Crazy Leveling System 297

Now you are reading Crazy Leveling System Chapter 297 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

CLS ตอนที่ 297: เพราะว่ามันตายแล้วยังไงล่ะ

 

การเสนอให้เข้าร่วมของอาณาจักรใต้พิภพ เผินๆ เหมือนเป็นการให้โอกาส มอบอำนาจให้ แต่แล้วก็จะค่อยๆ ทำการสลายกลุ่ม จากนั้นก็ทำการหลอมรวมเข้ากับอาณาจักรใต้พิภพ ดูแล้วเหมือนจะดี ก็อย่างเช่นการสืบทอดของเผ่าภูตที่ทำกันมาหลายปี สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความลับทั้งหมดของเผ่าภูต

 

เมื่อความลับทั้งหมดของเผ่าภูตถูกเอาไปหมดเมื่อไหร่ เมื่อนั้นพวกเขาก็จะหมดค่าในทันที ไม่มีอะไรที่พวกเขาจะทำได้อีก

 

ที่จริงแล้วการเข้าร่วมไม่ใช่เรื่องน่ากลัว สำหรับขุมอำนาจอย่างอาณาจักรแล้ว การได้เข้าร่วมถือเป็นโอกาส สิ่งที่น่ากลัวคือการไม่เข้าร่วมต่างหาก เพราะแบบนั้น เจ้าจึงถูกจัดการด้วยวิธีที่โหดร้ายและเลือดเย็นที่สุด เมื่อถึงตอนนั้น เจ้าก็จะหมดสิ้นทุกสิ่ง

Even makes influence that joins work oneself to death to oneself unceasingly unceasingly, disintegrates to behind own influence, finally withers away thoroughly. What are more is lies in substitutes for a influence high level, when the time comes they do not spend the strength of destroying, can control not weak influence to work oneself to death for oneself, became oneself is respective.

แม้ว่าการเข้าร่วมสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง ขุมอำนาจที่สั่งสมมาของตนต้องสลายไป แต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องถูกทำลายล้าง ทั้งยังอาจมีโอกาสได้ปกครองขุมอำนาจที่อ่อนแอกว่าเพื่อทำงานเสี่ยงตายแทนตน ทำให้ตนกลายเป็นมีอำนาจอีกครั้งหนึ่ง

 

วังเทียนจี๋ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด มีคนระดับสูงเป็นตัวแทน จากนั้นก็ทำการควบคุมสำนักให้กลายเป็นหุ่นเชิด

 

ถ้าเผ่าภูตยอมเข้าร่วม ในไม่ช้าก็กลายเป็นเช่นนี้เหมือนกัน อย่างผู้อาวุโสสูงสุดที่ถูกอาณาจักรใต้พิภพจับกุมตัวไว้ แล้วอย่างนี้ใครจะไปอยากเข้าร่วมด้วยกัน?

 

ต่อให้พวกเขาต้องตาย ก็ไม่ยอมกลายเป็นทาสของอาณาจักรใต้พิภพเด็ดขาด!

 

แต่มีเผ่าภูตบางคนที่เห็นต่าง ต้องการเข้าร่วมกับขุมอำนาจใหญ่นี้ เลือกชื่อเสียงและอำนาจ จนทำให้สถานการณ์พัฒนามาถึงจุดนี้

 

ในใจเย่ชิงเสวียนรู้สึกเจ็บปวด เธอไม่อยากฆ่าพวกเขา แต่ก็ไม่อาจดับความโกรธในใจ ทั้งยังเป็นการไม่ยุติธรรมต่อคนในเผ่าที่ตายไปด้วย! เพียงเพราะปฏิเสธทำให้ต้องประสบกับความลำบาก ทุกข์ทรมาน อยู่ไม่สู้ตาย

 

เมื่อเป็นอย่างนี้ ในใจของเธอก็พลันรู้สึกเดือดพล่านอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน คนทรยศต้องตาย! อาณาจักรใต้พิภพต้องตาย!

 

“เจ้าอย่าโทษตัวเองเลย…..” อี้เทียนหยุนเดินเข้าไป พร้อมกับยื่นมือออกไปตบไหล่เธอเบาๆ ปลอบเธอว่าอย่าเศร้าใจไปเลย

 

“อืม ข้าไม่ได้โทษตัวเอง ก็แค่เป็นราคาที่พวกมันต้องจ่าย!” เย่ชิงเสวียนหันกลับไปมองอู๋เผิงที่นอนอยู่ใกล้ๆ อีกฝ่ายตอนนี้กำลังบาดเจ็บหนัก ไม่สามารถลุกขึ้นมาได้

 

อู๋เผิงส่งเสียงครางออกมาเบาๆ พร้อมกับจ้องมาที่พวกเขาอย่างดื้อด้าน พร้อมกับพูดออกมาอย่างไม่ยอมอ่อนข้า “จะฆ่าก็ฆ่า อย่ามาทำเล่นตัวเหมือนผู้หญิง อีกไม่นาน อาณาจักรใต้พิภพจะต้องลบเผ่าภูตของพวกเจ้าทิ้งอย่างแน่นอน!”

 

ขณะที่พูด เขาก็เอามือทุบพื้นอย่างแรง พร้อมกับกระโจนเข้าใส่พวกเขา แต่ยังไงก็ตาม ก็ได้มีหน้าแข้งสวนกลับไป “ปัง” กระแทกอู๋เผิงจนชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่ จนตัวคนแทบจะฝังเข้าไปในต้นไม้อย่างไงอย่างงั้น

 

ด้วยแข้งนี้ ทำให้อาการบาดเจ็บของอู๋เผิงหนักขึ้นไปอีก แทบจะตายคาฝ่าเท้า

 

“แค่จะลุกขึ้นยืนยังยาก ยังจะมีหน้ามาโจมตีอีก” อี้เทียนหยุนมองไปที่เขาอย่างเย็นชา แล้วพูดขึ้นว่า “วางใจเถอะ ฝ่ายที่จะถูกลบทิ้งไม่ใช่เผ่าภูตหรอก แต่เป็นอาณาจักรใต้พิภพของพวกเจ้าต่างหาก!”

 

ขณะเดียวกัน เขาก็เดินเข้าไปยันร่างของอีกฝ่ายไว้ พร้อมกับโคจรวิชามหาเวทดูดดาวอย่างบ้าคลั่ง ดูดกลืนพลังวิญญาณในร่างของอู๋เผิงมา วิชามหาเวทดูดดาวนี้ไม่จำเป็นต้องใช้มือเพียงอย่างเดียวเท่านั้นถึงจะสามารถดูดพลังวิญญาณของอีกฝ่ายได้ แต่ขอแค่เป็นส่วนใดส่วนใดของร่างกายก็สามารถดึงเอาพลังวิญญาณจากอีกฝ่ายมาได้แล้ว

 

เมื่อเทียบกับเท้าแล้ว แน่นอนว่ามือต้องดูดกลืนได้ดีกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งยังสามารถสะกดฝ่ายตรงข้ามไว้ได้ด้วย

 

“เจ้า เจ้า…..” อู๋เผิงสัมผัสได้ถึงแรงดูดที่น่าสะพรึงนี้ ทำให้พลังวิญญาณในร่างของเขาอ่อนแอลงเรื่อยๆ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธ แต่ก็มากไปด้วยความหวาดกลัว

 

“ท่านนักบุญหญิง เจ้าจะจัดการยังไงกับมัน?” อี้เทียนหยุนหันไปพูดกับเย่ชิงเสวียน

 

“ฆ่ามันซะ!” เย่ชิงเสวียนตอบโดยไม่เสียเวลาคิด

 

“ไม่มีปัญหา” อี้เทียนหยุนยกเท้าออกพร้อมกับถีบกลับไปอย่างแรง จนร่างของอู๋เผิงกระแทกต้นไม้เข้าไปจนทะลุเปลือก

 

อู๋เผิงตาเบิกโพลง จากนั้นก็ไร้ซึ่งลมหายใจ ด้วยลูกถีบนี้ ทำให้อวัยวะภายในทั้งห้าของเขาถูกจัดการจนแหลก ตายจนไม่สามารถตายได้อีก

 

“ติ๊ง ท่านสังหารอู๋เผิงสำเร็จ ได้รับค่าประสบการณ์ 380,000, ค่าความคลั่ง 4,300, ค่าความชั่ว 300, ได้รับวิชาสับกระหายเลือด, อสูรโลหิตคำราม, ได้รับไอเทม ดาบอสูรโลหิต(ระดับจิตวิญญาณขั้นสูง), เกราะฟ่านเทียน, เม็ดยาค่าประสบการณ์ 500,000”

 

จากนั้นอี้เทียนหยุนก็ทำการถอดแหวนเก็บของของอีกฝ่าย ของดีอย่างนี้เขาจะพลาดได้ยังไง

 

“ดูเจ้าสิ เรื่องเก็บของนี่ชำนาญนัก” เย่ชิงเสวียนกลอกตาอยู่ด้านข้าง

 

“แน่นอนอยู่แล้ว ของดีอย่างนี้จะปล่อยไปได้ยังไง?” อี้เทียนหยุนเก็บแหวนเอาไว้ เขาไม่จำเป็นต้องมองก็รู้ว่าในนั้นมีสมบัติมากมาย ของที่สามารถช่วยสำนักได้ เขาจะปล่อยให้เสียเปล่าได้ยังไง

 

“แล้วก็อีกอย่าง นี่เจ้ามาถึงระดับผันแปรวิญญาณแล้วอย่างงั้นเหรอ?” เย่ชิงเสวียนเหมือนนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงได้ถามออกมา

 

“ใช้แล้ว มีอะไรเหรอ?” อี้เทียนหยุนหันไปมองเธอ

 

“ไม่มีอะไร ก็แค่เจ้าเลื่อนระดับเร็วมาก ก่อนหน้านี้ที่เจอเจ้า ระดับของเจ้ายังต่ำมาก ตกลงแล้วเจ้าฝึกยังไงของเจ้ากันแน่?” ในใจเย่ชิงเสวียนรู้สึกตกใจอย่างมาก เทียบกันแล้วยังแข็งแกร่งกว่าเธอด้วยซ้ำ

 

“ก็ไม่มีอะไรพิเศษ ก็แค่ค่อยๆ ฝึกไปมันก็เลื่อนขั้นของมันเอง” อี้เทียนหยุนยักไหล่

 

“ช่างเถอะ” เย่ชิงเสวียนไม่ถามต่อ แต่พูดขึ้นว่า “ไป พวกเราไปทางนั้นกัน ไปกำจัดพวกมันให้หมด!”

 

เวลาของพวกเขามีไม่มาก ดังนั้นจึงต้องไปยังที่ถัดไปให้เร็วขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

 

จากนั้นพวกเขาก็หายไปจากจุดนี้ พร้อมกับเดินทะลุเข้าไปในป่า

 

“นี่มันที่บัดซบอะไรกันวะ จะหาจุดทำลายยังไม่มี แล้วอย่างนี้จะทำลายค่ายกลนี้ได้ยังไง!” เลี่ยวเฉิงมองไปรอบๆ อย่างร้อนรน เขากลัวว่าจะมีใครลอบโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว

 

“ท่านเลี่ยว พวกเขาคงไม่มีทางทำลายค่ายกลนี้ได้แน่ๆ คงจะมีคนซ่อมแซมค่ายกลใหญ่แล้ว คิดจะให้ผู้ทรยศเผ่าภูตเป็นคนทำลาย คงจะเป็นเรื่องยาก…..” พวกที่ตามมาต่างก็พากันมีสีหน้าไม่สู้ดี

 

“เจ้าไม่ใช่คนของเผ่าภูตหรือไง ทำไมถึงได้ไม่มีวิธีทำลายมัน!” เลี่ยวเฉิงโมโหอย่างหนัก “อุตส่าห์ให้เจ้านำคนมาทำลายค่ายกลนี้ แต่ตั้งแต่เริ่มจนถึงบัดนี้กลับไม่ได้เรื่องอะไรสักอย่าง!”

 

พวกเผ่าภูตที่ถูกว่าต่างก็พากันรู้สึกโกรธอยู่ข้างใน แต่ใบหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม ไม่กล้าแสดงสีหน้าโกรธเคืองออกมา

 

“พวกเราคุ้นเคยกับที่นี่แค่เล็กน้อย แต่เมื่อไหร่ที่ค่ายกลถูกเปิดใช้งาน ต่อให้เป็นพวกเราก็ไม่มีทางทำลายมันได้ง่ายๆ ยิ่งกว่านั้น มันยังมีการปรับเปลี่ยนบ่อยมาก อย่าว่าแต่พวกเราเลย ต่อให้เป็นผู้อาวุโสก็ต้องถูกขังอยู่ข้างใน”

 

ค่ายกลสัมผัสพิศวงนี้ไม่จำแนกมิตรและศัตรู ตราบใดที่ไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง ต่อให้เป็นผู้อาวุโสก็ต้องหลงเมื่อเข้ามาอยู่ในนี้

 

“บัดซบ ถ้าเกิดพวกอู๋เผิงแย่งความดีความชอบไป แล้วข้าจะเหลืออะไร?” เลี่ยวเฉิงกระทืบเท้าใส่ท่อนไม้ข้างล่าง พร้อมกับมองขึ้นไปบนฟ้า “ถ้าเกิดมองเห็นสถานการณ์จากบนฟ้าได้ก็ดีสิ!”

 

เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับผันแปรวิญญาณ แน่นอนว่าต้องบินได้ แต่ต่อให้บินได้ก็ไม่มีความหมายอะไรกับที่แห่งนี้ เพราะไม่สามารถเห็นอะไรจากข้างบน พวกเขาสามารถบินหนีออกไปจากที่นี่ได้ แต่เป้าหมายของพวกเขาคือการจับกุมเผ่าภูต การหนีจึงไม่ใช่เป้าหมายของพวกเขา

 

“ไม่ต้องกังวลไปหรอก อู๋เผิงไม่แย่งความดีความชอบของเจ้าไปแน่นอน” อยู่ๆ ก็พลันปรากฏเด็กหนุ่มคนหนึ่งตรงหน้าพวกเขา ทำให้พวกเขาพากันตกใจ

 

“ทำไม?” เลี่ยวเฉิงไม่ได้ถามว่าผู้มาใหม่คือใคร แต่ถามออกไปตามสัญชาตญาณ

 

“ก็เพราะว่ามันตายแล้วยังไงล่ะ” มุมปากของอี้เทียนหยุนหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย

 

เย่ชิงเสวียนทำการซ่อนตัวเพื่อซุ่มโจมตี ขณะหน้าที่ในการเผชิญหน้าตกเป็นของอี้เทียนหยุน ทีแรกเธอตั้งใจจะเป็นคนคอยดึงดูดความสนใจ แต่อี้เทียนหยุนไม่ยอม เหตุผลก็ง่ายมาก เพราะมันเสี่ยงเกินไปน่ะสิ!

 

ถ้าเกิดถูกฝ่ายตรงข้ามจับตัวไป นั่นคงเป็นปัญหาแล้ว

 

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด