ตกหลุมร้าย! ยากูซ่าพ่อลูกติด 3-9

Now you are reading ตกหลุมร้าย! ยากูซ่าพ่อลูกติด Chapter 3-9 at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

หลังจากโชว์บัตรนักศึกษและทำการยืนยันว่าเป็นนักเรียนต่างชาติเรียบร้อยแล้ว มินจุนกับโชก็ขับรถเข้าไปภายในมหาวิทยาลัย

“สัมผัสถึงพลังของวัยหนุ่มสาวเต็มๆ เลยแฮะ ดูน่าอร่อยจังเลย”

มินจุนหันไปจ้องโชด้วยแววตาเหมือนมองแมลงน่ารังเกียจพลางย่นจมูก

“ลุงเหมือนคนบ้าเลย ถ้าไม่อยากถูกจับก็อย่าไปชวนใครเขาคุยนะครับ โดยเฉพาะนักศึกษาหญิงอะ ห้ามเด็ดขาดเลย แบบเฮ้ย ชื่อไรน่ะ ถามแค่นี้เขาก็จับข้อหาคุกคามทางเพศได้แล้วครับ”

“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่สนใจผู้หญิงอยู่แล้ว”

ระหว่างที่ขับรถผ่าน ชายวัยกลางคนก็จ้องมองเหล่านักศึกษาพลางพึมพำเหมือนไม่แยแสอะไร

“หา? ลุงเป็นเกย์เหรอครับ”

“เพิ่งรู้เรอะ คนเขารู้กันหมดแล้ว เฮ้ย นี่นายเป็นเด็กมหา’ลัยโตเกียวจริงหรือเปล่าเนี่ย”

“เข้าใจแล้วๆ เพราะงี้เลยมองผมแปลกๆ สินะ”

โชตบหัวมินจุนเสียงดังตุบ

“นายจะฆ่าฉันหรือไง ฉันมีคนให้กอดอยู่แล้วโว้ย”

“หา!!? มีคนที่คบแล้วด้วย”

“จะบอกว่าคบมันก็… อารมณ์เซ็กซ์พาร์ทเนอร์มากกว่าน่ะ”

“ใครครับ”

“ยูกิ”

ยูกิ… คนใสซื่อและใจดีที่สุดในบ้านหลังนั้น เขาไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่ายูกิจะมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับคนแสนเจ้าเล่ห์เพทุบายอย่างโช ร่างบางส่ายหัวไปมาปฏิเสธกับตัวเองอย่างจริงจัง ไม่มีทาง

“ตกใจอะไร มันก็ปกติ ที่นี่ใช่ไหม เดี๋ยวจอดรถตรงนี้ก่อนแล้วค่อยขึ้นไปด้วยกัน”

“ลุงก็จะขึ้นไปด้วยเหรอครับ”

“แหงสิ ไม่งั้นฉันจะตามมาถึงนี่ทำไมเล่า”

“บ้าเหรอลุง ที่นี่มหาลัยนะ ไม่มีอะไรหรอกครับ อีกอย่างถ้าออกไปพร้อมลุง… เดี๋ยวก็มีข่าว… ข่าวลือ มันอาจจะยิ่งแย่ก็ได้ เพื่อนในคลาสรู้กันเกือบหมดแล้วครับว่าผมเป็นเกย์อะ”

“เฮ้ย ไม่ใช่ว่านายเป็นแกะดำหรอกนะ”

“ไม่ใช่ครับ คิดว่ามีผมเป็นเกย์คนเดียวหรือไง ก็แค่ไม่อยากให้มีข่าวลือเท่านั้นเองครับ”

ว่าแล้วก็ก้มหน้าลง ส่วนอีกฝ่ายก็เกาหัวแกรกๆ ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ชั้นไหน”

“ชั้นห้าครับ”

“งั้นฉันจะรออยู่ตรงทางเข้าชั้นหนึ่ง ห่างกว่านี้ไม่ได้แล้ว รีบไปเอาของในตู้แล้วลงมาทันที เข้าใจไหม”

“ครับผม”

