War sovereign Soaring The Heavens 1563

Now you are reading War sovereign Soaring The Heavens Chapter 1563 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

อย่างไรก็ติดค้าง

 

อย่างไรก็ตามการเดินทางข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่สุดไพศาลโดยไม่พักและไม่ได้หลับนอนก็ยังสร้างภาระให้ต้วนหลิงเทียนไม่น้อย

 

มันไม่ใช่ความเหนื่อยล้าทางกาย แต่เป็นทางจิต!

 

ก่อนที่จะไปหาใครสักคนและถามทาง ต้วนหลิงเทียนจึงเลือกที่จะพักผ่อนก่อน

 

เขาหลับสนิทไปหนึ่งคืน รุ่งเช้ามาเขาก็เหินร่างมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ

 

หลังจากที่เหินร่างขึ้นเหนือด้วยความเร็วสูงสุดเป็นเวลาครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเขาก็แลเห็นหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่ง แม้จะห่างไกลแต่ก็ยังเห็นควันไฟลอยล่องออกมาท่าทางจะมีการทำอาหารอะไรไปตามประสา

 

หมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ตั้งอยู่บนทุ่งหญ้าขจีอันกว้างใหญ่ สภาพแวดล้อมและวิวทิวทัศน์นับว่าสบายตาชวนให้ผ่อนคลายไม่น้อย

 

หลังจากเข้าเขตหมู่บ้านแล้ว ต้วนหลิงเทียนก็โรยตัวลงมาจากฟ้า

 

ทว่าก่อนที่จะเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ก็มีร่างคนพุ่งมาขวางต้วนหลิงเทียนเอาไว้

 

“เจ้าเป็นใครกัน?”

 

ผู้ที่ขวางต้วนหลิงเทียนนั้นเป็นชายวัยกลางคนแลดูแข็งแกร่ง 2 คน แววตาเผยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ ทั้งคู่มองต้วนหลิงเทียนอย่างระวัง

 

“พี่ชายทั้ง 2 ไม่ต้องกังวล ข้าแค่ผ่านมาและคิดถามทางเท่านั้น”

 

ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกด้วยรอยยิ้ม

 

ขณะเดียวกันเขาก็เปิดใช้เนตรเทวะเพื่อสำรวจพลังฝึกปรือของทั้งคู่ และต่างบรรลุหลุดพ้นมนุษย์ขั้นยิ่งใหญ่กันแล้ว!

 

ต้วนหลิงเทียนอดไม่ได้ที่จะแปลกใจ กระทั่งหมู่บ้านเล็กๆแบบนี้กลับมีหลุดพ้นมนุษย์ยิ่งใหญ่!

 

ต้องทราบด้วยว่าในดินแดนเทพยุทธ์เซียนเต๋า ผู้ที่จะเป็นผู้นำขุมพลังชั้น 9 ส่วนมากแล้วก็บรรลุหลุดพ้นมนุษย์ขั้นยิ่งใหญ่กันทั้งสิ้น

 

ทว่าทันใดนั้นเองต้วนหลิงเทียนก็สัมผัสได้ถึงความเข้มข้นของพลังวิญญาณในฟ้าดิน เขาว่ายตามองสำรวจไปไม่นานก็พบว่าที่หมู่บ้านนี้สมควรมีสายแร่หินเซียน

 

ด้วยด่านพลังฝึกปรือของต้วนหลิงเทียนในตอนนี้เขาบอกได้ทันทีว่าเป็นสายแร่หินเซียนระดับ 9!

 

‘สมแล้วที่เป็นประเทศฝูเฟิง กระทั่งหมู่บ้านเล็กๆแบบนี้ยังเทียบได้กับขุมพลังชั้น 9’

 

ต้วนหลิงเทียนลอบทอดถอนใจ

 

ได้ยินคำของต้วนหลิงเทียน สีหน้าชายวัยกลางคนทั้ง 2 ก็ผ่อนคลายลงมาก หากแต่ยังคงกล่าวถามต้วนหลิงเทียนด้วยความระวัง “เจ้าคิดไปที่ใดหรือ?”

 

“ข้าอยากไปเมืองหลวงน่ะ”

 

ต้วนหลิงเทียนกล่าวตอบ

 

“เมืองหลวง?”

 

ได้ยินคำของต้วนหลิงเทียน ชายวัยกลางคนทั้ง 2 ก็อึ้งไปอีกครั้ง

 

ต้องทราบด้วยว่าปกติแล้ว ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์หรือผู้ฝึกเต๋าคนใด คิดไปเมืองหลวงจากที่นี่โดยลำพัง!

 

ที่นี่คือชายแดนประเทศฝูเฟิง คิดไปเมืองหลวงนับว่าไกลแสนไกลนัก! ยังจะมีใครกล้าเดินทางเพียงลำพัง เว้นเสียแต่จะมีพลังฝีมือสูงส่งจริงๆ

 

เพราะสุดท้ายแล้วอาจจะพบเจอโจรร้ายฆ่าชิงทรัพย์อะไรระหว่างทางก็เป็นได้!

 

“ใช่”

 

ต้วนหลิงเทียนพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม ค่อยถามต่อ “พี่ชายทั้ง 2 ช่วยบอกทิศทางให้ข้าหน่อยได้ไหม”

 

เรื่องนี้นับว่าง่ายดายสำหรับชายวัยกลางคนทั้ง 2 นัก ต่างชี้ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือทันที

 

“ขอบคุณพี่ชายทั้ง 2 มาก”

 

ต้วนหลิงเทียนขอบคุณด้วยรอยยิ้มและเตรียมจากไป

 

ทว่าทันใดนั้นเอง พลันมีเสียงแหวกฝ่าสายลมดังมาแต่ไกล เสียงยังฟังดูรุนแรงน่ากลัวไม่น้อยจึงทำให้ต้วนหลิงเทียนแปลกใจอยู่บ้าง

 

แน่นอนว่าต้วนหลิงเทียนสามารถได้ยินเสียงดังกล่าว แต่ชายวัยกลางคนทั้ง 2 กลับไม่ได้ยิน

 

ต้วนหลิงเทียนมองไปยังต้นเสียงทันที และก็พบคนกลุ่มหนึ่งกำลังใกล้เข้ามา มองผ่านๆก็นับได้หลายสิบ

 

และคนนับสิบๆกลุ่มนี้ก็ถูกชายโตเต็มวัยคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนหลังของสัตว์ร้ายนำมา

 

ชายโตเต็มวัยผู้นี้ยืนอย่างทะนงองอาจบนหลังสัตว์ร้าย ด้วยหนวดเครารกรุงรังกับท่าทางแข็งกร้าวที่มันเผย ยังคล้ายเสมือนราชสีห์เหี้ยมหาญอยู่บ้าง

 

‘ผู้นำนั่นสู่เซียนขั้นกลาง สัตว์ร้ายที่มันขี่มาสู่เซียนขั้นต้น…ส่วนคนติดตามนับสิบๆที่อยู่ด้านหลังนั่นอ่อนแอสุดก็หลุดพ้นมนุษย์ขั้นเชี่ยวชาญ…พวกมันคล้ายกำลังจะมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านนี้ เป็นพวกไหนกันนะ’

 

หลังจากใช้เนตรเทวะ ต้วนหลิงเทียนก็รับทราบพลังฝึกปรือกลุ่มคนผู้มาใหม่ทันที

 

คนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นตัวอะไรในสายตาเขา

 

เช่นนั้นเขาก็ไม่ได้เลือกที่จะหลีกเลี่ยงแต่อย่างไร

 

ยิ่งไปกว่านั้นคนกลุ่มนี้ก็คล้ายจะมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้โดยเฉพาะ

 

ถึงจะไม่ได้อะไรมากมาย แต่ก็กล่าวได้ว่าตอนนี้เขาติดค้างชายวัยกลางคนทั้ง 2 เรื่องที่อีกฝ่ายบอกทางเขาอยู่

 

จากไปตอนนี้เกรงว่าจะขัดต่อมโนธรรมในใจเขา

 

ขณะเดียวกันนั้นเอง ต้วนหลิงเทียนก็พบว่าตอนนี้ชายวัยกลางคนทั้ง 2 เริ่มชักสีหน้าตึงเครียดแล้ว

 

“ฮ่าๆๆ…คนในหมู่บ้านขุยมิคิดออกมาต้อนรับพวกเราหน่อยหรือ!?”

 

ชายวัยกลางคนที่มีหนวดเครารุงรังตะโกนกล่าวเสียงดัง ผู้คนที่ติดตามมันมาหยุดลอยกลางหาวเป็นกลุ่ม มองไปคล้ายเมฆดำกำลังบังแสงตะวัน ก่อให้เกิดเงาคนดำทะมึนพาดทับหมู่บ้าน

 

“หืม?”

 

ต้วนหลิงเทียนที่คิดว่าคนพวกนี้สมควรเป็นกลุ่มโจรมาปล้นหมู่บ้านก็อดไม่ได้ที่จะอึ้งไปเล็กน้อย

 

เพราะฟังจากเสียงผู้นำเคราดกนั่น คล้ายจะรู้จักกับหมู่บ้านนี้ดี

 

“พวกมันเป็นกลุ่มโจรที่ออกหากินแถบชายแดนตอนใต้ของประเทศฝูเฟิง พลังของพวกมันเทียบได้กับขุมพลังชั้น 8 ทุกปีจักแวะเวียนผ่านมาหมู่บ้านเราเพื่อเก็บค่าคุ้มครอง”

 

คล้ายเห็นความสงสัยในแววตาต้วนหลิงเทียน ชายวัยกลางคนที่บอกทางคนหนึ่ง ยิ้มเจื่อนๆกล่าวตอบไขข้อสงสัยให้ด้วยการส่งเสียงผ่านปราณแท้

 

ต้วนหลิงเทียนเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที

 

หากเป็นแบบนี้เขาก็ไม่จำเป็นต้องยุ่งเกี่ยว

 

หมู่บ้านนี้แม้จะมีพลังอำนาจเทียบได้กับขุมพลังชั้น 9 แต่จะอย่างไรก็อาศัยอยู่ในเขตประเทศฝูเฟิง หากไร้ซึ่งขุมพลังชั้น 7 หรือ 8 อย่างกลุ่มโจรนี่คุ้มครอง เกรงว่าคงยากจะอยู่รอดได้นาน

 

บางทีการพึ่งโจรร้ายหรืออันธพาลให้ช่วยจัดการกับโจรร้ายอันธพาลก็นับเป็นวิธีที่ดี

 

นี่เป็นกฏการอยู่รอด

 

ทันใดนั้นเองต้วนหลิงเทียนก็แลเห็นคนกลุ่มหนึ่งในหมู่บ้านเริ่มเหินร่างลอยขึ้นไปบนฟ้า ผู้นำเป็นชายชราในชุดสีเขียว

 

ลูกตาชายชราแฝงไว้ด้วยความอับจนหนทาง หากแต่ใบหน้ายังฝืนปั้นยิ้ม

 

“หัวหน้าสามนี่เป็นค่าคุ้มครองของหมู่บ้านขุยในปีนี้”

 

ต่อหน้าชายชราเครารก ชายชราไม่กล้าไม่สุภาพ ค่อยๆยืนแหวนมิติส่งไปให้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม

 

ชายวัยกลางคนเครากรกก็รับมาและตรวจสอบสิ่งของด้านในทันที หลังจากนั้นก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา “อืมครบถ้วน! เจอกันปีหน้าเล่าตาเฒ่าขุย!”

 

กล่าวจบชายวัยกลางคนเครารกก็กระตุกบังเหียน ทำให้สัตว์ร้ายใต้ฝ่าเท้าหันหลังกลับทันที ดูท่าเตรียมจะพากลุ่มคนจากไปแล้ว

 

ในขณะที่ต้วนหลิงเทียนมองกลุ่มชายวัยกลางคนเครารกที่กำลังจะออกเดินทางไปจากหมู่บ้านนั้น ชายชราที่ติดตามอยู่ด้านหลังชายวัยกลางคนเคราดกก็บังเอิญเห็นต้วนหลิงเทียนพอดี

 

ครู่ต่อมาต้วนหลิงเทียนก็เห็นว่าชายชราคนนั้นหันกลับไปซุบซิบอะไรบางอย่างกับชายวัยกลางคนเครารกทันที

 

จังหวะนี้ต้วนหลิงเทียนรู้ตัวทันทีว่าเรื่องราวชักไม่ดีแล้ว

 

และตอนนี้เองชายวัยกลางคนเคราดกที่เป็นผู้นำก็กระตุกบังเหียนสัตว์ร้ายทำให้มันหันกลับมาอีกครั้ง เมื่อมันแลเห็นต้วนหลิงเทียน ลูกตามันก็ทอประกายสว่างวาบขึ้นมา

 

“เจ้าน่ะ! ใช่คนของหมู่บ้านขุยหรือไม่?”

 

ชายวัยกลางคนเครารกจ้องต้วนหลิงเทียนด้วยสายทอประกายปานมีฟ้าแลบ กล่าวถามออกมาเสียงเข้ม

 

ขณะเดียวกันไม่ว่าจะกลุ่มโจรที่เหลือหรือคนในหมู่บ้านขุย ก็หันมองตามมัน เบนตามาตกยังร่างต้วนหลิงเทียนอย่างพร้อมเพรียง

 

หัวหน้าหมู่บ้านอันเป็นชายชราในชุดเขียวก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วขึ้นมา

 

“ข้า…”

 

ต้วนหลิงเทียนคิดจะบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนของหมู่บ้านขุย ทว่ากลับมีคนพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

“หัวหน้าสามเขาเองก็เป็นคนของหมู่บ้านขุยเรา หากแต่มิค่อยได้ออกมาพบเจอผู้คนสักเท่าไหร่”

 

หัวหน้าหมู่บ้านอันเป็นชายชราชุดเขียวได้รับเสียงผ่านปราณแท้จากชายวัยกลางคนที่ต้วนหลิงเทียนมาถามทางเรียบร้อย เป็นมันที่กล่าวแทรกบอกต่อชายวัยกลางคนเครารก

 

ตอนนี้เองต้วนหลิงเทียนยังได้ยินเสียงผ่านปราณแท้จากชายชราหัวหน้าหมู่บ้าน “เจ้าหนุ่ม พวกมันมิอาจล้อเล่นด้วยได้ เจ้าเพียงกล่าวบอกว่าเป็นคนของหมู่บ้านขุยเราเถอะ”

 

ได้ยินคำของชายชราหัวหน้าหมู่บ้าน แม้ต้วนหลิงเทียนจะไม่เห็นพวกโจรกิ๊กก๊อกเหล่านี้อยู่ในสายตา แต่ในใจอดไม่ได้ที่จะตื้นตันขึ้นมา ไม่คิดจะกล่าวตัดคำหัวหน้าหมู่บ้านแต่อย่างไร

 

เพราะสุดท้ายแล้วหัวหน้าหมู่บ้านนี้ก็หวังดีต่อเขา

 

“เฒ่าขุย เจ้าคิดจริงๆหรือว่าหัวหน้าสามเช่นข้ามีตาแต่ไร้แวว…เจ้าคิดว่าหมู่บ้านขุยของเจ้าจักมีชายหนุ่มที่มีลักษณะผู้ดีเช่นนี้ได้หรือ?”

 

ชายวัยกลางคนเครากรกกล่าวเย้ยออกมา

 

ได้ยินคำชายวัยกลางคนเครากรก ชายชราหัวหน้าหมู่บ้านขุยก็ตื่นตระหนกทันที มันไร้คำจะกล่าวหากแต่หันกลับไปจ้องมองต้วนหลิงเทียนให้ละเอียดอีกครั้ง และพบว่าอีกฝ่ายมากสง่าราศี นับว่าโดดเด่นไม่น้อยยามอยู่กลางฝูงชน มิน่าจะใช่คนธรรมดาทั่วไป

 

“ชายชราขุยข้าจักคิดเสียว่าเมื่อครู่ข้าไม่ได้ยินคำของเจ้าก็แล้วกัน…เช่นนั้นข้าจักกล่าวถามเจ้าอีกครั้ง เจ้าหนุ่มนั่นมันใช่คนในหมู่บ้านขุยของเจ้าหรือไม่ข้าขอเตือนให้เจ้ากล่าวตอบตามตรง ผลของการโหกข้าเป็นเช่นไรเจ้าสมควรรู้ดี…

 

ชายวัยกลางคนเครารกกล่าวถามออกมาเสียงเย้ย

 

จังหวะนี้ชายชราหัวหน้าหมู่บ้านขุยถึงกับหน้าเสียเหงื่อเย็นเม็ดเขื่องผุดซึมเต็มหน้าผาก มันได้แต่มองต้วนหลิงเทียนด้วยสายตาอับจน

 

ในเมื่อเรื่องราวมาถึงขั้นนี้แล้ว มันก็ได้แต่พยายามส่งสายตาให้ต้วนหลิงเทียนกระทำตามที่มันบอก

 

ต้วนหลิงเทียนเพียงยิ้มให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน และเข้าใจถึงความลำบากใจอีกฝ่ายดี ค่อยหันไปมองกล่าวกับชายวัยกลางคนเครารกด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “สายตาเจ้าไม่เลวนี่ ข้าไม่ใช่คนของหมู่บ้านขุยหรอก แค่ผ่านมาถามทางเท่านั้น”

 

“ข้าก็ว่าแล้วเชียว ไหนเลยคนของหมู่บ้านขุย จะดูดีมีระดับเช่นเจ้าได้”

 

ชายวัยกลางคนเคราดกเผยความพึงพอใจออกมาบนใบหน้าราวกับจะบอกว่า ‘เห็นหรือยัง!’ ขณะมองต้วนหลิงเทียน “วันนี้ข้าอารมณ์ดีมิอยากเห็นผู้ใดหลั่งเลือด เจ้าเพียงมอบแหวนมิติมา แล้วก็ไสหัวไปเสีย”

 

“อารมณ์ดีมิอยากเห็นผู้ใดหลั่งเลือด”

 

ต้วนหลิงเทียนยิ้มบางๆออกมาเมื่อได้ยินวาจาของหัวหน้ากลุ่มโจรเคราดก “จากวาจาของเจ้า ดูเหมือนเจ้าคิดว่าเจ้ามีอำนาจตัดสินใจงั้นสิ”

 

หลังจากกล่าวจบต้วนหลิงเทียนก็ไม่รอให้ชายวัยกลางคนตอบคำอะไร พุ่งร่างเหินจากไปทันที

 

แน่นอนว่าความเร็วในการเหินบินจากไปนั้นไม่ได้เร็วนัก เพียงคงไว้ในระดับสู่เซียนขั้นต้นเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตามด้วยความเร็วเท่านี้ ก็นับว่าทิ้งห่างกลุ่มโจรไปพอสมควร เพราะพวกมันยังยืนอึ้งตะลึงกันอยู่

 

ทิศทางที่ต้วนหลิงเทียนเลือกจะไปก็เป็นทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศทางไปสู่เมืองหลวงนั่นเอง

 

“สุราคารวะมิรับ ชมชอบสุราจับกรอก!!”

 

ในที่สุดหลังอึ้งอยู่พักหนึ่งชายวัยกลางคนเครารกก็ไล่ตามต้วนหลิงเทียนไปทันที ลูกตาเผยจิตฆ่าฟัน กระทืบเท้าเบาๆกระตุ้นให้สัตว์ร้ายใต้เท้าพุ่งตามต้วนหลิงเทียนไป!

 

กลุ่มโจรก็เหินร่างติดตามมันไปเช่นกัน

 

“ชายหนุ่มผู้นั้นโชคร้ายยิ่ง…”

 

ผู้คนในหมู่บ้านขุยอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเมื่อเห็นภาพนี้

 

ทั้งหมดเห็นกันชัดเจนว่าความเร็วของชายหนุ่มไม่ได้มากมายอะไร

 

อย่างน้อยๆก็ไม่ได้เหนือไปกว่าชายวัยกลางคนเครารก

 

“คนหนุ่มนับว่าเลือดร้อนนัก…เพียงมอบแหวนมิติไปจักเป็นอันใด หรือเขาเห็นว่าสมบัติยังสำคัญกว่าชีวิต?”

 

หัวหน้าหมู่บ้านขุยได้แต่ระบายลมหายใจออกมาอย่างทอดถอน ก่อนหน้านี้มันพยายามให้คำแนะนำต่อชายหนุ่มแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับไม่คิดกระทำตาม จึงทำให้มันรู้สึกจนปัญญาอยู่บ้าง

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด