คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ 265 บรรดาคนหนุนหลังของบอสอิ๋ง

Now you are reading คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ Chapter 265 บรรดาคนหนุนหลังของบอสอิ๋ง at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

ปลายสายคือพ่อบ้านเฝิง

เขารายงานเรื่องทางโรงพยาบาล

“ว่าไงนะ” นายใหญ่ตระกูลเฝิงหน้านิ่ว “ฮว่าเอ๋อร์ถูกฉีดยานอนหลับไปหนึ่งเข็ม ตอนนี้ตื่นแล้ว โวยวายหนักยิ่งกว่าเดิมอีกเหรอ เขาอยากมาที่ค่ายติวงั้นเหรอ”

พ่อบ้านเฝิงเองก็กลุ้ม “ใช่ครับ คุณชายอารมณ์รุนแรงมาก คุณท่าน สมองของคุณชายได้รับการกระทบกระเทือนหรือเปล่าครับ แต่หมอก็ตรวจสมองของคุณชายไม่พบความผิดปกติ บอกว่าทุกอย่างปกติดี”

“พ่อบ้านเฝ้าไปก่อน” นายใหญ่ตระกูลเฝิงพูด “ฮว่าเอ๋อร์เจ็บหนักขนาดนั้น ต้องควบคุมอารมณ์ของเขาให้สงบก่อนถึงจะช่วยฟื้นฟูบาดแผลได้ดี ถ้าไม่ไหวก็ให้หมอฉีดยานอนหลับอีกเข็ม”

เขาเองก็ติดต่อไปทางไดนาสตี้เคทีวีแล้ว

สุดท้ายแน่ใจแล้วว่าอิ๋งจื่อจินไม่มีคนหนุนหลังแม้แต่คนเดียว

แต่นี่ก็ไม่เพียงพอให้เขาวางใจได้อย่างสิ้นเชิง นายใหญ่ตระกูลเฝิงยังได้ส่งคนไปสืบอีก และก็รู้ว่าอิ๋งจื่อจินเป็นลูกเลี้ยงของตระกูลอิ๋งในฮู่เฉิง แต่ตอนนี้ถูกไล่ออกจากบ้านแล้ว

หลังจากนายใหญ่ตระกูลเฝิงสั่งพ่อบ้านเสร็จ พวกบอดี้การ์ดที่ติดตามมาก็เดินอ้อมไปตรงพุ่มไม้ด้านหลังทางขวา

ค่ายติวอยู่เขตชานเมือง เงียบสงบมาก บริเวณรอบๆ ไม่มีคนเท่าไร

พวกบอดี้การ์ดผ่านการฝึกฝนมาโดยเฉพาะพวกเขาเลี่ยงบริเวณที่มีรัศมีของกล้องวงจรปิด ส่งนายใหญ่ตระกูลเฝิงปีนกำแพงเข้าไปก่อนจากนั้นถึงปีนข้ามตามไป

ตลอดทางราบรื่นมาก

ค่ายติวมีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่มีนักเรียนอยู่แค่สิบสองคน รวมกับอาจารย์ และศาสตราจารย์อีกแค่ไม่กี่คน พื้นที่เหลือเฟือ

นายใหญ่ตระกูลเฝิงดูแผนที่จนไปถึงหอพักนักเรียนหญิงที่อยู่ด้านในสุด

นี่เป็นอาคารสไตล์ฝรั่งมีสามชั้น แต่ละห้องเปิดไฟสว่างหมดพร้อมปิดม่าน

ทางตระกูลซิวบอกเขาว่า ห้องที่อิ๋งจื่อจินอยู่คือห้องชั้นสามทางขวา

นายใหญ่ตระกูลเฝิงหรี่ตามอง “พวกนายขึ้นไปก่อน จากนั้นค่อยดึงฉันขึ้นไป”

เขาต้องการจับคนที่ทำร้ายลูกชายของเขาจนบาดเจ็บสาหัสด้วยตัวเอง

ขณะพูดนายใหญ่ตระกูลเฝิงยังได้มองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครสังเกตเห็นทางนี้ ในที่สุดก็โล่งอก

อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางแตะต้องนักเรียนที่อยู่ในโครงการคุ้มครองอัจฉริยะ แค่อิ๋งจื่อจินคนเดียว หายไปคนไม่น่ามีปัญหาอะไร

ห้านาทีต่อมานายใหญ่ตระกูลเฝิงก็ขึ้นไปถึงชั้นสามได้สำเร็จ

ชั้นสามนอกจากจะมีห้องของอิ๋งจื่อจินแล้ว เถิงอวิ้นเมิ่งกับซิวเหยียนก็อยู่ชั้นนี้ด้วยเหมือนกัน นายใหญ่ตระกูลเฝิงขยิบตาให้บอดี้การ์ดคนหนึ่ง เพื่อบอกให้ไปเปิดประตู

บอดี้การ์ดเข้าใจ หยิบเครื่องมือออกมาเริ่มเปิดประตูใช้เวลาแค่สิบกว่าวินาทีก็ปลดล็อกได้

นายใหญ่ตระกูลเฝิงผลักประตูทันทีแล้วบุกเข้าไป

แต่พอเขาเข้าไปก็ชนกับกำแพงมนุษย์ที่แข็งแกร่ง

นายใหญ่ตระกูลเฝิงถึงกับงง

พวกบอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหลังก็ตะลึง

ในห้องนอนไม่มีแม้แต่เงาของเด็กสาว แต่กลับเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่สี่คน

พวกเขาอยู่ในชุดเครื่องแบบเหมือนกัน ตรงมุมซ้ายบนของเสื้อติดเข็มกลัดอยู่หนึ่งอัน

หน่วยอีจื้อทีมสองกับทีมสาม

“รอตั้งนานในที่สุดพวกสวะนี่ก็มากันสักที” หัวหน้าทีมสองทำเสียงฮึดฮัด ไม่ให้เวลานายใหญ่ตระกูลเฝิงไหวตัวทัน หยิบกุญแจมือออกมาใส่ให้เขา

“แกก็ระมัดระวังรอบคอบดีเหลือเกินนะ แค่มีอะไรผิดปกตินิดหน่อยก็ไม่กล้าลงมือแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าออกมาจับคน”

เกิดเสียงหึ่งๆ ในสมองนายใหญ่ตระกูลเฝิง ชั่วขณะนั้นไม่เข้าใจคำพูดนี้ เขาเงยหน้าเหมือนหุ่นยนต์ก็เห็นเข็มกลัดติดหน้าอกของหัวหน้าทีมสองพอดีราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ ร่างกายของนายใหญ่ตระกูลเฝิงสั่นขึ้นมาทันใด พูดด้วยความตะลึง

“หะ…หน่วยอีจื้อ!” ครั้งล่าสุดที่หน่วยอีจื้อออกปฏิบัติการในตี้ตูคือเมื่อเดือนมีนาคม

เรื่องที่ตระกูลอู๋แอบทำอย่างลับๆ อยู่ๆ ก็ถูกคุ้ยออกมาทั้งหมด และยังเกี่ยวพันไปถึงอุบัติเหตุทางเครื่องบินกับรถยนต์ ตระกูลอู๋ทั้งหมดถูกจับเรียบร้อย

เรื่องนี้ทำให้ตระกูลน้อยใหญ่ในตี้ตูต่างอกสั่นขวัญแขวน

นอกจากตระกูลมู่กับตระกูลเนี่ยที่มีการเข้มงวดภายในตระกูล ก็มีอีกแค่ไม่กี่ตระกูลที่ไม่เคยยุ่งกับพวกเรื่องสีเทา

เพียงแต่ส่วนใหญ่จะไม่เคยทำร้ายคนให้ผิดกฎหมาย และก็อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

แต่ถ้าถูกหน่วยอีจื้อจับตาดูเมื่อไรก็จะถูกขุดออกมาจนพรุน สมองของนายใหญ่ตระกูลเฝิงหยุดทำงานไปชั่วขณะ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหน่วยอีจื้อถึงเพ่งเล็งมาที่ตระกูลเฝิง

ในบรรดาตระกูลจำนวนมากในตี้ตู ตระกูลเฝิงไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย

“แต่สุดท้ายก็ขึ้นมาแล้ว” หัวหน้าทีมสามแสยะยิ้ม “แบบนี้เรียกว่ามาให้จับถึงที่ จะมาโทษพวกเราไม่ได้นะที่ต้องจับแกเข้าคุก”

“เสียเวลาพูดกับมันทำไม” หัวหน้าทีมสองบอกให้เจ้าหน้าที่อีกสองคนเข้าไปใส่กุญแจมือบอดี้การ์ด

“เอาตัวไป”

อิ๋งจื่อจินไม่ได้อยู่ที่ค่ายติว

เพราะเซิ่งชิงถังก็มาตี้ตูเป็นการเฉพาะ หลังจากได้รับแจ้งข่าวว่ามู่เหวยเฟิงถูกรักษาหายแล้ว เซิ่งชิงถังจึงตั้งใจเชิญเธอไปกินข้าวที่ร้านอาหารภายในสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีน

“คุณหมอเทวดา ขอบคุณคุณหมอมากจริงๆ” เซิ่งชิงถังหอบส้มโอที่ปลูกเองมาให้หลายลูก

“ถ้าไม่ได้คุณหมอ ชีวิตนี้ผมคงจะไม่รับลูกศิษย์จริงๆ แล้ว”

มู่เหวยเฟิงอยู่ในระหว่างพักฟื้น แต่ตอนนี้ลงจากเตียงได้แล้ว

ต้นตอของโรคถูกกำจัด เขาก็ได้โทรไปบอกเซิ่งชิงถังด้วยความดีใจ บอกว่าขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ได้แล้ว

อิ๋งจื่อจินคีบขนมกุ้ยฮวา พยักหน้าเล็กน้อย

“ก่อนหน้านี้ฉันบอกแล้วว่าฉันรักษาคนโดยดูจากชะตาลิขิต ลูกศิษย์ของท่านผู้เฒ่าถือว่าชะตาต้องกันกับฉัน” ถ้าวันนั้นเธอไม่ได้ตรวจดูดวงชะตาของมู่เหวยเฟิง ก็ไม่มีทางรู้สถานการณ์ของเขา

กว่าจะถึงเวลาที่นัดกัน มู่เหวยเฟิงก็อาจตายไปก่อนแล้ว

“อืมๆ ก็คงชะตาต้องกันจริงๆ” อยู่ๆ เซิ่งชิงถังก็ดีใจขึ้นมา เขาหยั่งเชิง

“คุณหมอเทวดา ในเมื่อชะตาต้องกัน ถ้างั้นคุณหมอ…”

อิ๋งจื่อจินเหลือบตาขึ้น พูดโทนเสียงเย็นชา “ทำไมเหรอคะ”

“เปล่า ไม่มีอะไรครับ” สุดท้ายเซิ่งชิงถังก็กลืนคำพูดที่เหลือกลับไป “คุณหมอเทวดา กินสิครับ ขนมแบบนี้มีแค่ที่นี่อีกเดี๋ยวผมจะทำบัตรกินข้าวของที่นี่ให้ คุณหมอมาได้ตลอดเวลา”

อันที่จริงเขาอยากเป็นพ่อสื่อให้ลูกศิษย์ของเขากับคุณหมอเทวดา แต่เพื่อความปลอดภัย ไม่ดีกว่าไม่พูดจะดีกว่า

อิ๋งจื่อจินวิจารณ์รสชาติแบบที่เห็นได้ยาก “รสชาติดีค่ะ”

“ใช่ไหมล่ะ” เซิ่งชิงถังภูมิใจ “เชฟของที่นี่ผมเอาภาพวาดไปหลอกเขากลับมาจากเมืองนอกเลยนะ เขาเคยอยู่ร้านมิชลินสามดาว ฝีมือดีมาก” คิดเล็กน้อยแล้วพูดต่อ

“คุณหมอเทวดา วันนี้เย็นมากแล้ว ทางสมาคมเลิกงานกันหมดแล้ว ไหนๆ คุณหมอก็มาตี้ตูแล้ว ไม่สู้ไว้หาเวลามาเอาบัตรประจำตัวดีไหมครับ”

อิ๋งจื่อจินเงียบไปชั่วครู่ “วันเสาร์นี้แล้วกันค่ะ”

“ครับๆ” เซิ่งชิงถังพยักหน้าต่อเนื่อง จากนั้นก็ถามต่อ “งั้นวันพรุ่งนี้กับวันมะรืนนี้ทำอะไรเหรอครับ”

“สอนเด็กบื้อค่ะ”

“…”

เวลานี้นายใหญ่ตระกูลเฝิงกับพวกบอดี้การ์ดได้ถูกคุมตัวไปที่ห้องสอบสวนของหน่วยอีจื้อเรียบร้อยแล้ว ตากลมหนาวมาตลอดทาง ในที่สุดสมองของนายใหญ่ตระกูลเฝิงก็กลับมาทำงานอีกครั้ง

หน่วยอีจื้อรู้ว่าเขาจะมาจับคนที่ค่ายติวก็เลยมารอล่วงหน้าอย่างนั้นเหรอ

“ตั๊กแตนไล่จับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ข้างหลัง” หัวหน้าทีมสองวางเอกสารปึกหนึ่งลง “แต่น่าเสียดายที่คุณอิ๋งไม่ใช่จักจั่น และแกก็ไม่คู่ควรเป็นตั๊กแตน”

คำเรียกแทนตัวแบบนี้ทำให้นายใหญ่ตระกูลเฝิงสีหน้าเปลี่ยน “เธอเป็นคนของหน่วยอีจื้อเหรอ!”

“ฉลาดมาก” หัวหน้าทีมสองยักไหล่ “แต่คุณอิ๋งไม่อยากทำงาน ก็เลยแค่เอาชื่อมาใส่ไว้”

นายใหญ่ตระกูลเฝิงเหงื่อแตกยิ่งกว่าเดิม มีคนอยู่หน่วยอีจื้อแต่ไม่ทำงานด้วยเหรอ แค่มีชื่อในตำแหน่งเนี่ยนะ คนที่เขาจับเป็นถึงคนของหน่วยอีจื้อ!

สมองของนายใหญ่ตระกูลเฝิงตื้อไปอีกรอบ คิดทบทวนคำพูดนี้ไม่หยุด นี่เขาจะจับตัวผู้บังคับใช้กฎหมายเลยเหรอ เขาอุตส่าห์รอบคอบขนาดนั้นก็ยังจะเจอของแข็ง!

ถูกหน่วยอีจื้อพามาที่นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่ามีคนไปค้นตระกูลเฝิงแล้ว

“ไม่ พวกคุณแตะต้องตระกูลเฝิงตอนนี้ไม่ได้ ผมเซ็นสัญญากับยูรันส์ไปแล้ว” สีหน้าของนายใหญ่ตระกูลเฝิงเริ่มแย่ลง “พวกคุณต้องให้ผมกับทางยูรันส์คุยกันให้เรียบร้อยก่อน”

ขอเพียงแต่ให้เวลาเขา เขาจะไปหาตระกูลซิวจะต้องมีทางรอดแน่นอน

นายใหญ่ตระกูลเฝิงเหงื่อแตก ภายนอกทำเป็นแข็งแกร่ง แต่ภายในกลับกลัวมาก

“ขอผมโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ ผมจะโทรหาผู้จัดการของยูรันส์”

ยูรันส์เป็นบริษัทเครื่องสำอางของฝั่งยุโรป อยู่ในเครือวีนัสกรุ๊ป

กิจการที่อยู่ในเครือวีนัสกรุ๊ปมีมากมายนับไม่ถ้วน

อย่าว่าแต่ตระกูลเศรษฐีในตี้ตูเลย แม้แต่มหาเศรษฐีของยุโรปก็ไม่มีคนไหนที่ไม่อยากผูกมิตรกับวีนัสกรุ๊ป

ตระกูลเฝิงย่อมไม่มีทางเข้าตาวีนัสกรุ๊ป แต่เป็นเพราะตระกูลเฝิงทำน้ำหอมสูตรใหม่ขึ้นมาได้ ถึงได้ร่วมงานกับยูรันส์

แต่ยูรันส์ก็เป็นเพียงบริษัทเล็กๆ ในเครือวีนัสกรุ๊ป

“พอได้แล้ว แกไม่มีทางได้โทรศัพท์มือถือ” หัวหน้าทีมสองฮึดฮัด

“คนแบบแกพวกเราเจอมาเยอะ อย่ามาทำหัวหมอ”

“ผมพูดจริง!” นายใหญ่ตระกูลเฝิงร้อนใจจนเหงื่อแตกพลั่ก

“ไม่ว่าอย่างไงคุณก็ต้องให้ผมคุยออเดอร์นั้นกับยูรันส์ให้เสร็จก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ยูรันส์เป็นกิจการเครื่องสำอางในเครือวีนัสกรุ๊ป พวกเขาจะเสียหายไม่ได้”

ตระกูลมู่เป็นอาณาจักรธุรกิจอันดับหนึ่งของตี้ตู แม้แต่พวกเขาก็ไม่กล้าทำการค้ากับบริษัทลูกของวีนัสกรุ๊ปเสียหาย

“โอ๊ะ ข่มขู่เสียด้วย” หัวหน้าทีมสองแคะหูทำสีหน้าพิลึก

“ไม่มีหรอกผู้จัดการของยูรันส์ มีแต่ซีอีโอของวีนัสกรุ๊ป เพิ่งมาถึงอยากเจอหน่อยไหมล่ะ”

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ 265 บรรดาคนหนุนหลังของบอสอิ๋ง

Now you are reading คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ Chapter 265 บรรดาคนหนุนหลังของบอสอิ๋ง at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

ปลายสายคือพ่อบ้านเฝิง

เขารายงานเรื่องทางโรงพยาบาล

“ว่าไงนะ” นายใหญ่ตระกูลเฝิงหน้านิ่ว “ฮว่าเอ๋อร์ถูกฉีดยานอนหลับไปหนึ่งเข็ม ตอนนี้ตื่นแล้ว โวยวายหนักยิ่งกว่าเดิมอีกเหรอ เขาอยากมาที่ค่ายติวงั้นเหรอ”

พ่อบ้านเฝิงเองก็กลุ้ม “ใช่ครับ คุณชายอารมณ์รุนแรงมาก คุณท่าน สมองของคุณชายได้รับการกระทบกระเทือนหรือเปล่าครับ แต่หมอก็ตรวจสมองของคุณชายไม่พบความผิดปกติ บอกว่าทุกอย่างปกติดี”

“พ่อบ้านเฝ้าไปก่อน” นายใหญ่ตระกูลเฝิงพูด “ฮว่าเอ๋อร์เจ็บหนักขนาดนั้น ต้องควบคุมอารมณ์ของเขาให้สงบก่อนถึงจะช่วยฟื้นฟูบาดแผลได้ดี ถ้าไม่ไหวก็ให้หมอฉีดยานอนหลับอีกเข็ม”

เขาเองก็ติดต่อไปทางไดนาสตี้เคทีวีแล้ว

สุดท้ายแน่ใจแล้วว่าอิ๋งจื่อจินไม่มีคนหนุนหลังแม้แต่คนเดียว

แต่นี่ก็ไม่เพียงพอให้เขาวางใจได้อย่างสิ้นเชิง นายใหญ่ตระกูลเฝิงยังได้ส่งคนไปสืบอีก และก็รู้ว่าอิ๋งจื่อจินเป็นลูกเลี้ยงของตระกูลอิ๋งในฮู่เฉิง แต่ตอนนี้ถูกไล่ออกจากบ้านแล้ว

หลังจากนายใหญ่ตระกูลเฝิงสั่งพ่อบ้านเสร็จ พวกบอดี้การ์ดที่ติดตามมาก็เดินอ้อมไปตรงพุ่มไม้ด้านหลังทางขวา

ค่ายติวอยู่เขตชานเมือง เงียบสงบมาก บริเวณรอบๆ ไม่มีคนเท่าไร

พวกบอดี้การ์ดผ่านการฝึกฝนมาโดยเฉพาะพวกเขาเลี่ยงบริเวณที่มีรัศมีของกล้องวงจรปิด ส่งนายใหญ่ตระกูลเฝิงปีนกำแพงเข้าไปก่อนจากนั้นถึงปีนข้ามตามไป

ตลอดทางราบรื่นมาก

ค่ายติวมีพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่มีนักเรียนอยู่แค่สิบสองคน รวมกับอาจารย์ และศาสตราจารย์อีกแค่ไม่กี่คน พื้นที่เหลือเฟือ

นายใหญ่ตระกูลเฝิงดูแผนที่จนไปถึงหอพักนักเรียนหญิงที่อยู่ด้านในสุด

นี่เป็นอาคารสไตล์ฝรั่งมีสามชั้น แต่ละห้องเปิดไฟสว่างหมดพร้อมปิดม่าน

ทางตระกูลซิวบอกเขาว่า ห้องที่อิ๋งจื่อจินอยู่คือห้องชั้นสามทางขวา

นายใหญ่ตระกูลเฝิงหรี่ตามอง “พวกนายขึ้นไปก่อน จากนั้นค่อยดึงฉันขึ้นไป”

เขาต้องการจับคนที่ทำร้ายลูกชายของเขาจนบาดเจ็บสาหัสด้วยตัวเอง

ขณะพูดนายใหญ่ตระกูลเฝิงยังได้มองไปรอบๆ ด้วยความระมัดระวัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีใครสังเกตเห็นทางนี้ ในที่สุดก็โล่งอก

อย่างไรเสียเขาก็ไม่มีทางแตะต้องนักเรียนที่อยู่ในโครงการคุ้มครองอัจฉริยะ แค่อิ๋งจื่อจินคนเดียว หายไปคนไม่น่ามีปัญหาอะไร

ห้านาทีต่อมานายใหญ่ตระกูลเฝิงก็ขึ้นไปถึงชั้นสามได้สำเร็จ

ชั้นสามนอกจากจะมีห้องของอิ๋งจื่อจินแล้ว เถิงอวิ้นเมิ่งกับซิวเหยียนก็อยู่ชั้นนี้ด้วยเหมือนกัน นายใหญ่ตระกูลเฝิงขยิบตาให้บอดี้การ์ดคนหนึ่ง เพื่อบอกให้ไปเปิดประตู

บอดี้การ์ดเข้าใจ หยิบเครื่องมือออกมาเริ่มเปิดประตูใช้เวลาแค่สิบกว่าวินาทีก็ปลดล็อกได้

นายใหญ่ตระกูลเฝิงผลักประตูทันทีแล้วบุกเข้าไป

แต่พอเขาเข้าไปก็ชนกับกำแพงมนุษย์ที่แข็งแกร่ง

นายใหญ่ตระกูลเฝิงถึงกับงง

พวกบอดี้การ์ดที่อยู่ด้านหลังก็ตะลึง

ในห้องนอนไม่มีแม้แต่เงาของเด็กสาว แต่กลับเป็นชายหนุ่มร่างใหญ่สี่คน

พวกเขาอยู่ในชุดเครื่องแบบเหมือนกัน ตรงมุมซ้ายบนของเสื้อติดเข็มกลัดอยู่หนึ่งอัน

หน่วยอีจื้อทีมสองกับทีมสาม

“รอตั้งนานในที่สุดพวกสวะนี่ก็มากันสักที” หัวหน้าทีมสองทำเสียงฮึดฮัด ไม่ให้เวลานายใหญ่ตระกูลเฝิงไหวตัวทัน หยิบกุญแจมือออกมาใส่ให้เขา

“แกก็ระมัดระวังรอบคอบดีเหลือเกินนะ แค่มีอะไรผิดปกตินิดหน่อยก็ไม่กล้าลงมือแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจะกล้าออกมาจับคน”

เกิดเสียงหึ่งๆ ในสมองนายใหญ่ตระกูลเฝิง ชั่วขณะนั้นไม่เข้าใจคำพูดนี้ เขาเงยหน้าเหมือนหุ่นยนต์ก็เห็นเข็มกลัดติดหน้าอกของหัวหน้าทีมสองพอดีราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ ร่างกายของนายใหญ่ตระกูลเฝิงสั่นขึ้นมาทันใด พูดด้วยความตะลึง

“หะ…หน่วยอีจื้อ!” ครั้งล่าสุดที่หน่วยอีจื้อออกปฏิบัติการในตี้ตูคือเมื่อเดือนมีนาคม

เรื่องที่ตระกูลอู๋แอบทำอย่างลับๆ อยู่ๆ ก็ถูกคุ้ยออกมาทั้งหมด และยังเกี่ยวพันไปถึงอุบัติเหตุทางเครื่องบินกับรถยนต์ ตระกูลอู๋ทั้งหมดถูกจับเรียบร้อย

เรื่องนี้ทำให้ตระกูลน้อยใหญ่ในตี้ตูต่างอกสั่นขวัญแขวน

นอกจากตระกูลมู่กับตระกูลเนี่ยที่มีการเข้มงวดภายในตระกูล ก็มีอีกแค่ไม่กี่ตระกูลที่ไม่เคยยุ่งกับพวกเรื่องสีเทา

เพียงแต่ส่วนใหญ่จะไม่เคยทำร้ายคนให้ผิดกฎหมาย และก็อยู่ในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด

แต่ถ้าถูกหน่วยอีจื้อจับตาดูเมื่อไรก็จะถูกขุดออกมาจนพรุน สมองของนายใหญ่ตระกูลเฝิงหยุดทำงานไปชั่วขณะ เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมหน่วยอีจื้อถึงเพ่งเล็งมาที่ตระกูลเฝิง

ในบรรดาตระกูลจำนวนมากในตี้ตู ตระกูลเฝิงไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย

“แต่สุดท้ายก็ขึ้นมาแล้ว” หัวหน้าทีมสามแสยะยิ้ม “แบบนี้เรียกว่ามาให้จับถึงที่ จะมาโทษพวกเราไม่ได้นะที่ต้องจับแกเข้าคุก”

“เสียเวลาพูดกับมันทำไม” หัวหน้าทีมสองบอกให้เจ้าหน้าที่อีกสองคนเข้าไปใส่กุญแจมือบอดี้การ์ด

“เอาตัวไป”

อิ๋งจื่อจินไม่ได้อยู่ที่ค่ายติว

เพราะเซิ่งชิงถังก็มาตี้ตูเป็นการเฉพาะ หลังจากได้รับแจ้งข่าวว่ามู่เหวยเฟิงถูกรักษาหายแล้ว เซิ่งชิงถังจึงตั้งใจเชิญเธอไปกินข้าวที่ร้านอาหารภายในสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีน

“คุณหมอเทวดา ขอบคุณคุณหมอมากจริงๆ” เซิ่งชิงถังหอบส้มโอที่ปลูกเองมาให้หลายลูก

“ถ้าไม่ได้คุณหมอ ชีวิตนี้ผมคงจะไม่รับลูกศิษย์จริงๆ แล้ว”

มู่เหวยเฟิงอยู่ในระหว่างพักฟื้น แต่ตอนนี้ลงจากเตียงได้แล้ว

ต้นตอของโรคถูกกำจัด เขาก็ได้โทรไปบอกเซิ่งชิงถังด้วยความดีใจ บอกว่าขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ได้แล้ว

อิ๋งจื่อจินคีบขนมกุ้ยฮวา พยักหน้าเล็กน้อย

“ก่อนหน้านี้ฉันบอกแล้วว่าฉันรักษาคนโดยดูจากชะตาลิขิต ลูกศิษย์ของท่านผู้เฒ่าถือว่าชะตาต้องกันกับฉัน” ถ้าวันนั้นเธอไม่ได้ตรวจดูดวงชะตาของมู่เหวยเฟิง ก็ไม่มีทางรู้สถานการณ์ของเขา

กว่าจะถึงเวลาที่นัดกัน มู่เหวยเฟิงก็อาจตายไปก่อนแล้ว

“อืมๆ ก็คงชะตาต้องกันจริงๆ” อยู่ๆ เซิ่งชิงถังก็ดีใจขึ้นมา เขาหยั่งเชิง

“คุณหมอเทวดา ในเมื่อชะตาต้องกัน ถ้างั้นคุณหมอ…”

อิ๋งจื่อจินเหลือบตาขึ้น พูดโทนเสียงเย็นชา “ทำไมเหรอคะ”

“เปล่า ไม่มีอะไรครับ” สุดท้ายเซิ่งชิงถังก็กลืนคำพูดที่เหลือกลับไป “คุณหมอเทวดา กินสิครับ ขนมแบบนี้มีแค่ที่นี่อีกเดี๋ยวผมจะทำบัตรกินข้าวของที่นี่ให้ คุณหมอมาได้ตลอดเวลา”

อันที่จริงเขาอยากเป็นพ่อสื่อให้ลูกศิษย์ของเขากับคุณหมอเทวดา แต่เพื่อความปลอดภัย ไม่ดีกว่าไม่พูดจะดีกว่า

อิ๋งจื่อจินวิจารณ์รสชาติแบบที่เห็นได้ยาก “รสชาติดีค่ะ”

“ใช่ไหมล่ะ” เซิ่งชิงถังภูมิใจ “เชฟของที่นี่ผมเอาภาพวาดไปหลอกเขากลับมาจากเมืองนอกเลยนะ เขาเคยอยู่ร้านมิชลินสามดาว ฝีมือดีมาก” คิดเล็กน้อยแล้วพูดต่อ

“คุณหมอเทวดา วันนี้เย็นมากแล้ว ทางสมาคมเลิกงานกันหมดแล้ว ไหนๆ คุณหมอก็มาตี้ตูแล้ว ไม่สู้ไว้หาเวลามาเอาบัตรประจำตัวดีไหมครับ”

อิ๋งจื่อจินเงียบไปชั่วครู่ “วันเสาร์นี้แล้วกันค่ะ”

“ครับๆ” เซิ่งชิงถังพยักหน้าต่อเนื่อง จากนั้นก็ถามต่อ “งั้นวันพรุ่งนี้กับวันมะรืนนี้ทำอะไรเหรอครับ”

“สอนเด็กบื้อค่ะ”

“…”

เวลานี้นายใหญ่ตระกูลเฝิงกับพวกบอดี้การ์ดได้ถูกคุมตัวไปที่ห้องสอบสวนของหน่วยอีจื้อเรียบร้อยแล้ว ตากลมหนาวมาตลอดทาง ในที่สุดสมองของนายใหญ่ตระกูลเฝิงก็กลับมาทำงานอีกครั้ง

หน่วยอีจื้อรู้ว่าเขาจะมาจับคนที่ค่ายติวก็เลยมารอล่วงหน้าอย่างนั้นเหรอ

“ตั๊กแตนไล่จับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ข้างหลัง” หัวหน้าทีมสองวางเอกสารปึกหนึ่งลง “แต่น่าเสียดายที่คุณอิ๋งไม่ใช่จักจั่น และแกก็ไม่คู่ควรเป็นตั๊กแตน”

คำเรียกแทนตัวแบบนี้ทำให้นายใหญ่ตระกูลเฝิงสีหน้าเปลี่ยน “เธอเป็นคนของหน่วยอีจื้อเหรอ!”

“ฉลาดมาก” หัวหน้าทีมสองยักไหล่ “แต่คุณอิ๋งไม่อยากทำงาน ก็เลยแค่เอาชื่อมาใส่ไว้”

นายใหญ่ตระกูลเฝิงเหงื่อแตกยิ่งกว่าเดิม มีคนอยู่หน่วยอีจื้อแต่ไม่ทำงานด้วยเหรอ แค่มีชื่อในตำแหน่งเนี่ยนะ คนที่เขาจับเป็นถึงคนของหน่วยอีจื้อ!

สมองของนายใหญ่ตระกูลเฝิงตื้อไปอีกรอบ คิดทบทวนคำพูดนี้ไม่หยุด นี่เขาจะจับตัวผู้บังคับใช้กฎหมายเลยเหรอ เขาอุตส่าห์รอบคอบขนาดนั้นก็ยังจะเจอของแข็ง!

ถูกหน่วยอีจื้อพามาที่นี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่ามีคนไปค้นตระกูลเฝิงแล้ว

“ไม่ พวกคุณแตะต้องตระกูลเฝิงตอนนี้ไม่ได้ ผมเซ็นสัญญากับยูรันส์ไปแล้ว” สีหน้าของนายใหญ่ตระกูลเฝิงเริ่มแย่ลง “พวกคุณต้องให้ผมกับทางยูรันส์คุยกันให้เรียบร้อยก่อน”

ขอเพียงแต่ให้เวลาเขา เขาจะไปหาตระกูลซิวจะต้องมีทางรอดแน่นอน

นายใหญ่ตระกูลเฝิงเหงื่อแตก ภายนอกทำเป็นแข็งแกร่ง แต่ภายในกลับกลัวมาก

“ขอผมโทรศัพท์เดี๋ยวนี้ ผมจะโทรหาผู้จัดการของยูรันส์”

ยูรันส์เป็นบริษัทเครื่องสำอางของฝั่งยุโรป อยู่ในเครือวีนัสกรุ๊ป

กิจการที่อยู่ในเครือวีนัสกรุ๊ปมีมากมายนับไม่ถ้วน

อย่าว่าแต่ตระกูลเศรษฐีในตี้ตูเลย แม้แต่มหาเศรษฐีของยุโรปก็ไม่มีคนไหนที่ไม่อยากผูกมิตรกับวีนัสกรุ๊ป

ตระกูลเฝิงย่อมไม่มีทางเข้าตาวีนัสกรุ๊ป แต่เป็นเพราะตระกูลเฝิงทำน้ำหอมสูตรใหม่ขึ้นมาได้ ถึงได้ร่วมงานกับยูรันส์

แต่ยูรันส์ก็เป็นเพียงบริษัทเล็กๆ ในเครือวีนัสกรุ๊ป

“พอได้แล้ว แกไม่มีทางได้โทรศัพท์มือถือ” หัวหน้าทีมสองฮึดฮัด

“คนแบบแกพวกเราเจอมาเยอะ อย่ามาทำหัวหมอ”

“ผมพูดจริง!” นายใหญ่ตระกูลเฝิงร้อนใจจนเหงื่อแตกพลั่ก

“ไม่ว่าอย่างไงคุณก็ต้องให้ผมคุยออเดอร์นั้นกับยูรันส์ให้เสร็จก่อนเรื่องอื่นค่อยว่ากัน ยูรันส์เป็นกิจการเครื่องสำอางในเครือวีนัสกรุ๊ป พวกเขาจะเสียหายไม่ได้”

ตระกูลมู่เป็นอาณาจักรธุรกิจอันดับหนึ่งของตี้ตู แม้แต่พวกเขาก็ไม่กล้าทำการค้ากับบริษัทลูกของวีนัสกรุ๊ปเสียหาย

“โอ๊ะ ข่มขู่เสียด้วย” หัวหน้าทีมสองแคะหูทำสีหน้าพิลึก

“ไม่มีหรอกผู้จัดการของยูรันส์ มีแต่ซีอีโอของวีนัสกรุ๊ป เพิ่งมาถึงอยากเจอหน่อยไหมล่ะ”

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

×

Pengaturan Membaca

Background :

Size :

A-16A+