เขาทิ้งโชยืนรออยู่ตรงชั้นหนึ่งแล้วรีบตรงไปที่ตู้เก็บของ ทั้งที่คิดว่าต้องมีนักศึกษาคนอื่นอยู่บ้างสักสองสามคน ทว่าภายในห้องกลับไม่มีใครเลย มินจุนเดินไปที่ตู้ของตัวเองแล้วกดรหัสผ่าน ระหว่างนั้นประตูห้องก็เปิดออกและปิดลง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจยังคงเปิดตู้ตัวเองแล้วเริ่มเก็บของ

“บังเอิญได้ยินจากผู้ชายในบาร์ว่าวันนี้ใช้ตู้เก็บของได้เป็นวันสุดท้าย ฉันก็เลยมารอ ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอนายจริงๆ จุน~”

เมื่อน้ำเสียงชวนขนลุกดังมาจากด้านหลัง ทั้งตัวมินจุนก็แข็งทื่อขึ้นมาทันที ใช้เวลาอยู่ครู่หนึ่งถึงจะค่อยๆ หันกลับไปมองไทเซ เจ้าของเสียงนั้น

“ไม่ได้เจอกันตั้งนานแหนะจุน~ ฉันคิดถึงนายมากๆ เลย แต่เหมือนนายจะไม่แฮะ ดูท่าทางยั่วยวนนั่นสิ ไม่ใช่เล่นๆ เลยนะเนี่ย คงจะครวญครางใต้ร่างผู้ชายเจ๋งๆ ทุกวันเลยล่ะสิ”

* * *

เมืองสึกุบะ ในจังหวัดอิบารากิ ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวสองชั่วโมง เป็นสถานที่ที่ฮาระ มิอุ แม่แท้ๆ ของโทมะเกิดและเติบโต มิอุกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังเล็กและเธอถูกฝังอยู่ในพื้นดินเดียวกับพ่อแม่แล้ว แม้จะเป็นวันครบรอบวันเสียชีวิต แต่ป้ายหลุมศพที่ไม่มีใครแวะเวียนมาหาก็เงียบเหงา โทมะเองก็ดูจะหวาดกลัวสถานที่ที่รายล้อมด้วยศิลามากมายแบบนี้ เลยกำมือผู้เป็นบิดาและเกาะขาไม่ยอมห่าง

“ป๊ะป๋า หนูกัว หยักกับบ้าน หาหม่าม้า…”

ไดกิจึงบีบมือน้อยๆ ของลูกชายให้วางใจ

“โทมะรู้ไหมว่าที่นี่คือที่ไหน”

“อื้อ เคงตะบอก บ้านของคงตาย”

“ใช่ โทมะทักทายสิ หม่าม้าที่คลอดเราออกมาน่ะ อยู่ที่นี่”

“หม่าม้ายุบ้าน”

เด็กชายตัวน้อยส่ายหัวไปมาขณะจ้องไดกิ ร่างสูงคุกเข่าลงข้างหนึ่งสบตากับลูกตัวเอง

“โทมะ! โทมะมีหม่าม้าสองคน คนที่อยู่ที่นี่คือหม่าม้าที่เป็นคนคลอดโทมะออกมา ส่วนหม่าม้าที่อยู่บ้านคือหม่าม้าที่มอบความรัก แล้วก็ความสุขให้โทมะไง”

“งั้นตายแย้วเหยอ หม่าม้าที่นี่”

โทมะชี้ไปที่ป้ายหลุมศพของมิอุ ด้วยสีหน้าจริงจังไม่เหมือนเด็ก

“ใช่ แต่เธอต้องมีความสุขมากเพราะโทมะมาหา ถ้าโทมะบอกว่าสบายดี เรียกหม่าม้าสักครั้ง เธอก็จะมีความสุขมากกว่าเดิมแน่ๆ ทำได้ไหม”

เมื่อได้ยินดังนั้นก็มองตาไดกิครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้ป้ายหลุมศพของมิอุหนึ่งก้าว

“โทมะซาบายดีน้า กิงข้าวเก่ง ตั้งใจเยียนโด้ย อื้อๆ หม่าม้าที่อยู่บ้านกอดโทมะแบบนี้ แล้วก็รักโทมะเหมือนกัง โทมะจ้อบม้ากมากเยย… หม่าม้า”

โทมะน้อยขยับปากอย่างน่ารักน่าชังค่อยๆ เล่าเรื่องตัวเองออกมา เขาเลยวางมือลงบนศีรษะเล็กๆ พลางมองป้ายหลุมศพของมิอุเช่นกัน

‘ลูกชายเธอไงล่ะ คิดว่าเธอคงอยากเจอ… เขาเหมือนเธอมากนะ ทั้งอยากรู้อยากเห็น แล้วก็ยึดติด แต่ก็เป็นเด็กสดใสร่าเริง ได้รับความรักจากทุกคนเยอะแยะ มิอุ ถ้าฉันไม่พาเธอมาอยู่ข้างๆ ไม่ปรารถนาในตัวเธอ เวลานี้เธอคงจะเป็นภรรยาของใครสักคน มีลูกน่ารักๆ อย่างโทมะ แล้วก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข… ความละอายใจนี้มันมากยิ่งกว่าความโศกเศร้าตอนฉันเสียเธอไปอีก ฉันไม่สามารถยกโทษให้ตัวเองที่ทำลายชีวิตเธอได้เลย ตอนนี้ฉันกำลังทำเรื่องซ้ำเดิมอยู่หรือเปล่านะ เวลาเห็นเจ้านั่น ก็จะหัวเราะออกมาเองอัติโนมัติ สายตาไล่ตามแต่เขาไม่รู้ตัว ฉันจะบอกกับเธอยังไงดีล่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอยากพูดเรื่องพวกนี้เร็วๆ ถึงได้รีบออกมาจากบ้านหรือเปล่า…’

ไดกิสารภาพความในใจที่ไม่สามารถเปล่งออกมาเป็นคำพูดได้ต่อหน้ามิอุอย่างนิ่งสงบ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ เขาก็จะไม่สามารถจัดการความรู้สึกตัวเองเกี่ยวกับมินจุนได้ สายลมเย็นสบายพัดผ่านพวกเขาไป โทมะเองก็ดูจะไม่ค่อยกลัวแล้ว จึงใช้มือเล็กๆ ลูบป้ายหลุมศพที่ผู้เป็นพ่อเพิ่งทำความสะอาดด้วยตัวเองเมื่อครู่

แล้วร่างสูงก็หยุดความคิดลงแค่นั้น ยืนนิ่งมองหลุมศพของมิอุโดยไม่พูดอะไร และสักพักเขาก็หมุนตัวกลับ

“กลับเถอะ”

“กับปายหาหม่าม้าเหยอ”

เมื่อเห็นว่าไดกิพยักหน้า โทมะก็ชอบใจอารณ์ดีขึ้นมาทันทีแล้วกระโดดหยองเหยงวิ่งนำออกไป เคนตะจึงรีบวิ่งตามอย่างรวดเร็ว แต่เด็กน้ออยที่วิ่งออกไปไกลแล้วกลับหมุนตัวหันมาโบกมือให้พร้อมตะโกนเสียงดัง

“หม่าม้า โทมะตะมาหาอีกน้า บ๊ายบาย!”

ชั่ววินาทีนั้นไดกิอึดอัดใจขึ้นมา เกลียดตัวเองแทบบ้าที่ฝากลูกชายน่ารักแบบนี้ไว้กับจินเป แล้วทำเป็นไม่รับรู้อะไรอยู่ถึงสองปี ก่อนจะชะงักแล้วมองหลุมศพของมิอุอีกครั้ง

‘โทมะน่ะ ฉันจะปกป้องเขาด้วยชีวิตเอง… ปีหน้าก็จะมากับโทมะอีกนะ’

จากนั้นก็หลับตาลงช้าๆ แล้วหันกลับหน้าไปทางเดิม ทว่าขณะนั้นก็รู้สึกเหมือนได้ยินเสียงหัวเราะของมิอุแว่วเข้ามา

ไดกิ คุณนี่ยังเป็นคนโง่เหมือนเดิมเลยนะ รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเลือกผู้ชายอันตรายอย่างคุณ ก็เพราะฉันคิดว่าถ้าเห็นคุณมีความสุขมากขึ้นก็คงจะดีน่ะสิ ตอนนี้สิ่งที่ฉันต้องการมีแค่อย่างเดียวเท่านั้นแหละ ก็คือรอยยิ้มของคุณไง ถ้าลืมกันล่ะก็… ฉันเอาคุณตายแน่ มาหาฉันแค่ปีละครั้งก็พอแล้ว ครั้งหน้าก็พาเขามาด้วยนะ ถึงเขาน่าจะสวยกว่าฉันก็เถอะ ฮ่าๆ ไดกิแค่ได้อยู่กับคุณฉันก็มีความสุขแล้วล่ะ

ไดกิกำมือแน่นจนเล็บฝังเข้ากับฝ่ามือ ยัยโง่… เธอต้องเกลียด แล้วก็ผิดหวังในตัวฉันสิ..

เขาสัญญากับเธอในใจว่าปีหน้าจะพาอีกคนมาด้วยกัน ก่อนจะหมุนตัวกลับเพื่อเริ่มออกเดินทางอีกครั้ง อยากเจอมินจุนจนแทบทนไม่ไหวแล้ว

เมื่อขึ้นมาบนรถ ร่างสูงก็มองเรนที่นั่งประจำตำแหน่งคนขับแล้วออกคำสั่ง

“เช็กตำแหน่งมินจุนหน่อย”

“ท่านมินจุนเหรอครับ ก็น่าจะอยู่บ้านนะครับ”

“ลองเช็กดู”

“ครับ ทราบแล้วครับ”

เรนจึงเปิดแล็ปท็อปเครื่องที่มักจะพกไปไหนมาไหนด้วยเสมอราวกับส่วนหนึ่งของร่างกาย เพื่อเช็กพิกัดของมินจุนจากโปรแกรมที่ตนเพิ่งติดตั้งให้ใหม่ไม่นานมานี้ ก่อนหน้าจะเอาโทรศัพท์มือถือไปคืนอีกฝ่าย

* * *

“หลีกไป ฉันไม่มีธุระกับนาย”

มินจุนรู้สึกเหมือนอยากจะอาเจียน ร่างกายเขาสั่นระริกจนขนลุกไปหมด เมื่อนึกถึงความจริงที่ว่าตัวเองเคยมีความสัมพันธ์แบบนั้นกับเจ้าของเสียงหัวเราะน่าขยะแขยงอย่างไทเซในช่วงเวลาหนึ่ง

“นายก็ต้องไม่มีอยู่แล้วสิ แต่ฉันมีไง ฉันต้องนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนๆ เพราะซี่โครงหักไปหกซี่! แถมตอนนี้เงินในกระเป๋าสตางค์ฉันก็วิกฤตแล้วด้วย”

“หกซี่? ไม่ใช่สองหรอกเหรอ”

“ใช่ หกซี่ ท่าทางน่าจะโปรมากด้วยนะ หักแบบพอดีๆ ยังพอให้มีลมหายใจเหลือ แต่นายคงไม่สงสัยหรอกใช่ไหมล่ะ ว่าฉันตายแล้วหรือยังมีชีวิตอยู่ ก็นายเป็นคนสั่งเองนี่นา คงแอบไปหาแบ็กอัพลับหลังฉัน แล้วก็คบฉันไว้เล่นๆ ล่ะสิ”

หกซี่เหรอเนี่ย แสดงว่าลงมือกันคนละสองซี่น่ะสิ จะบ้าตาย

เขามองอีกฝ่ายด้วยแววตาดุดัน พลางคิดว่าจะต้องทำอย่างไรดีถึงจะลงไปหาโชที่รออยู่ชั้นหนึ่งได้อย่างปลอดภัย จะให้สู้ด้วยกำลังคงทำไม่ได้แน่นอน เดิมทีมินจุนมีสเปกเป็นผู้ชายรูปร่างสูงใหญ่อยู่แล้ว เพราะตัวเองร่างกายบอบบาง เหตุผลที่คบกับสารเลวอย่างไทเซก็เพราะรูปร่างอีกฝ่ายสมชายชาตรีตามสเปกนั่นแหละ แม้ว่าตอนนี้จะดูรุ่งริ่งเหมือนขาไก่โดนสุนัขตัวใหญ่ฟัด เนื่องจากใช้ชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลมานาน แต่ความสูงก็ยังคงเท่าเดิมจึงช่วยไม่ได้ที่เขาจะหวาดกลัว

“ไม่ใช่เรื่องของนาย แล้วทุกอย่างมันก็เป็นความผิดของนายตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือไง มาหลอกฉันไม่พอ ยังข่มขู่เอาพาสปอร์ตของฉันไปอีก…”

