คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ 90 ถูกกระชากหน้ากากแล้ว

Now you are reading คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ Chapter 90 ถูกกระชากหน้ากากแล้ว at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

หลินสี่อึ้ง

เขาไม่รู้ว่าทำไมเซิ่งชิงถังถึงถามแบบนี้ แต่เขาก็ตอบ “ใช่ครับประธานเซิ่ง เมื่อวันเสาร์ผมเพิ่งเอาภาพนี้ไปให้อาจารย์เว่ยโฮ่ว เขาบอกว่าเป็นภาพฝึกเขียนของเขา”

“ภาพฝึกเขียนเหรอ” เซิ่งชิงถังข่มอารมณ์ นึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่ลูกชายของเขา ตบกบาลไม่ได้

เขาโมโหจนแสยะยิ้ม “ฝีมือห่วยๆ อย่างเว่ยโฮ่ว ยังจะมีหน้าบอกว่าภาพเขียนนี้เป็นผลงานฝึกเขียนของตัวเองอีกเหรอ เขาคู่ควรเหรอ!”

พอคำพูดนี้ออกมา ปรมาจารย์ในแวดวงศิลปะคนอื่นๆ ก็หน้าถอดสี

ถึงแม้เซิ่งชิงถังจะให้ความสำคัญกับภาพเขียนอักษรพู่กันโดยเฉพาะ แต่เขาก็มีผลงานในด้านจิตรกรรมจีนโบราณและประติมากรรมแกะสลัก เป็นบุคคลที่สูงส่งมากในวงการศิลปะ แทบจะเรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร

นิสัยของเขาก็พิลึกมาก ไม่มีลูกศิษย์

แต่นี่ไม่ใช่อุปสรรคต่อการเป็นบุคคลที่น่าเคารพของปรมาจารย์ศิลปะคนอื่นๆ

ในเมื่อเซิ่งชิงถังพูดแบบนี้ก็แสดงว่ามองอะไรออก

หลินสี่งุนงง

“ไปเรียกไอ้คนเส็งเคร็งเว่ยโฮ่วมาตอนนี้ เดี๋ยวนี้!” เซิ่งชิงถังตวาดเสียงใส่ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิง “ฉันต้องการเจอเขาในสิบนาที”

“ประธานเซิ่ง ใจเย็นๆ ครับใจเย็นๆ” ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงรีบขอโทษขอโพย “ผมจะไปเดี๋ยวนี้ ท่านเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาไม่นาน อย่าโมโหไปเลยครับ”

“อย่ามายุ่ง…” เซิ่งชิงถังโมโหขึ้นมาอีกรอบ กำลังจะตวาดเสียงก็เห็นเด็กสาวที่อยู่เยื้องไปทางขวาเหลือบมองมา

ใจเย็นๆ สายลมเอื่อยๆ

เซิ่งชิงถังถึงหยุดทันที

แย่ละ

เขาลืมไปว่าหมออิ๋งอยู่ที่นี่

เกิดคราวหน้าเขาเผลอลื่นล้มหัวฟาดพื้นอีก เดี๋ยวไม่มีคนรักษาให้เขา

“อะแฮ่ม” เซิ่งชิงถังร้อนตัวนิดหน่อย เขาสะบัดมือ สีหน้าบึ้งตึง “เร็วเข้า”

“ครับๆๆ”

ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงรีบออกไป

คอมเมนต์บนหน้าจอระอุอีกครั้ง

[โอ้โห ผู้เฒ่านี่ใครกัน ทำไมแม้แต่ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงก็ต้องนอบน้อมให้ขนาดนี้]

[แถมยังบอกว่าเว่ยโฮ่วไม่คู่ควรกับภาพเขียนอักษรนี้ ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่กลับรู้สึกน่าเชื่อถือ]

[อ๊ากก นี่มันเซิ่งชิงถังนี่!]

[งงตาแตก เซิ่งชิงถังเป็นใคร]

[ตอบคอมเมนต์เมื่อกี้ เซิ่งชิงถังเป็นอดีตประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีน ถนัดการเขียนอักษรแบบลี่ ข่าย เฉ่า ต้าจ้วน เสี่ยวจ้วน เป็นต้น ภาพเขียนอักษรแต่ละภาพราคาเริ่มต้นที่สิบล้าน นอกจากนี้ยังถนัดจิตรกรรมจีนโบราณ ภาพพิมพ์ ประติมากรรมแกะสลัก สารพัดทักษะในโลกศิลปะ เคยถูกเชิญไปร่วมการแข่งขันประติมากรรมแกะสลักที่ยุโรป คว้าแชมป์เหนือประเทศอื่นมาได้]

[เมื่อสามปีก่อนเซิ่งชิงถังออกจากตำแหน่งประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีน หลบไปใช้ชีวิตแล้ว ขนาดเพื่อนร่วมงานยังหาตัวเขาไม่เจอ นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้เห็นที่นี่]

[ถึงขนาดเอาชนะประเทศอื่นในยุโรปได้ ผลงานแกะสลักของเขาจะต้องสุดยอดมากขนาดไหน]

[อื้อหือ ชิงจื้อเชิญมาได้แม้กระทั่งเซิ่งชิงถัง ผู้อำนวยการเจ๋งเกินไปแล้ว วันนี้ไม่เสียแรงที่โดดเรียนมาดูถ่ายทอดสด]

ครั้นแล้วบนหน้าจอก็มีแต่คอมเมนต์ชมผู้อำนวยการเก่ง

ผู้อำนวยการ “…”

เขาเปล่านะ

เขาจะไปมีเกียรติขนาดนั้นได้ยังไง เขาเองก็งงเหมือนกัน

ที่ด้านล่างเวที

เล็บของจงจือหว่านจิกเข้าฝ่ามือ โมโหจนดวงตาแดงก่ำ

เซิ่งชิงถังรู้ด้วยเหรอว่าภาพเขียนนั่นไม่ใช่ของเว่ยโฮ่ว

แต่ทำไมเซิ่งชิงถังถึงลดตัวมาที่นี่ได้

หรือว่าภาพนี้เซิ่งชิงถังเป็นคนเขียน

จงจือหว่านขมวดคิ้ว

ไม่มีทาง

สไตล์ของเซิ่งชิงถังชัดเจนมาก อักษรสิงข่ายของเขาไม่ได้เขียนสไตล์นี้

ตราบใดที่เว่ยโฮ่วไม่ยอมรับ เซิ่งชิงถังก็ไม่มีหลักฐาน

ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ไม่มีทางสาวมาถึงตัวเธอ ยังไงซะก็เป็นเว่ยโฮ่วเองที่โลภมาก

จงจือหว่านตั้งสติ รู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง

ยังไม่ถึงสิบนาทีประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงก็กลับมา

ด้านหลังมีเจ้าหน้าที่สองคนประคองเว่ยโฮ่วเดินมาทางนี้

เว่ยโฮ่วหน้าซีด เขาเมารถ เมื่อครู่อาเจียนไปหลายครั้ง

หลินสี่ตะโกนเรียก “อาจารย์เว่ยโฮ่ว”

เว่ยโฮ่วยโสยิ่งกว่า มีเหรอจะสนผู้น้อย

เขาไม่แม้แต่จะมองหลินสี่ กระแอมเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปพูดด้วยความนอบน้อม “ประธานเซิ่ง ไม่ทราบว่าท่านให้เกียรติมาถึงที่นี่ เว่ยโฮ่วผิดที่ไม่ได้มาต้อนรับ ขออภัยด้วยครับ”

“ผิดที่ไม่ได้มาต้อนรับงั้นเหรอ” เซิ่งชิงถังมองด้วยสายตาเย็นชา “ถ้านายมาต้อนรับฉัน ฉันสิจะอายุสั้น!”

เว่ยโฮ่วหน้าขรึม “ประธานเซิ่งหมายความว่าไงครับ”

เซิ่งชิงถังก็แค่อาศัยความที่แก่กว่าเขายี่สิบปีถึงได้ตำแหน่งประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีนไม่ใช่เหรอ

ถ้าเป็นรุ่นเดียวกัน เซิ่งชิงถังมีเหรอจะสู้เขาได้

“ฉันหมายความว่าไงน่ะเหรอ” เซิ่งชิงถังพูดด้วยน้ำเสียงประชด หยิบม้วนภาพเขียนขึ้นมา “เขาบอกว่านายเป็นคนเขียนภาพนี้ อธิบายสิ”

เว่ยโฮ่วมองไป หนังตากระตุก

เขาจำภาพเขียนภาพนี้ได้ติดตา

นี่เป็นฝีมือระดับสูงที่ต่อให้เขาฝึกอีกสิบปีก็ยังทำไม่ได้

เว่ยโฮ่วมีชื่อเสียงในวงการศิลปะมานาน รู้จักคนอยู่ไม่น้อย มองปราดเดียวก็รู้ว่าภาพเขียนภาพนี้ไม่ใช่ผลงานของนักเขียนอักษรพู่กันที่มีชื่อเสียงคนไหนทั้งนั้น

คนที่มีสถานะต่ำกว่าเขาไม่มีใครกล้าล่วงเกินเขา ทำได้เพียงยกภาพนี้ให้กับเขา

ดังนั้นตอนที่หลินสี่เอามา เว่ยโฮ่วถึงยอมรับทันที

ที่เขาไม่ออกไปไหนมานานแล้วเพราะเผชิญกับจุดอิ่มตัว

ภาพเขียนภาพนี้สามารถช่วยให้เขายืนอยู่ในวงการศิลปะได้มั่นคงยิ่งขึ้นพอดี

“ถูกต้องครับ” เว่ยโฮ่วยังคงไม่ปฏิเสธ “นี่เป็นผลงานฝึกเขียนของผมเอง ประธานเซิ่งอยากพูดอะไรเหรอครับ”

เขาไม่เห็นว่าขณะที่เขาพูด บนหน้าจอขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเต็มไปด้วยคำว่า ‘ขยะ’

[ปีนี้เว่ยโฮ่วอายุห้าสิบแล้วหรือเปล่า เขียนอักษรสู้เด็กมัธยมอายุสิบเจ็ดไม่ได้ มิน่าถึงถูกเรียกว่าขยะ]

[ฮ่าๆๆ ยอมรับต่อหน้าทุกคนด้วยนะ คงไม่รู้เรื่องก่อนหน้านี้สิท่า ตบหน้าได้เจ็บมากจริงๆ]

[ฉันจำได้ว่าเว่ยโฮ่วก็เป็นสมาชิกสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีนด้วยหรือเปล่า ดูเหมือนจะตำแหน่งสูงด้วยนะ นี่มัน…]

สายตาของเซิ่งชิงถังเย็นชายิ่งกว่าเดิม “ดังนั้นนายเองก็รู้ว่ามีนักเรียนเอาผลงานของนายไปโกงการประกวดงั้นสิ”

เว่ยโฮ่วขมวดคิ้ว นึกถึงคำพูดของจงจือหว่านวันนั้น เขายังคงใจเย็น “ผมให้นักเรียนยืมไปเลียนแบบ ทำไมเหรอ ถูกใครขโมยไปเหรอครับ”

“ประธานเซิ่ง นี่เป็นผลงานของอาจารย์เว่ยโฮ่วจริงๆ…”

หลินสี่อยากช่วยอธิบาย แต่กลับถูกเซิ่งชิงถังส่งสายตาดุกลับไป “ฉันพูดอยู่นายไม่ต้องสอด”

พอถูกดุต่อหน้าทุกคน หลินสี่ก็หน้าแดง ไม่กล้าพูดอะไรอีก

เซิ่งชิงถังหันกลับไปมองเว่ยโฮ่วอีกครั้ง “นายเขียนตั้งแต่เมื่อไร”

“สี่วันก่อนครับ เพิ่งมีแรงบันดาลใจ” เว่ยโฮ่วชักทนไม่ไหว “ถ้าประธานเซิ่งจะถามเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ผมก็คงต้องขอตัวก่อนครับ”

“ดีมาก ดี!” เซิ่งชิงถังโมโหตบโต๊ะ “นายบอกว่านี่เป็นผลงานที่เขียนเมื่อสี่วันก่อน แต่ฉันเคยเห็นมันตั้งแต่เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนแล้ว แถมยังถ่ายรูปไว้ด้วย นายย้อนอดีตกลับไปเขียนหรือไง!”

เขาเปิดโทรศัพท์มือถือ กดหาภาพที่ถ่ายไว้เป็นที่ระลึกวันนั้นแล้วยื่นให้กล้องดู

“ดูให้ดี รูปนี้ถ่ายที่บ้านฉัน นี่คือไอ้ลูกหัวล้านอกตัญญูของฉัน ส่วนนี่เป็นแตงโมกับแอปเปิลของฉัน” เซิ่งชิงถังแสยะยิ้ม “เว่ยโฮ่ว นายรู้หรือเปล่าว่าประตูบ้านฉันเปิดออกทางไหน”

“ยังจะมีหน้าพูดว่านี่เป็นภาพฝึกเขียนของนายอีกเหรอ!”

ภาพถ่ายถูกขยายขึ้นหน้าจอ ช่วยให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ภาพเขียนที่อยู่ในรูปถ่ายเหมือนกับภาพเขียนที่หลินสี่กางโชว์ไม่มีผิดเพี้ยน

ไม่มีความแตกต่างแม้แต่น้อย

เว่ยโฮ่วเงยหน้ามองอย่างไม่แคร์

พอมองขึ้นไป ‘วี้ด’ สมองของเขาตื้อในทันที

“…”

ทุกคนในงานต่างคาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลิกผันได้ขนาดนี้ ตะลึงงันกันไปหมด

จงจือหว่านหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม ริมฝีปากสั่นอย่างรุนแรง

เรื่องนี้…มีหลักฐานจริงๆ เหรอ

นี่มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า

คอนเมนต์ระเบิดบนหน้าจออีกครั้ง

[อื้อหือ สรุปว่าภาพเขียน ‘อักษรขยะ’ ภาพนี้ไม่ใช่ผลงานของเว่ยโฮ่ว งั้นผลงานที่เขาเขียนเองจริงๆ จะขยะแค่ไหน]

