ข้ามเวลาล่าฝันบทที่ 3 1

Now you are reading ข้ามเวลาล่าฝัน Chapter บทที่ 3 1 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

“ฉันเล่นฮีลเลอร์ ไว้มาเล่นด้วยกันสักทีนะ”

 

“ได้สิ”

 

หลังจากคุยกันมาเรื่อย ในที่สุดก็ถึงเวลาของคาบเรียนที่สอง ครูวิชาภาษาเกาหลีเดินเข้ามาในห้อง เขามีคางที่ค่อนข้างจะดูเหลี่ยมพร้อมกับผมหยักศกที่ยาวกว่าปกติ มองรวม ๆ แล้วหน้าตาเขาดูพิลึกพิกล

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ครูชื่อ ปาร์ค มูนจุง จะมาสอนวิชาวรรณกรรมให้กับพวกเราในปีนี้ ครูรู้ว่าคงไม่มีใครสนใจจะจำชื่อครูหรอก เพราะฉะนั้นเรียกครูว่าครูวิชาวรรณกรรมก็พอ”

 

ครูหนุ่มเอียงตัวเข้าหาแท่นยืนก่อนจะมองไปรอบ ๆ ห้อง ต่างกับตอนที่เขาเจอครูประจำชั้น มารุนั้นยิ้มออกมาเมื่อเขาได้เห็นครูคนนี้ คงเพราะเขามีประสบการณ์ดี ๆ กับครูคนนี้มากมายเป็นแน่

 

“ดูหน้าตาผิดหวังหน่อย ๆ ใช่ไหม? เพราะในห้องไม่มีผู้หญิงเลย”

 

“…”

 

ไม่มีใครตอบอะไรกลับมา แน่นอนล่ะเพราะมันยังคงเป็นวันแรกอยู่ มารุเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมมากนัก แถมครูคนนี้ยังดูหนุ่มกว่าเขาเสียอีก ทำให้เขายิ่งลังเลเข้าไปใหญ่

 

“นี่พวกเรา ถ้าเราไม่พูดกันเราก็สนิทกันไม่ได้หรอกนะ บอกครูมาสิ พวกเราผิดหวังใช่ไหมล่ะที่ไม่มีเด็กผู้หญิงอยู่ในห้องเราเลย?”

 

“ครับ”

 

เด็กบางคนตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ

 

“ครูก็พอเข้าใจหรอกนะ ที่ต้องมาใช้ชีวิตวัยรุ่นในห้องที่มีแต่กลิ่นสาบเหงื่อแบบนี้ น่าเสียดายจริง ๆ แล้วทำไมพวกเราถึงได้เลือกมาเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าล่ะ? น่าจะเลือกไปทางศิลป์หรือออกแบบมากกว่านะ ทางนั้นเขามีผู้ชายผู้หญิงแทบจะเท่ากันเลย อ่ะ จริง ๆ ตอนนี้สาขาออกแบบมีผู้หญิงอยู่มากกว่าด้วยซ้ำไป”

 

“จริงดิ?”

 

“ไม่มีสาวลงช่างไฟฟ้าบ้างเลยเหรอ?”

 

นักเรียนหลาย ๆ คนเริ่มพูดออกมา

 

“แน่ล่ะ เสียใจด้วยนะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รอพวกเราอยู่ในอนาคตน่ะ ไม่ใช่กลีบกุหลาบ แต่เป็นหยาดเหงื่อ”

 

“โอ้…”

 

“เพราะแบบนั้นแหละ พวกเราต้องตั้งใจเลือกชมรมดี ๆ นะ เพราะถ้าดันไปเลือกเข้าชมรมสายกีฬาอีกล่ะก็ ชีวิตมัธยมปลายสามปีนี้ ไม่มีทางได้เห็นหน้าผู้หญิงแน่”

 

ตอนนั้นเองที่มีเด็กท่าทางกวน ๆ คนหนึ่งยกมือขึ้น

 

“แล้วชมรมอะไรที่มีผู้หญิงอยู่เยอะเหรอครับ?”

 

“ถามได้ดี คนเราต้องหัดถามอะไรแบบนี้สิ ถ้าอยากจะใช้ชีวิตให้มันสบายน่ะ ทุกคน ปรบมือให้เพื่อนหน่อย”

 

แปะ แปะ แปะ

 

ครูคนนี้มีวิธีในการทำให้ห้องเรียนดูผ่อนคลาย มารุเองก็ปรบมืออย่างแข็งขันเช่นกัน

 

“ชมรมที่มีผู้หญิงสินะ ชมรมแรกเลยก็ชมรมมังงะ พวกนั้นมีวาดรูปขายบ้าง และก็มีคอสเพลย์ในช่วงงานเทศกาลบ้าง ชมรมมีผู้หญิงอยู่นิดหน่อย และก็มีชมรมโอริงามิ กับชมรมวิจารณ์ภาพยนตร์ ปีนี้ครูคงได้ไปเป็นที่ปรึกษาชมรมนั้น ชมรมมักจะได้สมาชิกที่เป็นผู้หญิงอยู่ตลอด เพราะสิ่งที่ชมรมนี้ทำมีแค่การไปดูหนังที่โรงหนังเท่านั้น ชมรมวาดภาพก็ดีเหมือนกันนะ”

 

“แล้วครูแนะนำชมรมไหนครับ?”

 

“อืม ไม่รู้สิ ปีนี้เรามีนักเรียนหญิงเข้ามาเยอะด้วย ชมรมอะไรก็คงพอมีผู้หญิงอยู่บ้างแหละ ขนาดช่างกลยังมีผู้หญิงเข้ามาเรียนตั้ง 5 คน แต่แน่นอนว่าช่างไฟฟ้าเรามี 0”

 

พอได้ยินแบบนั้น

 

“อ่า เราโดนสาป”

 

“มีแต่ผู้ชาย?”

 

เด็กอีกหลายคนต่างเปิดปากบ่นความไม่พอใจออกมา มารุเองก็พยายามค้นความทรงจำของตัวเองดูอีกครา เขาค่อนข้างแน่ใจว่าในตอนนั้นห้องเรียนของเขามีผู้หญิงเข้ามาเรียนด้วย ถึงเขาจะจำอะไรเกี่ยวกับเธอไม่ได้ แต่เขามั่นใจว่ามันต้องมีผู้หญิงอยู่แน่ ๆ

 

‘หมายความว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นเหมือนเดิมทั้งหมด’

 

ดูเหมือนว่าการกลับมาครั้งนี้จะไม่ได้สมบูรณ์ หลาย ๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนไปมากกว่าเรื่องที่ว่าปีนี้เป็นปี 2003

 

‘ส่วนมากทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม มีแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างที่เปลี่ยนไป’

 

หลังจากคุยเล่นกับครูกันอีกสักพักเหล่าเด็กนักเรียนก็ต่างผลัดกันแนะนำตัว ครูได้ถามถึงชื่อ เป้าหมายในปีนี้ และเรื่องที่อยากบอกคนทั้งห้อง”

 

“ผม…”

 

“อ่า พวกนาย…”

 

“น่าอายเป็นบ้า”

 

มารุสังเกตหน้าของเพื่อนร่วมชั้นที่ทั้งคุ้นตาบ้างและไม่คุ้นตาบ้างระหว่างรอถึงรอบของตัวเอง

 

“ยังไงก็ ปีนี้ฝากตัวด้วยล่ะ”

 

โดจินพูดแนะนำตัวจบ

 

“และสุดท้าย โอ้ มารุ คำเกาหลีแท้เลยนี่นา ครูชอบนะ”

 

สมกับที่เป็นครูภาษาเกาหลี เขาดูจะรู้จักชื่อและความหมายของมารุ มารุขานรับสั้น ๆ ‘ครับ’ แล้วจึงลุกขึ้นยืน มารุนั้นสูงประมาณ 175 เซนติเมตร ถ้าเทียบกับเด็กคนอื่นในห้องแล้ว เขาก็ค่อนข้างตัวสูงเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ามารุจะรู้ตัวดีว่าเขาจะไม่สูงไปมากกว่านี้แล้วก็ตาม

 

“เออ ชื่อ ฮาน มารุ ครับ อยากใช้ชีวิตปีหนึ่งอย่างเรียบง่าย ฝากตัวด้วย”

 

“เรียบง่ายเหรอ? เยี่ยม นั่งลงได้”

 

มารุแนะนำตัวเองอย่างเรียบง่าย ครูหนุ่มพูดต่อไปถึงเรื่องความรักของตัวเองที่ไม่มีใครถามและไม่มีใครอยากรู้ ก่อนจะจบคาบลงได้อย่างสวยงาม เด็กหลายคนค่อนข้างชอบในตัวเขามากกว่าครูประจำชั้นของตัวเอง ทุกคนรู้สีกสนุก แม้บางคนจะบ่นอุบอิบว่า ‘พูดมากชิบหาย’ ก็ตาม

 

“ดูเป็นคนที่น่าสนุกดีนะ”

 

“เห็นด้วยเลย”

 

คาบเรียนที่สองจบลงได้อย่างสวยงาม มารุหันหน้าไปมองเด็กคนอื่นระหว่างพัก เพราะว่าเขามีจิตใจเป็นผู้ใหญ่รึเปล่านะ? เด็กคนอื่นรอบ ๆ ตัวเขาถึงได้ดูหนุ่มแน่นและน่ารักน่าเอ็นดู แม้แต่พวกที่พยายามจะทำตัวโหดก็ยังดูน่าเอ็นดู

 

‘ผู้หญิงเหรอ’

 

มารุยังจำตอนที่เขาขอภรรยาแต่งงานได้ดี เขามอบแหวนให้กับเธอและบอกเธอว่าต่อให้เป็นชาติหน้าชาติไหนก็จะมาแต่งงานกับเธออีก ภรรยาของเขามักจะหัวเราะเสมอเมื่อนึกถึงมันขึ้นมา

 

‘น่า คบกันอีกทีก็ไม่ได้แย่อะไร’

 

เขากำลังเริ่มชีวิตใหม่ ก็ควรจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขให้คุ้มค่าเสียหน่อย ถึงแม้ว่าในอนาคตจะมีอุปสรรครอคอยอยู่

 

“อ่า สอบเข้ามหาวิทยาลัยกับเกณฑ์ทหาร…”

 

สอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นยังดี เขาพร้อมที่จะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ เพราะเมื่อเทียบกับอย่างอื่นในชีวิตของเขาแล้ว การเตรียมสอบนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แต่เรื่องเกณฑ์ทหารนี่สิ…

 

“อ่า จ่าคิม ไอ้สารยำนั่น”

 

โดจินสะดุ้งทันทีหลังได้ยินมารุบ่นพึมพำ

 

“เอ๋ อ่ะ? ว่าฉันเหรอ?”

 

“เปล่า แค่นึกอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”

 

“อ่อ เหรอ”

 

โดจินยิ้มอย่างแหย ๆ

 

‘เรื่องยังอีกหลายปี ค่อยไว้กังวลกับมันตอนนั้นแล้วกัน’

 

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

ข้ามเวลาล่าฝันบทที่ 3 1

Now you are reading ข้ามเวลาล่าฝัน Chapter บทที่ 3 1 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

“ฉันเล่นฮีลเลอร์ ไว้มาเล่นด้วยกันสักทีนะ”

 

“ได้สิ”

 

หลังจากคุยกันมาเรื่อย ในที่สุดก็ถึงเวลาของคาบเรียนที่สอง ครูวิชาภาษาเกาหลีเดินเข้ามาในห้อง เขามีคางที่ค่อนข้างจะดูเหลี่ยมพร้อมกับผมหยักศกที่ยาวกว่าปกติ มองรวม ๆ แล้วหน้าตาเขาดูพิลึกพิกล

 

“ยินดีที่ได้รู้จักนะ ครูชื่อ ปาร์ค มูนจุง จะมาสอนวิชาวรรณกรรมให้กับพวกเราในปีนี้ ครูรู้ว่าคงไม่มีใครสนใจจะจำชื่อครูหรอก เพราะฉะนั้นเรียกครูว่าครูวิชาวรรณกรรมก็พอ”

 

ครูหนุ่มเอียงตัวเข้าหาแท่นยืนก่อนจะมองไปรอบ ๆ ห้อง ต่างกับตอนที่เขาเจอครูประจำชั้น มารุนั้นยิ้มออกมาเมื่อเขาได้เห็นครูคนนี้ คงเพราะเขามีประสบการณ์ดี ๆ กับครูคนนี้มากมายเป็นแน่

 

“ดูหน้าตาผิดหวังหน่อย ๆ ใช่ไหม? เพราะในห้องไม่มีผู้หญิงเลย”

 

“…”

 

ไม่มีใครตอบอะไรกลับมา แน่นอนล่ะเพราะมันยังคงเป็นวันแรกอยู่ มารุเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบเข้าสังคมมากนัก แถมครูคนนี้ยังดูหนุ่มกว่าเขาเสียอีก ทำให้เขายิ่งลังเลเข้าไปใหญ่

 

“นี่พวกเรา ถ้าเราไม่พูดกันเราก็สนิทกันไม่ได้หรอกนะ บอกครูมาสิ พวกเราผิดหวังใช่ไหมล่ะที่ไม่มีเด็กผู้หญิงอยู่ในห้องเราเลย?”

 

“ครับ”

 

เด็กบางคนตอบกลับมาด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ

 

“ครูก็พอเข้าใจหรอกนะ ที่ต้องมาใช้ชีวิตวัยรุ่นในห้องที่มีแต่กลิ่นสาบเหงื่อแบบนี้ น่าเสียดายจริง ๆ แล้วทำไมพวกเราถึงได้เลือกมาเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าล่ะ? น่าจะเลือกไปทางศิลป์หรือออกแบบมากกว่านะ ทางนั้นเขามีผู้ชายผู้หญิงแทบจะเท่ากันเลย อ่ะ จริง ๆ ตอนนี้สาขาออกแบบมีผู้หญิงอยู่มากกว่าด้วยซ้ำไป”

 

“จริงดิ?”

 

“ไม่มีสาวลงช่างไฟฟ้าบ้างเลยเหรอ?”

 

นักเรียนหลาย ๆ คนเริ่มพูดออกมา

 

“แน่ล่ะ เสียใจด้วยนะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่รอพวกเราอยู่ในอนาคตน่ะ ไม่ใช่กลีบกุหลาบ แต่เป็นหยาดเหงื่อ”

 

“โอ้…”

 

“เพราะแบบนั้นแหละ พวกเราต้องตั้งใจเลือกชมรมดี ๆ นะ เพราะถ้าดันไปเลือกเข้าชมรมสายกีฬาอีกล่ะก็ ชีวิตมัธยมปลายสามปีนี้ ไม่มีทางได้เห็นหน้าผู้หญิงแน่”

 

ตอนนั้นเองที่มีเด็กท่าทางกวน ๆ คนหนึ่งยกมือขึ้น

 

“แล้วชมรมอะไรที่มีผู้หญิงอยู่เยอะเหรอครับ?”

 

“ถามได้ดี คนเราต้องหัดถามอะไรแบบนี้สิ ถ้าอยากจะใช้ชีวิตให้มันสบายน่ะ ทุกคน ปรบมือให้เพื่อนหน่อย”

 

แปะ แปะ แปะ

 

ครูคนนี้มีวิธีในการทำให้ห้องเรียนดูผ่อนคลาย มารุเองก็ปรบมืออย่างแข็งขันเช่นกัน

 

“ชมรมที่มีผู้หญิงสินะ ชมรมแรกเลยก็ชมรมมังงะ พวกนั้นมีวาดรูปขายบ้าง และก็มีคอสเพลย์ในช่วงงานเทศกาลบ้าง ชมรมมีผู้หญิงอยู่นิดหน่อย และก็มีชมรมโอริงามิ กับชมรมวิจารณ์ภาพยนตร์ ปีนี้ครูคงได้ไปเป็นที่ปรึกษาชมรมนั้น ชมรมมักจะได้สมาชิกที่เป็นผู้หญิงอยู่ตลอด เพราะสิ่งที่ชมรมนี้ทำมีแค่การไปดูหนังที่โรงหนังเท่านั้น ชมรมวาดภาพก็ดีเหมือนกันนะ”

 

“แล้วครูแนะนำชมรมไหนครับ?”

 

“อืม ไม่รู้สิ ปีนี้เรามีนักเรียนหญิงเข้ามาเยอะด้วย ชมรมอะไรก็คงพอมีผู้หญิงอยู่บ้างแหละ ขนาดช่างกลยังมีผู้หญิงเข้ามาเรียนตั้ง 5 คน แต่แน่นอนว่าช่างไฟฟ้าเรามี 0”

 

พอได้ยินแบบนั้น

 

“อ่า เราโดนสาป”

 

“มีแต่ผู้ชาย?”

 

เด็กอีกหลายคนต่างเปิดปากบ่นความไม่พอใจออกมา มารุเองก็พยายามค้นความทรงจำของตัวเองดูอีกครา เขาค่อนข้างแน่ใจว่าในตอนนั้นห้องเรียนของเขามีผู้หญิงเข้ามาเรียนด้วย ถึงเขาจะจำอะไรเกี่ยวกับเธอไม่ได้ แต่เขามั่นใจว่ามันต้องมีผู้หญิงอยู่แน่ ๆ

 

‘หมายความว่าทุกอย่างไม่ได้เป็นเหมือนเดิมทั้งหมด’

 

ดูเหมือนว่าการกลับมาครั้งนี้จะไม่ได้สมบูรณ์ หลาย ๆ อย่างอาจจะเปลี่ยนไปมากกว่าเรื่องที่ว่าปีนี้เป็นปี 2003

 

‘ส่วนมากทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม มีแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บางอย่างที่เปลี่ยนไป’

 

หลังจากคุยเล่นกับครูกันอีกสักพักเหล่าเด็กนักเรียนก็ต่างผลัดกันแนะนำตัว ครูได้ถามถึงชื่อ เป้าหมายในปีนี้ และเรื่องที่อยากบอกคนทั้งห้อง”

 

“ผม…”

 

“อ่า พวกนาย…”

 

“น่าอายเป็นบ้า”

 

มารุสังเกตหน้าของเพื่อนร่วมชั้นที่ทั้งคุ้นตาบ้างและไม่คุ้นตาบ้างระหว่างรอถึงรอบของตัวเอง

 

“ยังไงก็ ปีนี้ฝากตัวด้วยล่ะ”

 

โดจินพูดแนะนำตัวจบ

 

“และสุดท้าย โอ้ มารุ คำเกาหลีแท้เลยนี่นา ครูชอบนะ”

 

สมกับที่เป็นครูภาษาเกาหลี เขาดูจะรู้จักชื่อและความหมายของมารุ มารุขานรับสั้น ๆ ‘ครับ’ แล้วจึงลุกขึ้นยืน มารุนั้นสูงประมาณ 175 เซนติเมตร ถ้าเทียบกับเด็กคนอื่นในห้องแล้ว เขาก็ค่อนข้างตัวสูงเลยทีเดียว ถึงแม้ว่ามารุจะรู้ตัวดีว่าเขาจะไม่สูงไปมากกว่านี้แล้วก็ตาม

 

“เออ ชื่อ ฮาน มารุ ครับ อยากใช้ชีวิตปีหนึ่งอย่างเรียบง่าย ฝากตัวด้วย”

 

“เรียบง่ายเหรอ? เยี่ยม นั่งลงได้”

 

มารุแนะนำตัวเองอย่างเรียบง่าย ครูหนุ่มพูดต่อไปถึงเรื่องความรักของตัวเองที่ไม่มีใครถามและไม่มีใครอยากรู้ ก่อนจะจบคาบลงได้อย่างสวยงาม เด็กหลายคนค่อนข้างชอบในตัวเขามากกว่าครูประจำชั้นของตัวเอง ทุกคนรู้สีกสนุก แม้บางคนจะบ่นอุบอิบว่า ‘พูดมากชิบหาย’ ก็ตาม

 

“ดูเป็นคนที่น่าสนุกดีนะ”

 

“เห็นด้วยเลย”

 

คาบเรียนที่สองจบลงได้อย่างสวยงาม มารุหันหน้าไปมองเด็กคนอื่นระหว่างพัก เพราะว่าเขามีจิตใจเป็นผู้ใหญ่รึเปล่านะ? เด็กคนอื่นรอบ ๆ ตัวเขาถึงได้ดูหนุ่มแน่นและน่ารักน่าเอ็นดู แม้แต่พวกที่พยายามจะทำตัวโหดก็ยังดูน่าเอ็นดู

 

‘ผู้หญิงเหรอ’

 

มารุยังจำตอนที่เขาขอภรรยาแต่งงานได้ดี เขามอบแหวนให้กับเธอและบอกเธอว่าต่อให้เป็นชาติหน้าชาติไหนก็จะมาแต่งงานกับเธออีก ภรรยาของเขามักจะหัวเราะเสมอเมื่อนึกถึงมันขึ้นมา

 

‘น่า คบกันอีกทีก็ไม่ได้แย่อะไร’

 

เขากำลังเริ่มชีวิตใหม่ ก็ควรจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขให้คุ้มค่าเสียหน่อย ถึงแม้ว่าในอนาคตจะมีอุปสรรครอคอยอยู่

 

“อ่า สอบเข้ามหาวิทยาลัยกับเกณฑ์ทหาร…”

 

สอบเข้ามหาวิทยาลัยนั้นยังดี เขาพร้อมที่จะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ เพราะเมื่อเทียบกับอย่างอื่นในชีวิตของเขาแล้ว การเตรียมสอบนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย แต่เรื่องเกณฑ์ทหารนี่สิ…

 

“อ่า จ่าคิม ไอ้สารยำนั่น”

 

โดจินสะดุ้งทันทีหลังได้ยินมารุบ่นพึมพำ

 

“เอ๋ อ่ะ? ว่าฉันเหรอ?”

 

“เปล่า แค่นึกอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ”

 

“อ่อ เหรอ”

 

โดจินยิ้มอย่างแหย ๆ

 

‘เรื่องยังอีกหลายปี ค่อยไว้กังวลกับมันตอนนั้นแล้วกัน’

 

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

×

Pengaturan Membaca

Background :

Size :

A-16A+