ข้ามเวลาล่าฝันบทที่ 25

Now you are reading ข้ามเวลาล่าฝัน Chapter บทที่ 25 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

 

ข้ามเวลาล่าฝัน! บทที่ 25

 

ยูนจังดูมีท่าทีที่หมดแรง แทบจะพูดอะไรไม่ออก ตอนนี้มารุไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของตัวเธอยามปกติ

 

‘อุบัติเหตุ?’

 

ตั้งแต่เขาเริ่มทํากิจกรรมชมรมมา อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์ที่สามแล้ว มารุไม่เคยเห็นรุ่นพี่ปีสามหรือปีสองคนอื่นที่ออกไปแวะมาเยี่ยมที่ชมรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าพวกนั้นออกไปเพราะอุบัติเหตุอะไรสักอย่างจริง ๆ เขาก็น่าจะแวะกลับมาทักทายกันบ้าง แต่ในความเป็นจริง กลับไม่มีใครมาเลย

 

แบบนี้มันต้องเป็นอุบัติเหตุที่มีคนถึงตาย หรือไม่ก็เป็นเรื่องอื่นแน่ ๆ

 

“อุบัติเหตุ?” มิโซกล่าว ทําให้ยูนจังต้องตัวสั่น “กล้าเรียกเรื่องแบบนั้นว่าอุบัติเหตุเหรอ? ถามจริง?”

 

ใบหน้าของยูนจังถึงทิ้งลงทันที

 

“เรื่องนั้น…”

 

“เดี๋ยวผมพูดต่อเองครับ” จุงฮยุกลุกขึ้น ทําให้ยูนจังลังเลเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงในที่ของตัวเอง

 

“ทําไมถึงเอายัยนี่เป็นประธานกัน?” มิโซถาม

 

“เราเลือกกันเองครับ”

 

“งั้นก็แล้วไป”

 

จุงฮยุกหันไปมองเหล่าปีหนึ่ง มารุเห็นอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในแววตานั้น ความผิดหวัง ความโศกเศร้า แต่ที่เด่นชัดที่สุด…

 

‘ความโกรธ?’

 

เขากําลังโกรธ แต่โกรธใครล่ะ?

 

“ปีก่อนมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อช่วงก่อนจะถึงหยุดฤดูร้อนพวกปีสามกับพวกปีสองของปีที่แล้ว…ทะเลาะกัน”

 

จุงฮยุกพูดว่า ‘ทะเลาะ ’ด้วยความยากลําบาก

 

“ถ้ามันแค่ทะเลาะกันธรรมดาคงไม่มีปัญหาอะไร แต่เรื่องมันแย่ กว่านั้นมาก ฉากและอุปกรณ์ทุกอย่างที่เราทําขึ้นเพื่อไปแข่งระดับ ชาติของปีก่อน ถูกทําลายจนหมด ที่เราไม่ได้ไปแข่งระดับชาติปีที่แล้วไม่ใช่เพราะเราไม่อยากไป แต่เป็นเพราะเราไปไม่ได้ เราขาดทั้งตัวนักแสดง และอุปกรณ์ประกอบฉาก”

 

เขายิ้มออกมาอ่อน ๆ มิโซจึงทําท่าบอกให้เขาเล่าต่อ

 

“เฮ้อ…เรื่องทั้งหมดมันเริ่มมาจากเรื่องเล็ก ๆ ครูบอกเราว่าให้เราเลือกตัวเอกกันเอง พวกปีสามบ่นกันนิดหน่อยก่อนจะมอบตําแหน่งให้ปีสองไป พวกปีสามกลายเป็นทีมงานผู้กํากับเวที และปีสองได้เป็นนักแสดง นี่คือสิ่งที่ฉันรู้เห็นด้วยตัวเองทั้งหมดแล้ว ที่เหลือเรื่องราวจากนี้เป็นเรื่องที่ได้ยินมาทั้งนั้น การบ่นเรื่องแย่งตัวเอกแย่ลงทุกวัน พวกปีสามพยายามด่าว่าปีสองเพราะว่าตัวเองไม่ได้บทตามที่หวัง ทําให้ความสัมพันธ์ของปีสามกับปีสองแย่ลงตั้งแต่ช่วงนั้นมา เราในฐานะปีหนึ่งก็ไปยุ่งอะไรไม่ได้มาก แน่นอนล่ะ พอเราจะบอกอะไรก็จะโดนว่าอย่ามายุ่งตลอด”

 

จุงฮยุกหายใจเข้าลึก

 

“และวันหนึ่ง ก็เกิดการวิวาทขึ้นที่หอประชุมนี้ พวกเราปีหนึ่งรอพวกรุ่นพี่อยู่ในห้องชมรม แต่พอได้ยินเสียงดังโวยวายพวกเราก็ขึ้นมาดู ตอนนั้น…”

 

จุงฮยุกเดินขึ้นไปบนเวทีและขยับของที่บังทางอยู่ออก เผยให้เห็นมุมสีขาวบนนั้น สีขาวที่ราวกับว่าเพิ่งมีการทาสีทับมาหมาดๆ จุงฮยุกเดินกลับมาหาเหล่าสมาชิกชมรม

 

“ตอนนั้น ที่ตรงนั้นคือที่ ๆ เราใช้เก็บอุปกรณ์ประกอบฉาก สิ่งที่เราเห็นหลังจากขึ้นมาดูก็คือ ฉากที่เราทําไว้กําลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง พวกปีสองและปีสามต่างพากันช่วยดับไฟเอาไว้ได้ แต่มันก็สายเกินไปแล้ว โชคยังดีที่ยังไม่ไหม้ลามไปถึงตัวตึกมากนัก”

 

สีหน้าของจุงฮยุกแย่ลงเมื่อเขาหันไปมองทางกําแพง

 

“เรื่องจบลงด้วยการที่เราต้องมาช่วยกันทําความสะอาดหอประชุมในช่วงหยุดฤดูร้อน พวกครูรู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ พวกเขาเลยไม่ได้ถามอะไรมาก แต่เรื่องนี้ก็ทําให้ครูหลายๆ คนเริ่มมีอคติกับชมรมเรา”

 

ที่เหล่าครูเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘อุบัติเหตุ’ คงเพื่อสื่อความหมายอื่น ไฟที่ไหม้คงเป็นฝีมือของนักเรียนสักคน

 

“เราเองก็ไม่รู้ว่าไฟมันมาจากไหน พวกรุ่นพี่เองก็ไม่ยอมพูดถึงมัน โชคดีที่ครูๆ เองก็ไม่ได้ถามหาความจริงมากมายนัก ไม่งั้นเราอาจจะโดนลงโทษหนักกว่านี้ก็ได้ หลังจากนั้น พวกปีสามก็ไม่ยอมเข้าทํากิจกรรมชมรมอีก เหลือแต่ปีสองคอยทําฉาก และให้ปีหนึ่งกลายเป็นนักแสดง ทําให้ปีที่แล้วเราได้ไปร่วมงานประกวดแค่สองที่หลังจากนั้นสมาชิกเกือบทั้งหมดก็ลาออกไป”

 

เขาหันมองเหล่าปีสองคนอื่นที่ยังเหลือในชมรม ที่กําลังทําหน้าตาข่มขืนไม่ต่างไปจากเขา ก่อนจุงฉยุกจะเดินกลับไปนั่งที่ตัวเอง

 

“ได้ยินไหม?” มิโซถาม “ได้ยินไหมว่ารุ่นพี่พวกเธอมันโง่แค่ไหน?”

 

พวกปีสองได้แต่ทําหน้าเหยเก

 

“เธอ”

 

“ครับ”

 

เดมยังตะโกนตอบ

 

“คิดว่าเราจะแสดงละครโดนมีแค่นักแสดงได้ไหม?”

 

“ไม่ครับ”

 

คราวนี้เธอหันไปหาแทจูน

 

“คิดว่ามีแต่ฉากจะเล่นละครกันได้ไหม?”

 

“ไม่”

 

ต่อไปเป็นโซยอน

 

“แล้วแค่บทละ?”

 

“คงไม่ค่ะ”

 

ยูริม

 

“แล้วครูฝึกสวยๆ อย่างฉันแค่คนเดียวล่ะ?”

 

“คงไม่มั้งคะ…”

 

ต่อไปคืออิเซ

 

“แค่ชุดล่ะ?”

 

“ไม่มีทาง”

 

มิโซพยักหน้ารับ

 

“พวกเธอรู้กันดีอยู่แล้ว บอกมาหน่อย หัวหน้า สิ่งสําคัญที่สุดในการแสดงคืออะไร?”

 

มารุไม่แม้แต่จะลังเล

 

“ทั้งหมดที่กล่าวมาครับ”

 

“ใช่”

 

มิโซลุกขึ้นยืน

 

“ละครเวทีน่ะ คือการรวมตัวกันของคนที่มีทักษะอันหลากหลาย พวกเราต้องใช้นักแสดงมากความสามารถมาแสดง บทดีๆ มานําทางให้การแสดง การจัดแสงที่ทําให้นักแสดงโดดเด่น เสียงดนตรีที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศ ฉากที่ทําให้การแสดงดูสมจริง ผู้กํากับ หรือแม้แต่คนดู พวกเขาล้วนสําคัญทั้งหมด แล้วพวกเธออยู่ในชมรมแบบนั้น ต่างคนต่างมีหน้าที่อันสําคัญของตัวเอง แต่ดันมาทะเลาะกันเนี่ยนะ?”

 

มิโซถอนหายใจอย่างแรงด้วยความโกรธ

 

“อยากจะยกเก้าอี้ฟาดหน้าพวกมันสักที กล้ามาทําลายชื่อเสียงบลูสกายเพราะเรื่องขี้ปะติวพรรค์นี้ พวกมันคิดว่าตัวเองมีสิทธิอะไรมาทําลายความทรงจําที่พวกเราช่วยกันสร้างมา เพราะเรื่องแย่งบทเนี่ยนะ?”

 

เธอระบายอารมณ์โกรธออกมาด้วยการเตะเก้าอี้ที่นั่ง ราวกับมันเป็นลูกบอล แต่ความโกรธของเธอก็ยังไม่หายไป ใครจะไปนึกว่าอารมณ์ของเธอจะร้ายขนาดนี้…และใครจะไปคิดว่าเธอรักชมรมจนต้องโกรธมากขนาดนี้…เรื่องพวกนี้ทําให้มารุค่อนข้างตกใจเลยที่เดียว

 

“ตอนที่ครูแทซิคมาขอให้ฉันมาสอนพวกเธอ ฉันไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ แต่ไม่เลย ชมรมมันเละกว่าที่ฉันคิดไว้มาก ที่นี่มันกลายเป็นบ่อขี้ รู้ใช่ไหมว่าทําไมมันกลายเป็นแบบนี้? เพราะมันไม่มีใครคิดจะแม้แต่พยายามไง ให้ตายสิ”

 

เด็กสาวลุกขึ้นจากที่นั่งฝั่งปีสอง อ่า เป็นยูนจังอีกครั้ง

 

“พวกเราพยายามกันจะตาย”

 

“นี่ นี่”

 

“ใจเย็นน่ายูนจัง”

 

เดนมิกับมินซองพยายามจะฉุดเพื่อนไว้ แต่ยูนจังกลับเมินพวกเขา

 

“ที่เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ไปก็เพราะอุบัติเหตุนั่น พวกเราพยายามกันอย่างหนัก…”

 

“หนักอะไร? พยายามกันอย่างหนักเพื่อจะได้มีสภาพแบบนี้?”

 

มิโซยิ้มเยาะ

 

“เธอเองก็รักชมรมนี้เหรอ? แค่เข้ามาได้ครึ่งปีเนี่ยนะ?”

 

“ไม่ ไม่ใช่แค่นั้น เราก็พยายามแล้ว และมันก็เกิดเรื่องขึ้น แต่เราก็ตั้งใจและใส่ใจกับการแสดงมาก”

 

“เหรอ?”

 

“ใช่”

 

“ชอบการแสดงมากสินะ?”

 

“แน่สิ”

 

“แล้วทําไมยังอยู่ที่นี่อีก?”

 

“…หะ?”

 

“ทําไมยังมีหน้าอยู่ที่นี่อีก? ทุกอย่างที่สร้าง ที่พยายามกันมา ใช้เวลาช่วยกัน ถูกทําลายไปเพราะ ‘อุบัติเหตุ’ นั่น โดยน้ำมือของรุ่นพี่เธอเอง แล้วทําไมยังอยู่ที่นี่อีก?”

 

ยูนจังก้าวถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว

 

“ถ้าชอบการแสดงมากๆ น่ะ มันหมายความว่าต้องไม่สนใจอย่างอื่นในชีวิต ถ้าชอบจริงตอนนั้นคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเรื่องฉากไปแล้ว ถ้าตอนนั้นเธอชอบการแสดงมากจริงๆ นะ”

 

เธอหยุดพูดหลังจากขึ้นเสียง ก่อนจะเดาะลิ้นและสงบสติลงเล็กน้อย

 

“ตอนที่พวกรุ่นพี่มันเริ่มบ้าขึ้นกัน เธอควรจะเข้าไปหยุด นั่นคือสิ่งที่เธอควรจะทํา นั่นคือสิ่งที่เธอควรทําเพื่อปกป้องชมรม”

 

มิโซถอนหายใจอีกครา ก่อนจะพูดกับตัวเองเบา ๆ ‘ทําไมฉันต้อ งมาโกรธเด็กมันด้วย?’

 

“นั่ง”

 

“…คะ”

 

“ทุกคน ถ้าตอนนั้นกล้ากว่านี้หน่อย…ช่างมัน ปล่อยเรื่องมันผ่านไปแล้วกัน”

 

มิโซปรบมือ พยายามจะปรับสภาพบรรยากาศในห้อง

 

“ขอพูดอีกครั้งนะ เราจะชนะระดับชาติ เข้าใจไหม?”

 

“…ครับ/ค่ะ”

 

“อะไรกัน เงียบเชียว? อยากเดินเป็ดก้าบๆ กันอีกรอบเหรอ?”

 

“ไม่ครับ/ค่ะ”

 

“ดี งั้นลุก แล้วมาฝึกกันเพิ่ม”

 

วันนั้น มารุเดินกลับมาถึงบ้านด้วยขาอันสั่นเทา แม่ของเขาถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า แต่เขาก็เหนื่อยเกินกว่าจะเล่า เขาเข้าไปอาบน้ำและมุ่งตรงเข้านอนทันที

 

และพอเขาตื่นขึ้นมา

 

“อ่า”

 

มันก็เป็นเวลา 7 โมงเช้าในวันจันทร์แล้ว

 

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

ข้ามเวลาล่าฝันบทที่ 25

Now you are reading ข้ามเวลาล่าฝัน Chapter บทที่ 25 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

 

ข้ามเวลาล่าฝัน! บทที่ 25

 

ยูนจังดูมีท่าทีที่หมดแรง แทบจะพูดอะไรไม่ออก ตอนนี้มารุไม่เห็นแม้แต่ร่องรอยของตัวเธอยามปกติ

 

‘อุบัติเหตุ?’

 

ตั้งแต่เขาเริ่มทํากิจกรรมชมรมมา อาทิตย์นี้เป็นอาทิตย์ที่สามแล้ว มารุไม่เคยเห็นรุ่นพี่ปีสามหรือปีสองคนอื่นที่ออกไปแวะมาเยี่ยมที่ชมรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าพวกนั้นออกไปเพราะอุบัติเหตุอะไรสักอย่างจริง ๆ เขาก็น่าจะแวะกลับมาทักทายกันบ้าง แต่ในความเป็นจริง กลับไม่มีใครมาเลย

 

แบบนี้มันต้องเป็นอุบัติเหตุที่มีคนถึงตาย หรือไม่ก็เป็นเรื่องอื่นแน่ ๆ

 

“อุบัติเหตุ?” มิโซกล่าว ทําให้ยูนจังต้องตัวสั่น “กล้าเรียกเรื่องแบบนั้นว่าอุบัติเหตุเหรอ? ถามจริง?”

 

ใบหน้าของยูนจังถึงทิ้งลงทันที

 

“เรื่องนั้น…”

 

“เดี๋ยวผมพูดต่อเองครับ” จุงฮยุกลุกขึ้น ทําให้ยูนจังลังเลเล็กน้อยก่อนจะนั่งลงในที่ของตัวเอง

 

“ทําไมถึงเอายัยนี่เป็นประธานกัน?” มิโซถาม

 

“เราเลือกกันเองครับ”

 

“งั้นก็แล้วไป”

 

จุงฮยุกหันไปมองเหล่าปีหนึ่ง มารุเห็นอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในแววตานั้น ความผิดหวัง ความโศกเศร้า แต่ที่เด่นชัดที่สุด…

 

‘ความโกรธ?’

 

เขากําลังโกรธ แต่โกรธใครล่ะ?

 

“ปีก่อนมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น เมื่อช่วงก่อนจะถึงหยุดฤดูร้อนพวกปีสามกับพวกปีสองของปีที่แล้ว…ทะเลาะกัน”

 

จุงฮยุกพูดว่า ‘ทะเลาะ ’ด้วยความยากลําบาก

 

“ถ้ามันแค่ทะเลาะกันธรรมดาคงไม่มีปัญหาอะไร แต่เรื่องมันแย่ กว่านั้นมาก ฉากและอุปกรณ์ทุกอย่างที่เราทําขึ้นเพื่อไปแข่งระดับ ชาติของปีก่อน ถูกทําลายจนหมด ที่เราไม่ได้ไปแข่งระดับชาติปีที่แล้วไม่ใช่เพราะเราไม่อยากไป แต่เป็นเพราะเราไปไม่ได้ เราขาดทั้งตัวนักแสดง และอุปกรณ์ประกอบฉาก”

 

เขายิ้มออกมาอ่อน ๆ มิโซจึงทําท่าบอกให้เขาเล่าต่อ

 

“เฮ้อ…เรื่องทั้งหมดมันเริ่มมาจากเรื่องเล็ก ๆ ครูบอกเราว่าให้เราเลือกตัวเอกกันเอง พวกปีสามบ่นกันนิดหน่อยก่อนจะมอบตําแหน่งให้ปีสองไป พวกปีสามกลายเป็นทีมงานผู้กํากับเวที และปีสองได้เป็นนักแสดง นี่คือสิ่งที่ฉันรู้เห็นด้วยตัวเองทั้งหมดแล้ว ที่เหลือเรื่องราวจากนี้เป็นเรื่องที่ได้ยินมาทั้งนั้น การบ่นเรื่องแย่งตัวเอกแย่ลงทุกวัน พวกปีสามพยายามด่าว่าปีสองเพราะว่าตัวเองไม่ได้บทตามที่หวัง ทําให้ความสัมพันธ์ของปีสามกับปีสองแย่ลงตั้งแต่ช่วงนั้นมา เราในฐานะปีหนึ่งก็ไปยุ่งอะไรไม่ได้มาก แน่นอนล่ะ พอเราจะบอกอะไรก็จะโดนว่าอย่ามายุ่งตลอด”

 

จุงฮยุกหายใจเข้าลึก

 

“และวันหนึ่ง ก็เกิดการวิวาทขึ้นที่หอประชุมนี้ พวกเราปีหนึ่งรอพวกรุ่นพี่อยู่ในห้องชมรม แต่พอได้ยินเสียงดังโวยวายพวกเราก็ขึ้นมาดู ตอนนั้น…”

 

จุงฮยุกเดินขึ้นไปบนเวทีและขยับของที่บังทางอยู่ออก เผยให้เห็นมุมสีขาวบนนั้น สีขาวที่ราวกับว่าเพิ่งมีการทาสีทับมาหมาดๆ จุงฮยุกเดินกลับมาหาเหล่าสมาชิกชมรม

 

“ตอนนั้น ที่ตรงนั้นคือที่ ๆ เราใช้เก็บอุปกรณ์ประกอบฉาก สิ่งที่เราเห็นหลังจากขึ้นมาดูก็คือ ฉากที่เราทําไว้กําลังลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิง พวกปีสองและปีสามต่างพากันช่วยดับไฟเอาไว้ได้ แต่มันก็สายเกินไปแล้ว โชคยังดีที่ยังไม่ไหม้ลามไปถึงตัวตึกมากนัก”

 

สีหน้าของจุงฮยุกแย่ลงเมื่อเขาหันไปมองทางกําแพง

 

“เรื่องจบลงด้วยการที่เราต้องมาช่วยกันทําความสะอาดหอประชุมในช่วงหยุดฤดูร้อน พวกครูรู้ว่ามันเป็นอุบัติเหตุ พวกเขาเลยไม่ได้ถามอะไรมาก แต่เรื่องนี้ก็ทําให้ครูหลายๆ คนเริ่มมีอคติกับชมรมเรา”

 

ที่เหล่าครูเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘อุบัติเหตุ’ คงเพื่อสื่อความหมายอื่น ไฟที่ไหม้คงเป็นฝีมือของนักเรียนสักคน

 

“เราเองก็ไม่รู้ว่าไฟมันมาจากไหน พวกรุ่นพี่เองก็ไม่ยอมพูดถึงมัน โชคดีที่ครูๆ เองก็ไม่ได้ถามหาความจริงมากมายนัก ไม่งั้นเราอาจจะโดนลงโทษหนักกว่านี้ก็ได้ หลังจากนั้น พวกปีสามก็ไม่ยอมเข้าทํากิจกรรมชมรมอีก เหลือแต่ปีสองคอยทําฉาก และให้ปีหนึ่งกลายเป็นนักแสดง ทําให้ปีที่แล้วเราได้ไปร่วมงานประกวดแค่สองที่หลังจากนั้นสมาชิกเกือบทั้งหมดก็ลาออกไป”

 

เขาหันมองเหล่าปีสองคนอื่นที่ยังเหลือในชมรม ที่กําลังทําหน้าตาข่มขืนไม่ต่างไปจากเขา ก่อนจุงฉยุกจะเดินกลับไปนั่งที่ตัวเอง

 

“ได้ยินไหม?” มิโซถาม “ได้ยินไหมว่ารุ่นพี่พวกเธอมันโง่แค่ไหน?”

 

พวกปีสองได้แต่ทําหน้าเหยเก

 

“เธอ”

 

“ครับ”

 

เดมยังตะโกนตอบ

 

“คิดว่าเราจะแสดงละครโดนมีแค่นักแสดงได้ไหม?”

 

“ไม่ครับ”

 

คราวนี้เธอหันไปหาแทจูน

 

“คิดว่ามีแต่ฉากจะเล่นละครกันได้ไหม?”

 

“ไม่”

 

ต่อไปเป็นโซยอน

 

“แล้วแค่บทละ?”

 

“คงไม่ค่ะ”

 

ยูริม

 

“แล้วครูฝึกสวยๆ อย่างฉันแค่คนเดียวล่ะ?”

 

“คงไม่มั้งคะ…”

 

ต่อไปคืออิเซ

 

“แค่ชุดล่ะ?”

 

“ไม่มีทาง”

 

มิโซพยักหน้ารับ

 

“พวกเธอรู้กันดีอยู่แล้ว บอกมาหน่อย หัวหน้า สิ่งสําคัญที่สุดในการแสดงคืออะไร?”

 

มารุไม่แม้แต่จะลังเล

 

“ทั้งหมดที่กล่าวมาครับ”

 

“ใช่”

 

มิโซลุกขึ้นยืน

 

“ละครเวทีน่ะ คือการรวมตัวกันของคนที่มีทักษะอันหลากหลาย พวกเราต้องใช้นักแสดงมากความสามารถมาแสดง บทดีๆ มานําทางให้การแสดง การจัดแสงที่ทําให้นักแสดงโดดเด่น เสียงดนตรีที่ช่วยเพิ่มบรรยากาศ ฉากที่ทําให้การแสดงดูสมจริง ผู้กํากับ หรือแม้แต่คนดู พวกเขาล้วนสําคัญทั้งหมด แล้วพวกเธออยู่ในชมรมแบบนั้น ต่างคนต่างมีหน้าที่อันสําคัญของตัวเอง แต่ดันมาทะเลาะกันเนี่ยนะ?”

 

มิโซถอนหายใจอย่างแรงด้วยความโกรธ

 

“อยากจะยกเก้าอี้ฟาดหน้าพวกมันสักที กล้ามาทําลายชื่อเสียงบลูสกายเพราะเรื่องขี้ปะติวพรรค์นี้ พวกมันคิดว่าตัวเองมีสิทธิอะไรมาทําลายความทรงจําที่พวกเราช่วยกันสร้างมา เพราะเรื่องแย่งบทเนี่ยนะ?”

 

เธอระบายอารมณ์โกรธออกมาด้วยการเตะเก้าอี้ที่นั่ง ราวกับมันเป็นลูกบอล แต่ความโกรธของเธอก็ยังไม่หายไป ใครจะไปนึกว่าอารมณ์ของเธอจะร้ายขนาดนี้…และใครจะไปคิดว่าเธอรักชมรมจนต้องโกรธมากขนาดนี้…เรื่องพวกนี้ทําให้มารุค่อนข้างตกใจเลยที่เดียว

 

“ตอนที่ครูแทซิคมาขอให้ฉันมาสอนพวกเธอ ฉันไม่คิดจะมาด้วยซ้ำ เพราะคิดว่าตัวเองยังไม่เก่งพอ แต่ไม่เลย ชมรมมันเละกว่าที่ฉันคิดไว้มาก ที่นี่มันกลายเป็นบ่อขี้ รู้ใช่ไหมว่าทําไมมันกลายเป็นแบบนี้? เพราะมันไม่มีใครคิดจะแม้แต่พยายามไง ให้ตายสิ”

 

เด็กสาวลุกขึ้นจากที่นั่งฝั่งปีสอง อ่า เป็นยูนจังอีกครั้ง

 

“พวกเราพยายามกันจะตาย”

 

“นี่ นี่”

 

“ใจเย็นน่ายูนจัง”

 

เดนมิกับมินซองพยายามจะฉุดเพื่อนไว้ แต่ยูนจังกลับเมินพวกเขา

 

“ที่เรื่องมันกลายเป็นแบบนี้ไปก็เพราะอุบัติเหตุนั่น พวกเราพยายามกันอย่างหนัก…”

 

“หนักอะไร? พยายามกันอย่างหนักเพื่อจะได้มีสภาพแบบนี้?”

 

มิโซยิ้มเยาะ

 

“เธอเองก็รักชมรมนี้เหรอ? แค่เข้ามาได้ครึ่งปีเนี่ยนะ?”

 

“ไม่ ไม่ใช่แค่นั้น เราก็พยายามแล้ว และมันก็เกิดเรื่องขึ้น แต่เราก็ตั้งใจและใส่ใจกับการแสดงมาก”

 

“เหรอ?”

 

“ใช่”

 

“ชอบการแสดงมากสินะ?”

 

“แน่สิ”

 

“แล้วทําไมยังอยู่ที่นี่อีก?”

 

“…หะ?”

 

“ทําไมยังมีหน้าอยู่ที่นี่อีก? ทุกอย่างที่สร้าง ที่พยายามกันมา ใช้เวลาช่วยกัน ถูกทําลายไปเพราะ ‘อุบัติเหตุ’ นั่น โดยน้ำมือของรุ่นพี่เธอเอง แล้วทําไมยังอยู่ที่นี่อีก?”

 

ยูนจังก้าวถอยหลังไปอย่างไม่รู้ตัว

 

“ถ้าชอบการแสดงมากๆ น่ะ มันหมายความว่าต้องไม่สนใจอย่างอื่นในชีวิต ถ้าชอบจริงตอนนั้นคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเรื่องฉากไปแล้ว ถ้าตอนนั้นเธอชอบการแสดงมากจริงๆ นะ”

 

เธอหยุดพูดหลังจากขึ้นเสียง ก่อนจะเดาะลิ้นและสงบสติลงเล็กน้อย

 

“ตอนที่พวกรุ่นพี่มันเริ่มบ้าขึ้นกัน เธอควรจะเข้าไปหยุด นั่นคือสิ่งที่เธอควรจะทํา นั่นคือสิ่งที่เธอควรทําเพื่อปกป้องชมรม”

 

มิโซถอนหายใจอีกครา ก่อนจะพูดกับตัวเองเบา ๆ ‘ทําไมฉันต้อ งมาโกรธเด็กมันด้วย?’

 

“นั่ง”

 

“…คะ”

 

“ทุกคน ถ้าตอนนั้นกล้ากว่านี้หน่อย…ช่างมัน ปล่อยเรื่องมันผ่านไปแล้วกัน”

 

มิโซปรบมือ พยายามจะปรับสภาพบรรยากาศในห้อง

 

“ขอพูดอีกครั้งนะ เราจะชนะระดับชาติ เข้าใจไหม?”

 

“…ครับ/ค่ะ”

 

“อะไรกัน เงียบเชียว? อยากเดินเป็ดก้าบๆ กันอีกรอบเหรอ?”

 

“ไม่ครับ/ค่ะ”

 

“ดี งั้นลุก แล้วมาฝึกกันเพิ่ม”

 

วันนั้น มารุเดินกลับมาถึงบ้านด้วยขาอันสั่นเทา แม่ของเขาถามว่ามีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่า แต่เขาก็เหนื่อยเกินกว่าจะเล่า เขาเข้าไปอาบน้ำและมุ่งตรงเข้านอนทันที

 

และพอเขาตื่นขึ้นมา

 

“อ่า”

 

มันก็เป็นเวลา 7 โมงเช้าในวันจันทร์แล้ว

 

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

×

Pengaturan Membaca

Background :

Size :

A-16A+