[งั้นตกลงว่าภาพเขียนอันนี้เป็นผลงานของใคร ปริศนาธรรมเหรอ]

[ไม่ๆๆ ประเด็นคือ ทำไมเว่ยโฮ่วต้องสวมรอยด้วย ต้องการอะไร]

[ตอนนี้ฉันชักสงสัยแล้วว่า ความสำเร็จของเว่ยโฮ่วเมื่อก่อนนี้ก็เป็นเรื่องหลอกลวงด้วยหรือเปล่า]

[เว่ยโฮ่วต่างหากที่เป็นความอัปยศของวงการศิลปะ ประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีนต้องตรวจสอบเขาด้วย!]

“พูดสิ พูด!” เซิ่งชิงถังกดดัน แสยะยิ้มอย่างต่อเนื่อง “ภาพนี้เป็นภาพฝึกเขียนของนายงั้นเหรอ”

เว่ยโฮ่วเหงื่อแตก เริ่มยืนไม่อยู่แล้ว

เขาอยากพูด แต่กลับพูดไม่ออกสักคำ

หลินสี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ตะลึงเหมือนกัน

“ยังจะกล้าโกหกฉัน ใส่ร้ายว่านักเรียนโกง” เซิ่งชิงถังหันขวับ “นาย โทรหาประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีนตอนนี้ ลงโทษเว่ยโฮ่ว ฉันต้องการตอนนี้”

ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงปาดเหงื่อ ล้วงโทรศัพท์ออกมาอีกครั้ง

“ประธานเซิ่ง!” เว่ยโฮ่วสีหน้าเปลี่ยนไปมาก “ประธานเซิ่งทำเกินไปหรือเปล่าครับ”

ถ้าเขารู้ว่าเซิ่งชิงถังมีภาพถ่าย เขาไม่มีทางสวมรอย

“น่าตลก ถ้าวันนี้ฉันไม่มา พวกนายไม่บีบให้นักเรียนคนนี้ยอมรับว่าตัวเองทุจริตไปแล้วเหรอ” เซิ่งชิงถังไม่ฟัง “แล้วก็นาย หลินสี่ใช่ไหม”

“ไม่สืบให้รู้เรื่องก็ให้ชิงจื้อไล่นักเรียนออกต่อหน้าทุกคน ฉันเองก็อยากถามอาจารย์ของนายว่าปกติสอนลูกศิษย์แบบนี้เหรอ”

หลินสี่เม้มริมฝีปาก กำมือแน่น ไม่พูดอะไร

เขาจะไปสงสัยคำพูดของเว่ยโฮ่วได้ยังไง

ถึงแม้เรื่องนี้เขาจะบุ่มบ่ามเกินไปก็ตาม

“อ้อจริงสิ ภาพเขียนนี้นักเรียนคนนี้เอาให้ฉันดูก่อนหน้านี้ไม่นาน บอกว่าจะส่งเข้าประกวดเทศกาลศิลปะ” น้ำเสียงของเซิ่งชิงถังเย็นชา “เว่ยโฮ่ว ฉันขอถามนาย ทำไมตราประทับของนายถึงไปอยู่บนนั้น”

เขาโมโหจะบ้าตายอยู่แล้ว

ภาพเขียนดีๆ แบบนี้กลับถูกตราประทับของเว่ยโฮ่วทำพัง

หัวใจของเขาเจ็บปวดจนยากเกินกว่าจะรับไหว

“…”

หลินสี่หันขวับทันที

อิ๋งจื่อจินยืนพิงเสาเงียบๆ

แสงแดดสาดส่องทะลุใบไม้ตกกระทบผิวของเธอ ทอประกายทองอ่อนๆ

งดงามราวกับอีกโลกที่ไม่ใช่โลกมนุษย์แห่งนี้

ดูเหมือนเธอจะสังเกตเห็นอะไร ค่อยๆ หันมามองทางนี้

ดวงตาหงส์วูบไหว งดงามดุจดวงตะวัน

บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิท

ถึงขนาดที่ตากล้องลืมทำหน้าที่

ผ่านไปสักพัก ในที่สุดบนหน้าจอถึงปรากฏคอมเมนต์

[อืม…นี่ฉันต้องโหดถึงขั้นด่าตัวเองด้วยไหม]

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ 90 ถูกกระชากหน้ากากแล้ว

Now you are reading คุณหนูไฮโซยอดอัจฉริยะ Chapter 90 ถูกกระชากหน้ากากแล้ว at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

หลินสี่อึ้ง

เขาไม่รู้ว่าทำไมเซิ่งชิงถังถึงถามแบบนี้ แต่เขาก็ตอบ “ใช่ครับประธานเซิ่ง เมื่อวันเสาร์ผมเพิ่งเอาภาพนี้ไปให้อาจารย์เว่ยโฮ่ว เขาบอกว่าเป็นภาพฝึกเขียนของเขา”

“ภาพฝึกเขียนเหรอ” เซิ่งชิงถังข่มอารมณ์ นึกขึ้นได้ว่านี่ไม่ใช่ลูกชายของเขา ตบกบาลไม่ได้

เขาโมโหจนแสยะยิ้ม “ฝีมือห่วยๆ อย่างเว่ยโฮ่ว ยังจะมีหน้าบอกว่าภาพเขียนนี้เป็นผลงานฝึกเขียนของตัวเองอีกเหรอ เขาคู่ควรเหรอ!”

พอคำพูดนี้ออกมา ปรมาจารย์ในแวดวงศิลปะคนอื่นๆ ก็หน้าถอดสี

ถึงแม้เซิ่งชิงถังจะให้ความสำคัญกับภาพเขียนอักษรพู่กันโดยเฉพาะ แต่เขาก็มีผลงานในด้านจิตรกรรมจีนโบราณและประติมากรรมแกะสลัก เป็นบุคคลที่สูงส่งมากในวงการศิลปะ แทบจะเรียกได้ว่าไม่เหมือนใคร

นิสัยของเขาก็พิลึกมาก ไม่มีลูกศิษย์

แต่นี่ไม่ใช่อุปสรรคต่อการเป็นบุคคลที่น่าเคารพของปรมาจารย์ศิลปะคนอื่นๆ

ในเมื่อเซิ่งชิงถังพูดแบบนี้ก็แสดงว่ามองอะไรออก

หลินสี่งุนงง

“ไปเรียกไอ้คนเส็งเคร็งเว่ยโฮ่วมาตอนนี้ เดี๋ยวนี้!” เซิ่งชิงถังตวาดเสียงใส่ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิง “ฉันต้องการเจอเขาในสิบนาที”

“ประธานเซิ่ง ใจเย็นๆ ครับใจเย็นๆ” ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงรีบขอโทษขอโพย “ผมจะไปเดี๋ยวนี้ ท่านเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมาไม่นาน อย่าโมโหไปเลยครับ”

“อย่ามายุ่ง…” เซิ่งชิงถังโมโหขึ้นมาอีกรอบ กำลังจะตวาดเสียงก็เห็นเด็กสาวที่อยู่เยื้องไปทางขวาเหลือบมองมา

ใจเย็นๆ สายลมเอื่อยๆ

เซิ่งชิงถังถึงหยุดทันที

แย่ละ

เขาลืมไปว่าหมออิ๋งอยู่ที่นี่

เกิดคราวหน้าเขาเผลอลื่นล้มหัวฟาดพื้นอีก เดี๋ยวไม่มีคนรักษาให้เขา

“อะแฮ่ม” เซิ่งชิงถังร้อนตัวนิดหน่อย เขาสะบัดมือ สีหน้าบึ้งตึง “เร็วเข้า”

“ครับๆๆ”

ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงรีบออกไป

คอมเมนต์บนหน้าจอระอุอีกครั้ง

[โอ้โห ผู้เฒ่านี่ใครกัน ทำไมแม้แต่ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงก็ต้องนอบน้อมให้ขนาดนี้]

[แถมยังบอกว่าเว่ยโฮ่วไม่คู่ควรกับภาพเขียนอักษรนี้ ถึงจะไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่กลับรู้สึกน่าเชื่อถือ]

[อ๊ากก นี่มันเซิ่งชิงถังนี่!]

[งงตาแตก เซิ่งชิงถังเป็นใคร]

[ตอบคอมเมนต์เมื่อกี้ เซิ่งชิงถังเป็นอดีตประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีน ถนัดการเขียนอักษรแบบลี่ ข่าย เฉ่า ต้าจ้วน เสี่ยวจ้วน เป็นต้น ภาพเขียนอักษรแต่ละภาพราคาเริ่มต้นที่สิบล้าน นอกจากนี้ยังถนัดจิตรกรรมจีนโบราณ ภาพพิมพ์ ประติมากรรมแกะสลัก สารพัดทักษะในโลกศิลปะ เคยถูกเชิญไปร่วมการแข่งขันประติมากรรมแกะสลักที่ยุโรป คว้าแชมป์เหนือประเทศอื่นมาได้]

[เมื่อสามปีก่อนเซิ่งชิงถังออกจากตำแหน่งประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีน หลบไปใช้ชีวิตแล้ว ขนาดเพื่อนร่วมงานยังหาตัวเขาไม่เจอ นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้เห็นที่นี่]

[ถึงขนาดเอาชนะประเทศอื่นในยุโรปได้ ผลงานแกะสลักของเขาจะต้องสุดยอดมากขนาดไหน]

[อื้อหือ ชิงจื้อเชิญมาได้แม้กระทั่งเซิ่งชิงถัง ผู้อำนวยการเจ๋งเกินไปแล้ว วันนี้ไม่เสียแรงที่โดดเรียนมาดูถ่ายทอดสด]

ครั้นแล้วบนหน้าจอก็มีแต่คอมเมนต์ชมผู้อำนวยการเก่ง

ผู้อำนวยการ “…”

เขาเปล่านะ

เขาจะไปมีเกียรติขนาดนั้นได้ยังไง เขาเองก็งงเหมือนกัน

ที่ด้านล่างเวที

เล็บของจงจือหว่านจิกเข้าฝ่ามือ โมโหจนดวงตาแดงก่ำ

เซิ่งชิงถังรู้ด้วยเหรอว่าภาพเขียนนั่นไม่ใช่ของเว่ยโฮ่ว

แต่ทำไมเซิ่งชิงถังถึงลดตัวมาที่นี่ได้

หรือว่าภาพนี้เซิ่งชิงถังเป็นคนเขียน

จงจือหว่านขมวดคิ้ว

ไม่มีทาง

สไตล์ของเซิ่งชิงถังชัดเจนมาก อักษรสิงข่ายของเขาไม่ได้เขียนสไตล์นี้

ตราบใดที่เว่ยโฮ่วไม่ยอมรับ เซิ่งชิงถังก็ไม่มีหลักฐาน

ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ไม่มีทางสาวมาถึงตัวเธอ ยังไงซะก็เป็นเว่ยโฮ่วเองที่โลภมาก

จงจือหว่านตั้งสติ รู้สึกโล่งอกขึ้นมาบ้าง

ยังไม่ถึงสิบนาทีประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงก็กลับมา

ด้านหลังมีเจ้าหน้าที่สองคนประคองเว่ยโฮ่วเดินมาทางนี้

เว่ยโฮ่วหน้าซีด เขาเมารถ เมื่อครู่อาเจียนไปหลายครั้ง

หลินสี่ตะโกนเรียก “อาจารย์เว่ยโฮ่ว”

เว่ยโฮ่วยโสยิ่งกว่า มีเหรอจะสนผู้น้อย

เขาไม่แม้แต่จะมองหลินสี่ กระแอมเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปพูดด้วยความนอบน้อม “ประธานเซิ่ง ไม่ทราบว่าท่านให้เกียรติมาถึงที่นี่ เว่ยโฮ่วผิดที่ไม่ได้มาต้อนรับ ขออภัยด้วยครับ”

“ผิดที่ไม่ได้มาต้อนรับงั้นเหรอ” เซิ่งชิงถังมองด้วยสายตาเย็นชา “ถ้านายมาต้อนรับฉัน ฉันสิจะอายุสั้น!”

เว่ยโฮ่วหน้าขรึม “ประธานเซิ่งหมายความว่าไงครับ”

เซิ่งชิงถังก็แค่อาศัยความที่แก่กว่าเขายี่สิบปีถึงได้ตำแหน่งประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีนไม่ใช่เหรอ

ถ้าเป็นรุ่นเดียวกัน เซิ่งชิงถังมีเหรอจะสู้เขาได้

“ฉันหมายความว่าไงน่ะเหรอ” เซิ่งชิงถังพูดด้วยน้ำเสียงประชด หยิบม้วนภาพเขียนขึ้นมา “เขาบอกว่านายเป็นคนเขียนภาพนี้ อธิบายสิ”

เว่ยโฮ่วมองไป หนังตากระตุก

เขาจำภาพเขียนภาพนี้ได้ติดตา

นี่เป็นฝีมือระดับสูงที่ต่อให้เขาฝึกอีกสิบปีก็ยังทำไม่ได้

เว่ยโฮ่วมีชื่อเสียงในวงการศิลปะมานาน รู้จักคนอยู่ไม่น้อย มองปราดเดียวก็รู้ว่าภาพเขียนภาพนี้ไม่ใช่ผลงานของนักเขียนอักษรพู่กันที่มีชื่อเสียงคนไหนทั้งนั้น

คนที่มีสถานะต่ำกว่าเขาไม่มีใครกล้าล่วงเกินเขา ทำได้เพียงยกภาพนี้ให้กับเขา

ดังนั้นตอนที่หลินสี่เอามา เว่ยโฮ่วถึงยอมรับทันที

ที่เขาไม่ออกไปไหนมานานแล้วเพราะเผชิญกับจุดอิ่มตัว

ภาพเขียนภาพนี้สามารถช่วยให้เขายืนอยู่ในวงการศิลปะได้มั่นคงยิ่งขึ้นพอดี

“ถูกต้องครับ” เว่ยโฮ่วยังคงไม่ปฏิเสธ “นี่เป็นผลงานฝึกเขียนของผมเอง ประธานเซิ่งอยากพูดอะไรเหรอครับ”

เขาไม่เห็นว่าขณะที่เขาพูด บนหน้าจอขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านหลังเต็มไปด้วยคำว่า ‘ขยะ’

[ปีนี้เว่ยโฮ่วอายุห้าสิบแล้วหรือเปล่า เขียนอักษรสู้เด็กมัธยมอายุสิบเจ็ดไม่ได้ มิน่าถึงถูกเรียกว่าขยะ]

[ฮ่าๆๆ ยอมรับต่อหน้าทุกคนด้วยนะ คงไม่รู้เรื่องก่อนหน้านี้สิท่า ตบหน้าได้เจ็บมากจริงๆ]

[ฉันจำได้ว่าเว่ยโฮ่วก็เป็นสมาชิกสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีนด้วยหรือเปล่า ดูเหมือนจะตำแหน่งสูงด้วยนะ นี่มัน…]

สายตาของเซิ่งชิงถังเย็นชายิ่งกว่าเดิม “ดังนั้นนายเองก็รู้ว่ามีนักเรียนเอาผลงานของนายไปโกงการประกวดงั้นสิ”

เว่ยโฮ่วขมวดคิ้ว นึกถึงคำพูดของจงจือหว่านวันนั้น เขายังคงใจเย็น “ผมให้นักเรียนยืมไปเลียนแบบ ทำไมเหรอ ถูกใครขโมยไปเหรอครับ”

“ประธานเซิ่ง นี่เป็นผลงานของอาจารย์เว่ยโฮ่วจริงๆ…”

หลินสี่อยากช่วยอธิบาย แต่กลับถูกเซิ่งชิงถังส่งสายตาดุกลับไป “ฉันพูดอยู่นายไม่ต้องสอด”

พอถูกดุต่อหน้าทุกคน หลินสี่ก็หน้าแดง ไม่กล้าพูดอะไรอีก

เซิ่งชิงถังหันกลับไปมองเว่ยโฮ่วอีกครั้ง “นายเขียนตั้งแต่เมื่อไร”

“สี่วันก่อนครับ เพิ่งมีแรงบันดาลใจ” เว่ยโฮ่วชักทนไม่ไหว “ถ้าประธานเซิ่งจะถามเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ผมก็คงต้องขอตัวก่อนครับ”

“ดีมาก ดี!” เซิ่งชิงถังโมโหตบโต๊ะ “นายบอกว่านี่เป็นผลงานที่เขียนเมื่อสี่วันก่อน แต่ฉันเคยเห็นมันตั้งแต่เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนแล้ว แถมยังถ่ายรูปไว้ด้วย นายย้อนอดีตกลับไปเขียนหรือไง!”

เขาเปิดโทรศัพท์มือถือ กดหาภาพที่ถ่ายไว้เป็นที่ระลึกวันนั้นแล้วยื่นให้กล้องดู

“ดูให้ดี รูปนี้ถ่ายที่บ้านฉัน นี่คือไอ้ลูกหัวล้านอกตัญญูของฉัน ส่วนนี่เป็นแตงโมกับแอปเปิลของฉัน” เซิ่งชิงถังแสยะยิ้ม “เว่ยโฮ่ว นายรู้หรือเปล่าว่าประตูบ้านฉันเปิดออกทางไหน”

“ยังจะมีหน้าพูดว่านี่เป็นภาพฝึกเขียนของนายอีกเหรอ!”

ภาพถ่ายถูกขยายขึ้นหน้าจอ ช่วยให้เห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ภาพเขียนที่อยู่ในรูปถ่ายเหมือนกับภาพเขียนที่หลินสี่กางโชว์ไม่มีผิดเพี้ยน

ไม่มีความแตกต่างแม้แต่น้อย

เว่ยโฮ่วเงยหน้ามองอย่างไม่แคร์

พอมองขึ้นไป ‘วี้ด’ สมองของเขาตื้อในทันที

“…”

ทุกคนในงานต่างคาดไม่ถึงว่าเหตุการณ์จะพลิกผันได้ขนาดนี้ ตะลึงงันกันไปหมด

จงจือหว่านหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม ริมฝีปากสั่นอย่างรุนแรง

เรื่องนี้…มีหลักฐานจริงๆ เหรอ

นี่มันจะบังเอิญเกินไปหรือเปล่า

คอนเมนต์ระเบิดบนหน้าจออีกครั้ง

[อื้อหือ สรุปว่าภาพเขียน ‘อักษรขยะ’ ภาพนี้ไม่ใช่ผลงานของเว่ยโฮ่ว งั้นผลงานที่เขาเขียนเองจริงๆ จะขยะแค่ไหน]

[งั้นตกลงว่าภาพเขียนอันนี้เป็นผลงานของใคร ปริศนาธรรมเหรอ]

[ไม่ๆๆ ประเด็นคือ ทำไมเว่ยโฮ่วต้องสวมรอยด้วย ต้องการอะไร]

[ตอนนี้ฉันชักสงสัยแล้วว่า ความสำเร็จของเว่ยโฮ่วเมื่อก่อนนี้ก็เป็นเรื่องหลอกลวงด้วยหรือเปล่า]

[เว่ยโฮ่วต่างหากที่เป็นความอัปยศของวงการศิลปะ ประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีนต้องตรวจสอบเขาด้วย!]

“พูดสิ พูด!” เซิ่งชิงถังกดดัน แสยะยิ้มอย่างต่อเนื่อง “ภาพนี้เป็นภาพฝึกเขียนของนายงั้นเหรอ”

เว่ยโฮ่วเหงื่อแตก เริ่มยืนไม่อยู่แล้ว

เขาอยากพูด แต่กลับพูดไม่ออกสักคำ

หลินสี่ที่อยู่ข้างๆ ก็ตะลึงเหมือนกัน

“ยังจะกล้าโกหกฉัน ใส่ร้ายว่านักเรียนโกง” เซิ่งชิงถังหันขวับ “นาย โทรหาประธานสมาคมศิลปะอักษรพู่กันแห่งประเทศจีนตอนนี้ ลงโทษเว่ยโฮ่ว ฉันต้องการตอนนี้”

ประธานสมาคมศิลปะแห่งฮู่เฉิงปาดเหงื่อ ล้วงโทรศัพท์ออกมาอีกครั้ง

“ประธานเซิ่ง!” เว่ยโฮ่วสีหน้าเปลี่ยนไปมาก “ประธานเซิ่งทำเกินไปหรือเปล่าครับ”

ถ้าเขารู้ว่าเซิ่งชิงถังมีภาพถ่าย เขาไม่มีทางสวมรอย

“น่าตลก ถ้าวันนี้ฉันไม่มา พวกนายไม่บีบให้นักเรียนคนนี้ยอมรับว่าตัวเองทุจริตไปแล้วเหรอ” เซิ่งชิงถังไม่ฟัง “แล้วก็นาย หลินสี่ใช่ไหม”

“ไม่สืบให้รู้เรื่องก็ให้ชิงจื้อไล่นักเรียนออกต่อหน้าทุกคน ฉันเองก็อยากถามอาจารย์ของนายว่าปกติสอนลูกศิษย์แบบนี้เหรอ”

หลินสี่เม้มริมฝีปาก กำมือแน่น ไม่พูดอะไร

เขาจะไปสงสัยคำพูดของเว่ยโฮ่วได้ยังไง

ถึงแม้เรื่องนี้เขาจะบุ่มบ่ามเกินไปก็ตาม

“อ้อจริงสิ ภาพเขียนนี้นักเรียนคนนี้เอาให้ฉันดูก่อนหน้านี้ไม่นาน บอกว่าจะส่งเข้าประกวดเทศกาลศิลปะ” น้ำเสียงของเซิ่งชิงถังเย็นชา “เว่ยโฮ่ว ฉันขอถามนาย ทำไมตราประทับของนายถึงไปอยู่บนนั้น”

เขาโมโหจะบ้าตายอยู่แล้ว

ภาพเขียนดีๆ แบบนี้กลับถูกตราประทับของเว่ยโฮ่วทำพัง

หัวใจของเขาเจ็บปวดจนยากเกินกว่าจะรับไหว

“…”

หลินสี่หันขวับทันที

อิ๋งจื่อจินยืนพิงเสาเงียบๆ

แสงแดดสาดส่องทะลุใบไม้ตกกระทบผิวของเธอ ทอประกายทองอ่อนๆ

งดงามราวกับอีกโลกที่ไม่ใช่โลกมนุษย์แห่งนี้

ดูเหมือนเธอจะสังเกตเห็นอะไร ค่อยๆ หันมามองทางนี้

ดวงตาหงส์วูบไหว งดงามดุจดวงตะวัน

บรรยากาศรอบตัวเงียบสนิท

ถึงขนาดที่ตากล้องลืมทำหน้าที่

ผ่านไปสักพัก ในที่สุดบนหน้าจอถึงปรากฏคอมเมนต์

[อืม…นี่ฉันต้องโหดถึงขั้นด่าตัวเองด้วยไหม]

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

×

Pengaturan Membaca

Background :

Size :

A-16A+