“หุบปาก สำหรับนายมันก็แค่เศษเงินไม่ใช่เหรอ ไหนว่าบ้านเป็นเศรษฐี บาร์ที่ฉันไปก็มีเพื่อนร่วมชั้นของนายเหมือนกัน หมอนั่นก็พูดแบบนั้น ว่าพ่อแม่นายที่เกาหลีค่อนข้างมีเงิน แถมยังให้เงินคนมักมากอย่างนายไปเที่ยวกลางคืนด้วยนี่นา เงินแค่นั้นน่ะให้กันไม่ได้หรือไง ห้าล้านเยนเอง คิดซะว่าเป็นค่าหมากฝรั่งก็ได้ เพราะฉะนั้นบอกพ่อกับแม่นายให้ส่งมาให้อีกสิ ใครมันจะแค่แย่งค่าเทอมมาเฉยๆ ล่ะ ไหนจะพาสปอร์ตอีก ก็เพราะฉันรู้ว่าถ้าขโมยมาก็จะได้เงินไง”

“อย่ามาตลก มันเป็นเงินที่พวกเขาหามาด้วยการทำงานทั้งชีวิต ทำไมฉันต้องเอามาให้นายด้วย ถอยไป บอกให้ถอยไปไง ไสหัวไปจากตรงหน้าฉันเดี๋ยวนี้!”

เมื่อไทเซเริ่มพูดถึงพ่อแม่ มินจุนก็ตะโกนออกมาราวกับเป็นฮิสทีเรีย[1] แต่ภายในใจกำลังภาวนาว่าขอให้ใครสักคนที่อยู่ในห้องเรียนได้ยินเสียงนี้ แต่จู่ๆ ก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดกระทบใบหน้า ตัวกระเด็นชนตู้เก็บของจนทรุดลงด้านข้าง ริมฝีปากด้านชาและมีเลือดไหลซึมออกมาจากปาก

“หนวกหู ไอ้เวรเอ๊ย รู้ไหมว่าข้อดีของห้องนี้คืออะไร ก็เพราะมันมีประตูหลังไงล่ะ ผู้ชายที่มากับนายน่ะดูท่าทางน่ากลัวไม่ใช่เล่น ไม่รู้หรอกนะว่าเป็นผู้ชายของนายหรือเปล่า แต่ก็ดูจะมีเงินนี่นา ไม่ต้องห่วง ขอแค่ให้ฉันออกไปจากญี่ปุ่นได้ก็พอ มันไม่เท่าไหร่หรอก ก็ส่งมาสักสองล้านเยน แต่ก่อนหน้านั้นพวกเราคงต้องอยู่ด้วยกันก่อนล่ะนะ”

พวกเราอะไรน่ะ ยังมีใครอีก ทำไงดี.. ฮือออ ไดกิ…

ร่างบางหยัดตัวขึ้น หยุดคิดทุกอย่างไปชั่วขณะ มีเพียงสิ่งเดียวที่คิดได้ก็คือต้องผลักหมอนี่แล้ววิ่งออกไปข้างนอกให้ได้ถึงจะต้องตายก็ตาม ทว่าก่อนจะได้ขยับตัวอย่างที่คิด ไทเซก็เข้ามาจับแขนเรียวไขว้ไปทางด้านหลัง มินจุนร้องครางออกมาทันทีเมื่อรู้สึกเหมือนไหล่จะหลุด เหงื่อเริ่มไหลซึมตามร่างกาย ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเพราะสัมผัสถึงความแหลมคมบางอย่างบนแผ่นหลัง ร่างกายบอบบางสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ไทเซกำลังใช้มีดจี้หลังเขาอยู่

“เดินไป เอาให้เป็นธรรมชาติด้วย รถที่จะมารับนายรออยู่ที่ประตูหลังแล้ว ส่งเสียงเมื่อไหร่ตายเมื่อนั้น ถ้าฉันไม่ได้เงินไปใช้หนี้ นายก็จะกลายเป็นศพแทนนะ จุน~”

มินจุนหลับตาลงพร้อมคิดถึงไดกิ ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้น่าจะบอกรักให้มากกว่านี้หน่อย.. ทั้งๆ ที่สัญญาว่าจะรออย่างสงบเสงี่ยมอยู่ที่บ้านแท้ๆ ไดกิ… ขอโทษที่ผมไม่สามารถรักษาสัญญาได้…

[1] ฮิสทีเรีย (Hysteria) โรคความผิดปกติทางบุคลิกภาพ

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด