะ……ได้โปรดหยุดเถอะ……」

「เฮ้ๆ ใช่แบบนี้ที่ไหนกันล่ะ ท่านอัศวิน มันต้องแสดงท่าทีขัดขืนให้เห็นแล้วเลือกตายดีกว่าโดนข่มขืนไม่ใช่เรอะ ไหนลองพูดบทแบบนั้นให้ฟังหน่อยสิ」

「ไม่……อย่านะ!」

 

ภาพพี่สาวที่จิตใจแตกสลายแว่บขึ้นมาในหัว

 

ภาพที่ แม้แต่พ่อแท้ๆเฉียดเข้ามาใกล้ ก็ถึงกับกรี๊ดร้อง ทั้งเรื่องที่พี่ได้คลอดลูกออร์คหกตน ภาพที่พี่เอาแต่นั่งเหม่อลอยผลุดออกมา

 

ความโกรธแแค้นที่เคยเกิดขึ้น เคยคิดว่า เพราะออร์คถึงทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น เคยคิดว่า ต้องทำลายพวกออร์คให้หมดสิ้นไปให้ได้

 

แม้แต่ตอนที่เห็นระหว่างขาของแบชเอง เธอก็ไม่มีแม้กระทั้งความอับอาย หรือความตื่นตระหนกเจือปนเลยแม้แต่น้อย มีเพียงแต่ความโกรธเท่านั้นที่ประทุขึ้นมา

 

เธอได้แต่คิดแค่เรื่องแก้แค้นวนไปวนมาเท่านั้น

 

ช่างเป็นการคิดที่อ่อนหัด เธอไม่เคยคิดเลยซักนิด ว่าตนเองอาจตกอยู่ในสภาพแบบนั้นก็ได้

 

「อย่าเข้ามาใกล้นะ! ไม่เอานะ อย่านะ!」

「เห้ย อย่าอาละวาดสิ!」

 

เกราะภายนอกค่อยๆถูกถอดออกทีละชั้นทีละชิ้น เพราะมือถูกมัดไขว้หลังอยู่ทำให้ขัดขืนไม่ได้แม้แต่น้อย

 

ทำได้เพียงแค่ร้องไห้อย่างน่าสังเวย ตะโกนร้องวิงวอนเท่านั้น

 

หลังจากถูกปลดเกราะออกจนหมด เส้นโค้งเว้าของร่างกายปรากฎขึ้นตามเสื้อชั้นในให้เห็น พวกพวกชายจ้องสิ่งนั้นอย่างไม่วางตา

 

「โอ้ว ทนไม่ไหวแล้ว」

「ไม่นะ!」

 

ออร์คเอื้อมือมา ฉีกเสื้อชั้นในออก พวกผู้ชายหายใจถี่รัว น้ำลายจากปากออร์คหยดลงบนร่าง

 

 

「……เห้ ดูเหมือนข้างนอกจะเกิดเสียงอึกทึกเกินไปหน่อยป่ะ?」

 

ดูเหมือนมีคนหนึ่งพูดแทรกออกมา

 

「ว่าไงนะ……」

 

พวกผู้ชายที่กำลังจมูกบานอยู่นั้นก็ได้เงียบเสียงลงกันชั่วขณะ ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ พอทุกอย่างเงียบสงัด ก็มีเสียงเหมือนมีอะไรบางอย่างสู้กันอยู่ที่ในที่ไหนซักแห่งลอยมา

 

ไม่สิ อย่าว่าแต่สู้กันเลย เหมือนเสียงอะไรบางอย่างทำลายล้างอยู่เพียงข้างเดียวมากกว่า

 

และแทบจะในนาทีเดียวกันนั้น ก็มีอีกคนวิ่งล้มลุกคลุกคลานเข้ามาให้ห้อง

 

「หัวหน้า! ศัตรูบุกครับ!」

「ว่าไงนะ ยังเหลือพวกมันอยู่อีกงั้นเรอะ มากันกี่คน!」

「เรื่องนั้นคือว่า แค่สองคนครับ」

「……อะไรกัน งั้นก็ค่อยๆจัดการสิวะ จะหนีทำไม」

 

แค่สองคนล่ะก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร

ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาห์จะได้ลิ้มลองผู้หญิงที่ไม่ได้ทานมานานแท้ๆ พวกผู้ชายเองก็ทำท่าหันกลับมาสนใจจูดิสกันต่อ

 

แต่ดูเหมือนพวกผู้ชายเองก็สังเกตุอะไรบางอย่างได้ จึงได้จ้องกลับไปที่ชายคนนั้นอีกหน

 

พอสังเกตุดีแล้ว หน้าของชายคนนั้นชะโลมไปด้วยเลือดที่ไหลออกมา หน้าตาซีดเซียวราวกับหวาดวิตกอะไรบางอย่าง

 

ชายคนนั้น ตะโกนออกมาว่า

 

「รับมือไม่ไหวแล้วครับ! พวกข้างนอกเองก็โดนจัดการเกือบหมดแล้วด้วย! หัวหน้ารีบหนีไป……」

 

วินาทีถัดมา กำแพงห้องก็ได้เกิดการระเบิดขึ้น

 

ทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ต่างก็มึนงงไปกับเสียงระเบิดที่ดังขึ่นกะทันหัน ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังที่เกิดเหตุ

 

ด้านในควัน มีแสงจางๆ บินพุ่งออกมา

 

「สมกับเป็นนายท่าน บิงโกเลย」

 

พอได้ยินเสียงแฟรี่ที่เจอเมื่อครู่ ก็ทำให้คนในห้องเริ่มตั้งสติได้

 

ในขณะเดียวกัน ฝุ่นควันที่เกิดขึ้นก็ได้เบาบางลง

 

มีรูขนาดใหญ่อยู่ เป็นรูขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นตรงกำแพงห้อง

 

และ จากรูนั้นเอง มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง

 

ทันทีที่เห็นภาพนั้น ทำให้ความสิ้นหวังของฉันพุ่งทะยานเพิ่มไปอีก

 

ผิวกายสีเขียว เขี้ยวที่ยาวแหลม ออร์คนั่นเอง มีออร์คอีกตนเพิ่มเข้ามาแล้ว

 

ทั่วร่างกายต่างสั่นกลัวรุนแรงขึ้นไปอีก

 

ต่อจากนี้ร่างกายฉันจะโดนอะไรบ้าง ไม่สามารถที่จะจินตนาการต่อได้เลย มือเท้าชาไร้เรี่ยวแรง น้ำตารินอาบเต็มสองข้าง

 

ฉันได้ตัดสินใจยอมรับชะตากรรมแล้ว

 

「……」

 

แต่ ออร์คที่เข้ามาใหม่นั้น ได้มองไปรอบๆ พอเลื่อนสายตามาหยุดตรงฉัน ก็พูดบางอย่างออกมา

 

สายตาที่มองลงมา หาใช่ร่างกายที่สั่นเทาของฉันไม่ แต่มองมาที่ตาของฉันตรงๆ

เสียงที่ได้ยินจนคุ้นเคย ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ เสียงนั้นกล่าวออกมาว่า

 

「มาช่วยล่ะ

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด