ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] 164: อย่าทำให้ตกใจ!

Now you are reading ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] Chapter 164: อย่าทำให้ตกใจ! at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

บทที่ 164: อย่าทำให้ตกใจ!

พรึ่บ! ทันทีที่ A32 ตะโกนขอความช่วยเหลือออกไป บานประตูเลื่อนทั้งสองฝั่งของทางเดินก็เปิดออกทันที

ไม่มีใครก้าวเท้าออกมา แต่ถึงกระนั้น ฉินเย่ก็พบว่าเบื้องหลังของสองฝั่งทางเดินมีพระภิกษุและนักพรตเต๋านั่งสมาธิอยู่

อีกทั้งพวกเขาก็แข็งแกร่งมาก

แข็งแกร่งมาก ๆ!

แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้แข็งแกร่งเทียบเท่าผู้ที่อยู่ขั้นตุลาการนรก แต่รัศมีของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่ไม่ต่างกับกำลังเผชิญหน้ากับขั้นตุลาการนรกเลยสักนิด ผู้ฝึกตนอย่างต่ำ 30 คนนั่งอยู่ทั้งสองฝั่งของทางเดิน ไม่มีใครขยับตัวเลยแม้แต่นิดเดียว เหล่านักพรตยังคงสวดมนต์ ในขณะที่พวกพระภิกษุยังคงเคาะบักฮือ [1] ของตนเองไปด้วยอย่างต่อเนื่อง เสียงของมันไม่ดังนัก แต่กลับดังก้องไปทั่วบริเวณอย่างลึกลับ

ฟึ่บ! เปลวไฟจากเชิงเทียนที่อยู่รอบ ๆ ดอกบัวที่อยู่ที่มุมห้องพลันวูบไหว จากนั้น…เงาที่อยู่ภายในห้องก็ค่อย ๆ จางหายไปทีละเงา

กระแสลมรุนแรงเริ่มพัดผ่านมาอีกครั้ง ฉินเย่ยังรักษาท่าทางของตนอย่างระแวดระวัง มือของเขายังคงอยู่ข้างเอวของตัวเอง ย่อตัวลงจนเป็นท่านั่งยอง และเปิดประสาทสัมผัสของตนให้อยู่ในระดับสูงสุดขณะที่มองไปรอบ ๆ

ไม่มี…

ไม่มี และก็ไม่มีอะไรเลย!

อะไรบางอย่างจะต้องตามเขามา แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงตำแหน่งของอีกฝ่ายเลยสักนิด!

มีเพียงสายลมนรกที่พัดมาไม่หยุดหย่อนในห้องที่เงียบสนิท ราวกับอะไรบางอย่างกำลังเปิดเผยตัวอย่างช้า ๆ

ภาพเลือนรางที่ปรากฏขึ้นสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว และไม่กี่วินาทีต่อมา ทั้งหมดก็หายไปจนเหลืออยู่เพียงแค่เงาเดียว

เงาของฉินเย่

ทว่าเงาดังกล่าวกลับเริ่มยืดออกมาจากใต้เท้าของเขา ยืดออกเรื่อย ๆ จนในที่สุด…มันก็เริ่มก่อรูปเป็นร่างของแมวดำตัวหนึ่ง!

พรึ่บ…พระภิกษุและนักพรตเต๋าทั้งหมดต่างหันไปมองฉินเย่ทันที เหมือนกับศพที่เหี่ยวเฉาที่ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ!

ฉินเย่ลอบกลืนน้ำลายอย่างเป็นกังวล นี่ไม่ใช่เงาของเขา…

มันคือสิ่งมีชีวิตบางอย่าง…

ไม่สิ หากจะพูดให้ถูกก็คือ มันคือวิญญาณ วิญญาณที่เขาไม่เคยเผชิญหน้ามาก่อน!

เขาควรดึงกระบี่ออกมาเลยดีไหมนะ?

แต่พวกพระภิกษุและนักพรตเต๋าเองก็น่ากลัวเช่นกัน และหากทำได้เขาก็ไม่อยากจะดึงกระบี่ออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่าบรรยากาศที่อึดอัดในตอนนี้มันเหมือนกับมือขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นกำลังบีบคอของเขาอยู่ และนั่นก็ทำให้เขาเหงื่อท่วมตัว

เส้นความอดทนในใจของเขาตึงจนถึงขีดสุด ขณะที่กำลังจะกระชับมือและขึ้นรูปกระบี่ เงานั้น…ก็ลืมตาขึ้น

มันคือดวงตาสีเขียวหยก

เย็นยะเยือก

ดุร้าย

แน่นิ่ง มันจ้องมองฉินเย่โดยไม่เคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย

พรึ่บ ๆๆๆๆ…ผ้าม่านขาวที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์กระพืออย่างรุนแรงขณะที่ความรู้สึกเย็นยะเยือกไล่ไปตามกระดูกสันหลังจนขนลุกชัน และในเสี้ยววินาทีถัดมา เงาดังกล่าวก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นราวกับลูกโป่ง ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง…มันปกคลุมไปทั่วทั้งโถงทางเดิน! สายตาของมันเปลี่ยนไปมองโคมไฟพระราชวังที่แขวนอยู่ด้านบน

ห้องลับ และเงาที่น่าสะพรึงกลัว

ในขณะเดียวกัน กลับไปที่หอพักของฉินเย่ อาร์ทิสและหมิงซีหยินต่างหยุดชะงักไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งสองหันไปมองทางสนามบาสเกตบอลทันที

รอยยิ้มบนใบหน้าอันงดงามของอาร์ทิสจางหายไปและถูกแทนที่ด้วยสีหน้าที่เย็นชา ผมและเสื้อผ้าที่สวมอยู่เริ่มกระพืออย่างรุนแรงขณะที่นางพึมพำเสียงเย็นว่า “ใช่มันไหม….”

หมิงชีหยินรีบลอยขึ้นและตอบกลับด้วยบรรทัดข้อความทันที “ใช่! ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันยังไม่ไปอีก…หรือว่ามันพยายามจะใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในนรกในตอนนี้?!”

อาร์ทิสไม่ได้เอ่ยอะไรอีก ไม่กี่วินาทีต่อมา สายลมก็ก่อตัวขึ้นภายในห้อง มดดำจำนวนนับไม่ถ้วนไต่ออกมาจากรูทวารทั้งเจ็ดของนางก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายลมนรกอันทรงพลังที่พัดไปที่สนามบาสเกตบอล!

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!” ที่ผิวกระจกปรากฏข้อความขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “สำนักจะต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเราอย่างแน่นอน! เจ้าสู้กับหัวหน้าสาขาผู้นั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ!”

“แล้วอย่างไร” อาร์ทิสกัดฟันแน่นพร้อมกับแค่นยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าเคยจัดการวิญญาณชั่วร้ายพวกนี้มากี่ตนแล้วในตอนที่ข้ารับผิดชอบมณฑลหมินเฟิง?! ข้าได้มองข้ามการปรากฏตัวครั้งแรกของมัน แต่มันกลับกล้าโผล่หัวที่น่าเกลียดของมันมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง?! ท่านคิดว่าหากยมโลกแห่งเดิมยังอยู่ มันจะกล้าก้าวเข้ามาในแผ่นดินจีนอย่างนั้นหรือ?!”

“วันนี้…นับเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันได้มีโอกาสกลับไปเกิดอีก!”

หมิงชีหยินรีบลอยไปเคาะหัวของอาร์ทิส “ให้ตายเถอะ เจ้าช่วยสงบจิตสงบใจลงสักนิดได้หรือไม่!! เจ้าไม่เห็นหรือว่ามีสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายกับศพมากกว่า 30 ชีวิตนั่งอยู่ที่สนามบาสเกตบอลนั่น?! พวกเขาเทียบได้กับมัจจุราชแห่งยมโลก! เจ้าพยายามจะทำให้เกิดสงครามขึ้นกับทั้งสามฝ่ายหรืออย่างไร?!”

ฟึ่บ! ทว่าขณะที่กระจกส่องกรรมกำลังจะเคาะไปที่ศีรษะของอาร์ทิส นางก็กลายร่างเป็นเม็ดทรายและกระจายตัวไปในอกากาศเสียแล้ว

หมิงชีหยินตกตะลึงเป็นอย่างมาก หลังจากผ่านไปไม่นาง บนผิวกระจกก็ปรากฏข้อความขึ้น “บ้า…นางบ้าไปแล้วจริง ๆ…”

ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว

ค่ำคืนในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิแต่กลับปราศจากสายลมเย็นสบายอย่างที่ควรเป็น

ทว่าทันใดนั้นเอง ทั่วทั้งสำนักฝึกตนแห่งแรกก็ถูกปกคลุมไปด้วยลมเย็นยะเยือกจากสายลมแห่งนรก เหล่านักเรียนที่ยังคงทำกิจกรรมอยู่บริเวณใกล้เคียงต่างมองไปรอบ ๆ จากนั้น ใครบางคนก็ตะโกนออกมาเสียงดัง “ดูนั่น!”

นักเรียนคนที่หนึ่งเงยหน้าขึ้น จากนั้นก็คนที่สอง และคนที่สุด….จนกระทั่งคนทั้งหมดต่างเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างประหลาดใจ

แม้แต่เหล่านักเรียนที่อยู่ในหอก็เริ่มชะโงกหน้าออกมาทางหน้าตาพร้อมกับอ้าปากค้าง จ้องมองท้องฟ้ายามราตรีอย่างงงงัน

กลุ่มเมฆสีดำเริ่มจับตัวกันจากทั่วทุกทิศทางพร้อมกับเสียงฟ้าร้องดังก้อง จากนั้นในวินาทีต่อมา…บางสิ่งบางอย่างก็ตกลงมาที่สนามบาสเกตบอลราวกับคลื่นยักษ์ที่ถาโถม!

มันคือมด!

มดจำนวนนับไม่ถ้วน! มดทั้งฝูงที่ตกลงมาจากฟ้า!

“บังอาจ!!” เสียงตะโกนดังขึ้นทันทีที่ฝูงมดเริ่มตกลงมาบนสนามบาสเกตบอล กลับไปที่สำนักงานของสาขาการต่อสู้ สีหน้าของโจวเซียนหลงเคร่งขรึมและเย็นยะเยือก “ปีศาจหรือภูตผีตนไหนกันที่กล้าโผล่หัวขึ้นมาในสำนักฝึกตนแห่งแรก?! พวกมันหาที่ตายเสียแล้ว!”

พลังปราณที่ไร้ขอบเขตแผ่ออกไปในท้องฟ้ายามราตรีราวกับหมอกหนา แต่ทันทีที่พลังปราณพวกนั้นเข้าไปใกล้มด มดดำทั้งหมดก็หลบหลีกไปรอบ ๆ อย่างชาญฉลาด ในความเป็นจริงแล้ว มดพวกนั้นไม่ได้ทำร้ายผู้ใดเลยแม้แต่คนเดียวขณะที่มันตกลงมาที่สนามบาสเกตบอล

“นี่มัน…” โจวเซียนหลงผงะไปครู่หนึ่ง แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมา เสียงของเขาก็ดังก้องไปทั่วทั้งสำนัก “นักเรียนทุกคน นักเรียนทั้งหมดจะต้องกลับเข้าไปในหอพักของตัวเองและห้ามออกไปไหนมาไหนจนกว่าจะได้รับการแจ้งเตือนเด็ดขาด! ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งจะต้องถูกไล่ออกและส่งตัวกลับทันที! อาจารย์ทุกท่านไปรวมตัวกันที่สนามบาสเกตบอล! เดี๋ยวนี้!”

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก

ทุกอย่างภายในอาณาเขตของสนามบาสเกตบอลยังคงอยู่ภายในความเงียบ A32 สั่นเทาขณะที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของฉินเย่ หน้าอกของเด็กหนุ่มกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่เงาดำตรงหน้าด้วยร่างกายที่ตึงเครียดอย่างถึงที่สุด

นี่มันคืออะไรกันแน่?

เขาไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับมันมาก่อน! และมันก็แตกต่างจากวิญญาณตนอื่นที่เขาเคยเจอมาอย่างสิ้นเชิง!

“อู๋เลี่ยงเทียนจวิน” นักพรตเต๋าที่นั่งอยู่ตรงกลางกลุ่มเอ่ยขึ้นมาในที่สุด ทำลายความเงียบที่บีบคั้นภายในห้อง “วิญญาณอาฆาตจากต่างแดนอย่างนั้นหรือ?”

ทันทีที่เขาเอ่ยจบ ดาบสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นจากทั้งสองฝั่งของทางเดิน มันไม่สามารถมองเห็นได้เลยว่าพวกมันเริ่มปรากฏขึ้นจากตรงไหนและหยุดลงที่ใด แต่ทะเลดาบสั้นก็ก่อตัวจนเกิดเป็นสายฟ้าที่หลั่งไหลอยู่ทุกที่ แม้แต่รอยแยกที่เล็กที่สุดของทางเดินก็ตาม ในขณะเดียวกัน ทั่วทั้งพื้นทางเดินก็เริ่มมีแสงสีทองเปล่งประกาย แทบจะเหมือนกับนี่คืออาณาจักรสวรรค์ที่ตั้งอยู่บนพื้นดินก็ไม่ปาน

กลไกป้องกันของขุมทรัพย์ของกลุ่มผู้พิทักษ์แห่งสวรรค์ทำงาน!

เมื่อสัญลักษณ์สีทองเปล่งประกาย คลื่นพลังที่ไร้ขีดจำกัดก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่ว ควบคู่ไปด้วยดาบสายฟ้าจากก่อนหน้า สถานที่ที่ปลอดภัยเพียงจุดเดียวที่เหลืออยู่มีเพียงที่เคาน์เตอร์ที่อยู่ปลายสุดของทางเดินก็เท่านั้น

มันเปล่งประกายและงดงาม แต่ก็ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามอย่างมาก

ไม่กี่วินาทีต่อมา คลื่นดาบก็สั่นเทา ก่อนจะกลายเป็นปลาสีขาวดำขนาดเล็กที่หลั่งไหลกลับเข้าไปสู่ทั้งสองฝั่งของทางเดินตามเดิน อย่างไรก็ตาม สีหน้าของฉินเย่เคร่งขรึมกว่าเดิม

มันไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย…

เงาดำยังคงอยู่ตรงที่เดิม และดวงตาสีเขียวหยกก็เจือไปด้วยความขบขันและเยาะเย้ย หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง มันก็อ้าปากออก!

“หิวเหลือเกิน….” ราวกับเสียงร้องโหยหวนของวิญญาณนับหมื่น มันทั้งน่าสังเวชและเย็นยะเยือก “ข้าหิวเหลือเกิน!!!”

ฉินเย่กัดริมฝีปากของตัวเองอย่างแรง นี่มันแปลกเกินไปแล้ว เขามั่นใจว่าการโจมตีของปลาสีขาวดำก่อนหน้านี้คือการโจมตีที่แม้แต่เขาก็ไม่สามารถหลบหลีกได้ แต่การโจมตีอันทรงพลังนั้นกลับไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเงาดำตรงหน้าได้เลย

และมันยังคงจับจ้องมาที่ร่างของเขาตลอดเวลา จะสู้เหรอ? ไม่มีทาง นั่นจะทำให้เขาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับตัวตนของตัวเองทันที แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเผชิญหน้ากับศัตรูแบบนี้โดยไม่ใช้ดาบฟันวิญญาณ ผลที่ตามมาของการที่ถูกค้นพบโดยสำนักฝึกตนแห่งแรกก็คงจะร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง….

ถ้าเช่นนั้น…เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น…

“ถอยไป” ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมขณะที่หันหน้าไปหา A32

A32 พยักหน้าและรีบไปหลบอยู่ด้านหลังของเคาน์เตอร์ทันที ฉินเย่เหลือบมองอีกฝ่ายอย่างดุดัน “ผมหมายถึงเปิดประตู! ให้ผมเข้าไป!!”

A32 มองออกมาจากทางด้านหลังของเคาน์เตอร์ กะพริบตาถี่อ้าปากค้างมองไปที่ฉินเย่ ด้านฉินเย่ก็จ้องเขาตอบอย่างตรงไปตรงมา

สถานการณ์ที่พลิกผันอย่างไม่คาดคิดทำให้ A32 ไม่รู้ว่าตนควรตอบสนองอย่างไรดี

“ไม่…ไม่ใช่ว่านายจะต้องช่วยเหล่าผู้อาวุโสในการกำจัดวิญญาณร้ายตนนี้หรอกเหรอ? เมื่อครู่นี้รัศมีที่นายแผ่ออกมามันสุดยอดมากเลยนะ…มันคงน่าเสียดายมากถ้านายจะไล่มันไปตอนนี้…” ริมฝีปากของ A32 สั่นเทาอย่างไม่สามารถควบคุมได้

“ไร้สาระ! แม้แต่ผู้อาวุโสยังไม่สามารถทำอะไรได้ แล้วคุณคิดว่าผมจะสามารถทำอะไรได้หรือไง?!” เมื่อเห็นว่า A32 ไม่ยอมขยับ ฉินเย่ก็กระโดดข้ามเคาน์เตอร์และเบียดร่างของเขาไปอยู่ข้าง ๆ กับ A32

“นาย….นายไม่คิดจะลองดูสักนิดเลยหรือ? ไม่ใช่ว่าหน้าที่ของผู้ฝึกตนคือปกป้องชีวิตของคนธรรมดาหรือไง…” A32 พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย ไม่ใช่ว่านายควรจะมีความเข้มแข็งและมุ่งมั่นในเวลาวิกฤตแบบนี้หรอกหรือ? หนึ่งในทางเข้าขุมทรัพย์ของกลุ่มผู้พิทักษ์แห่งสวรรค์ตั้งอยู่ด้านหลังของพวกเรา! นายไม่มีความเป็นวีรบุรุษหรือความกล้าเลยหรือไง?!

ฉินเย่ไม่รับรู้ถึงความคิดของคนข้าง ๆ เลยแม้แต่น้อย เขาชะโงกหน้าครึ่งหนึ่งของตัวเองขึ้นมาจากเคาน์เตอร์และมองไปที่ทางเดิน ก่อนจะหดหัวกลับมาด้วยหัวใจที่เต้นแรง “นั่นมันน่าตกใจจะตายชัก…นายช่วยเขยิบไปหน่อยสิ! ว่าแต่ทำไมช่องว่างด้านหลังเคาน์เตอร์ถึงน้อยแบบนี้เนี่ย?”

ทันใดนั้นเอง เสียงระฆังก็ดังก้องไปทั่วทางเดิน

มันดูลึกลับและน่าขนลุก

เสียงดังยาวหนึ่งครั้งและเสียงดังสั้น ๆ อีกสามครั้ง และทุกครั้งเสียงที่ดังกล่าวดังขึ้น มันก็จะมาพร้อมกับสายลมนรกที่เย็นยะเยือกราวกับรอยแยกของนรกถูกเปิดออก

ฉินเย่ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือเสียงอะไร ทว่าพระภิกษุและนักพรตที่นั่งอยู่สองฝั่งทางเดินกลับอ้าปากค้างอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกเขาลุกขึ้นยืนอีกครั้งและหันไปมองที่ปลายสุดของทางเดินอย่างรวดเร็ว

และพวกเขาก็เห็น ร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ พวกเขามองเห็นเพียงผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าหลากสีเท่านั้น

ด้านหลังของร่างดังกล่าวคือความมืดที่กว้างใหญ่ และพวกเขาก็ได้ยินเสียงตะเกียกตะกายและเสียงของแมลงที่คลานอย่างไม่หยุดหย่อนดังออกมาจากด้านใน

เงาที่อ้าปากออกชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่มันจะเลื่อนสายตาไปมองผู้มาใหม่ ความรู้สึกบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในส่วนลึกของดวงตาสีเขียวหยก

ตกตะลึง

“ikασt??……Π?? μπope? να e?ναi!”[2]

“หึหึ…มันผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ…ที่วิญญาณอาฆาตที่สามารถได้ยินเสียงระฆังปลุกวิญญาณของข้าได้ปรากฏตัวออกมา? นับว่าเจ้าเป็นตนแรกในรอบหลายร้อยปีเชียวล่ะ…” เสียงแหบพร่าของหญิงสาวดังก้องไปทั่วทางเดิน “คำพูดพวกนั้น…เจ้ามาจากอาร์โกส [3] อย่างนั้นหรือ?”

“อาร์…” ฉินเย่แทบจะลุกขึ้นยืนเมื่อเขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

อาร์ทิส?

นางมาทำอะไรที่นี่?

ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่ก็รู้สึกโล่งอกเช่นกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าอาจารย์อยู่ที่นี่หมายความว่าเขาจะปลอดภัย ไม่ว่าตัวตนตรงหน้าจะแปลกประหลาดแค่ไหนก็ตาม

“เมื่อกี้นายพูดว่า อา อะไรนะ?” A32 เหลือบมองฉินเย่อย่างมึนงง

“อา? อาา~” ฉินเย่กะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นก็ยกมือขึ้นทาบอกพร้อมกับร้องออกมาเสียงดัง “อ๊ากกกก! ตกใจหมดเลย! หัวใจฉันเต้นไม่เป็นส่ำแล้วเนี่ย!”

A32: ความไม่ไว้ใจ +10086[3]

อาร์ทิสไม่สังเกตเห็นฉินเย่เลยสักนิด กลับกัน นางยังคงจ้องไปที่เงาบนทางเดินนิ่ง “ดีล่ะ ในเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว…เหตุใดถึงไม่อยู่ต่ออีกสักพักล่ะ….”

“เจ้ากล้าเหยียบเข้ามาในอาณาเขตของพวกข้าเพียงเพราะยมโลกเงียบหายไปนานกว่าร้อยปีอย่างนั้นรึ? เจ้าลืมฉากการสังหารและความสิ้นหวังในตอนที่พวกเราสังหารพวกเจ้าที่อุซเบกเมื่อครั้งนั้นไปแล้วอย่างนั้นหรือไร?”

“แต่ไม่เป็นไร ข้า…จะช่วยกระตุ้นความทรงจำของเจ้าอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เจ้าได้ลืมความเจ็บปวดจากแผลเก่าที่ตัวเองได้รับเมื่อครั้งก่อนเป็นไง”

[1] บักฮือ อุปกรณ์ประกอบพิธีใช้เคาะพร้อมกับสวดมนต์ไปด้วยของพระสงฆ์ศาสนาพุทธนิกายมหายาน

[2] ดูเหมือนจะเป็นภาษากรีก ทางผู้แปลได้พยายามหาความหมายของมันแล้วแต่ก็ยังไม่ได้อะไรอยู่ดี

[3] ดินแดนกรีกโบราณ ในประเทศกรีซ

[4] อย่างที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 155 เลข 10086 ในที่นี้อ้างอิงถึงหมายเลขติดต่อสำหรับสายด่วยบริการลูกค้าที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงที่ให้การบริการระดับมืออาชีพเกี่ยวกับการสื่อสารเคลื่อนที่ การปรึกษาธุรกิจ การร้องเรียนและอื่นๆ

Related

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] 164: อย่าทำให้ตกใจ!

Now you are reading ฉันนี่แหละจ้าวนรก [我要做阎罗] Chapter 164: อย่าทำให้ตกใจ! at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

บทที่ 164: อย่าทำให้ตกใจ!

พรึ่บ! ทันทีที่ A32 ตะโกนขอความช่วยเหลือออกไป บานประตูเลื่อนทั้งสองฝั่งของทางเดินก็เปิดออกทันที

ไม่มีใครก้าวเท้าออกมา แต่ถึงกระนั้น ฉินเย่ก็พบว่าเบื้องหลังของสองฝั่งทางเดินมีพระภิกษุและนักพรตเต๋านั่งสมาธิอยู่

อีกทั้งพวกเขาก็แข็งแกร่งมาก

แข็งแกร่งมาก ๆ!

แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้แข็งแกร่งเทียบเท่าผู้ที่อยู่ขั้นตุลาการนรก แต่รัศมีของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่ไม่ต่างกับกำลังเผชิญหน้ากับขั้นตุลาการนรกเลยสักนิด ผู้ฝึกตนอย่างต่ำ 30 คนนั่งอยู่ทั้งสองฝั่งของทางเดิน ไม่มีใครขยับตัวเลยแม้แต่นิดเดียว เหล่านักพรตยังคงสวดมนต์ ในขณะที่พวกพระภิกษุยังคงเคาะบักฮือ [1] ของตนเองไปด้วยอย่างต่อเนื่อง เสียงของมันไม่ดังนัก แต่กลับดังก้องไปทั่วบริเวณอย่างลึกลับ

ฟึ่บ! เปลวไฟจากเชิงเทียนที่อยู่รอบ ๆ ดอกบัวที่อยู่ที่มุมห้องพลันวูบไหว จากนั้น…เงาที่อยู่ภายในห้องก็ค่อย ๆ จางหายไปทีละเงา

กระแสลมรุนแรงเริ่มพัดผ่านมาอีกครั้ง ฉินเย่ยังรักษาท่าทางของตนอย่างระแวดระวัง มือของเขายังคงอยู่ข้างเอวของตัวเอง ย่อตัวลงจนเป็นท่านั่งยอง และเปิดประสาทสัมผัสของตนให้อยู่ในระดับสูงสุดขณะที่มองไปรอบ ๆ

ไม่มี…

ไม่มี และก็ไม่มีอะไรเลย!

อะไรบางอย่างจะต้องตามเขามา แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงตำแหน่งของอีกฝ่ายเลยสักนิด!

มีเพียงสายลมนรกที่พัดมาไม่หยุดหย่อนในห้องที่เงียบสนิท ราวกับอะไรบางอย่างกำลังเปิดเผยตัวอย่างช้า ๆ

ภาพเลือนรางที่ปรากฏขึ้นสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว และไม่กี่วินาทีต่อมา ทั้งหมดก็หายไปจนเหลืออยู่เพียงแค่เงาเดียว

เงาของฉินเย่

ทว่าเงาดังกล่าวกลับเริ่มยืดออกมาจากใต้เท้าของเขา ยืดออกเรื่อย ๆ จนในที่สุด…มันก็เริ่มก่อรูปเป็นร่างของแมวดำตัวหนึ่ง!

พรึ่บ…พระภิกษุและนักพรตเต๋าทั้งหมดต่างหันไปมองฉินเย่ทันที เหมือนกับศพที่เหี่ยวเฉาที่ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกเสียวสันหลังวาบ!

ฉินเย่ลอบกลืนน้ำลายอย่างเป็นกังวล นี่ไม่ใช่เงาของเขา…

มันคือสิ่งมีชีวิตบางอย่าง…

ไม่สิ หากจะพูดให้ถูกก็คือ มันคือวิญญาณ วิญญาณที่เขาไม่เคยเผชิญหน้ามาก่อน!

เขาควรดึงกระบี่ออกมาเลยดีไหมนะ?

แต่พวกพระภิกษุและนักพรตเต๋าเองก็น่ากลัวเช่นกัน และหากทำได้เขาก็ไม่อยากจะดึงกระบี่ออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่าบรรยากาศที่อึดอัดในตอนนี้มันเหมือนกับมือขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นกำลังบีบคอของเขาอยู่ และนั่นก็ทำให้เขาเหงื่อท่วมตัว

เส้นความอดทนในใจของเขาตึงจนถึงขีดสุด ขณะที่กำลังจะกระชับมือและขึ้นรูปกระบี่ เงานั้น…ก็ลืมตาขึ้น

มันคือดวงตาสีเขียวหยก

เย็นยะเยือก

ดุร้าย

แน่นิ่ง มันจ้องมองฉินเย่โดยไม่เคลื่อนไหวเลยแม้แต่น้อย

พรึ่บ ๆๆๆๆ…ผ้าม่านขาวที่อยู่หน้าเคาน์เตอร์กระพืออย่างรุนแรงขณะที่ความรู้สึกเย็นยะเยือกไล่ไปตามกระดูกสันหลังจนขนลุกชัน และในเสี้ยววินาทีถัดมา เงาดังกล่าวก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นราวกับลูกโป่ง ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่ง…มันปกคลุมไปทั่วทั้งโถงทางเดิน! สายตาของมันเปลี่ยนไปมองโคมไฟพระราชวังที่แขวนอยู่ด้านบน

ห้องลับ และเงาที่น่าสะพรึงกลัว

ในขณะเดียวกัน กลับไปที่หอพักของฉินเย่ อาร์ทิสและหมิงซีหยินต่างหยุดชะงักไปอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งสองหันไปมองทางสนามบาสเกตบอลทันที

รอยยิ้มบนใบหน้าอันงดงามของอาร์ทิสจางหายไปและถูกแทนที่ด้วยสีหน้าที่เย็นชา ผมและเสื้อผ้าที่สวมอยู่เริ่มกระพืออย่างรุนแรงขณะที่นางพึมพำเสียงเย็นว่า “ใช่มันไหม….”

หมิงชีหยินรีบลอยขึ้นและตอบกลับด้วยบรรทัดข้อความทันที “ใช่! ข้าไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามันยังไม่ไปอีก…หรือว่ามันพยายามจะใช้ประโยชน์จากข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในนรกในตอนนี้?!”

อาร์ทิสไม่ได้เอ่ยอะไรอีก ไม่กี่วินาทีต่อมา สายลมก็ก่อตัวขึ้นภายในห้อง มดดำจำนวนนับไม่ถ้วนไต่ออกมาจากรูทวารทั้งเจ็ดของนางก่อนจะเปลี่ยนเป็นสายลมนรกอันทรงพลังที่พัดไปที่สนามบาสเกตบอล!

“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?!” ที่ผิวกระจกปรากฏข้อความขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “สำนักจะต้องรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเราอย่างแน่นอน! เจ้าสู้กับหัวหน้าสาขาผู้นั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ!”

“แล้วอย่างไร” อาร์ทิสกัดฟันแน่นพร้อมกับแค่นยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าเคยจัดการวิญญาณชั่วร้ายพวกนี้มากี่ตนแล้วในตอนที่ข้ารับผิดชอบมณฑลหมินเฟิง?! ข้าได้มองข้ามการปรากฏตัวครั้งแรกของมัน แต่มันกลับกล้าโผล่หัวที่น่าเกลียดของมันมาที่นี่อีกเป็นครั้งที่สอง?! ท่านคิดว่าหากยมโลกแห่งเดิมยังอยู่ มันจะกล้าก้าวเข้ามาในแผ่นดินจีนอย่างนั้นหรือ?!”

“วันนี้…นับเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์ ข้าจะไม่ปล่อยให้มันได้มีโอกาสกลับไปเกิดอีก!”

หมิงชีหยินรีบลอยไปเคาะหัวของอาร์ทิส “ให้ตายเถอะ เจ้าช่วยสงบจิตสงบใจลงสักนิดได้หรือไม่!! เจ้าไม่เห็นหรือว่ามีสิ่งมีชีวิตที่ดูคล้ายกับศพมากกว่า 30 ชีวิตนั่งอยู่ที่สนามบาสเกตบอลนั่น?! พวกเขาเทียบได้กับมัจจุราชแห่งยมโลก! เจ้าพยายามจะทำให้เกิดสงครามขึ้นกับทั้งสามฝ่ายหรืออย่างไร?!”

ฟึ่บ! ทว่าขณะที่กระจกส่องกรรมกำลังจะเคาะไปที่ศีรษะของอาร์ทิส นางก็กลายร่างเป็นเม็ดทรายและกระจายตัวไปในอกากาศเสียแล้ว

หมิงชีหยินตกตะลึงเป็นอย่างมาก หลังจากผ่านไปไม่นาง บนผิวกระจกก็ปรากฏข้อความขึ้น “บ้า…นางบ้าไปแล้วจริง ๆ…”

ตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว

ค่ำคืนในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิแต่กลับปราศจากสายลมเย็นสบายอย่างที่ควรเป็น

ทว่าทันใดนั้นเอง ทั่วทั้งสำนักฝึกตนแห่งแรกก็ถูกปกคลุมไปด้วยลมเย็นยะเยือกจากสายลมแห่งนรก เหล่านักเรียนที่ยังคงทำกิจกรรมอยู่บริเวณใกล้เคียงต่างมองไปรอบ ๆ จากนั้น ใครบางคนก็ตะโกนออกมาเสียงดัง “ดูนั่น!”

นักเรียนคนที่หนึ่งเงยหน้าขึ้น จากนั้นก็คนที่สอง และคนที่สุด….จนกระทั่งคนทั้งหมดต่างเงยหน้ามองท้องฟ้าอย่างประหลาดใจ

แม้แต่เหล่านักเรียนที่อยู่ในหอก็เริ่มชะโงกหน้าออกมาทางหน้าตาพร้อมกับอ้าปากค้าง จ้องมองท้องฟ้ายามราตรีอย่างงงงัน

กลุ่มเมฆสีดำเริ่มจับตัวกันจากทั่วทุกทิศทางพร้อมกับเสียงฟ้าร้องดังก้อง จากนั้นในวินาทีต่อมา…บางสิ่งบางอย่างก็ตกลงมาที่สนามบาสเกตบอลราวกับคลื่นยักษ์ที่ถาโถม!

มันคือมด!

มดจำนวนนับไม่ถ้วน! มดทั้งฝูงที่ตกลงมาจากฟ้า!

“บังอาจ!!” เสียงตะโกนดังขึ้นทันทีที่ฝูงมดเริ่มตกลงมาบนสนามบาสเกตบอล กลับไปที่สำนักงานของสาขาการต่อสู้ สีหน้าของโจวเซียนหลงเคร่งขรึมและเย็นยะเยือก “ปีศาจหรือภูตผีตนไหนกันที่กล้าโผล่หัวขึ้นมาในสำนักฝึกตนแห่งแรก?! พวกมันหาที่ตายเสียแล้ว!”

พลังปราณที่ไร้ขอบเขตแผ่ออกไปในท้องฟ้ายามราตรีราวกับหมอกหนา แต่ทันทีที่พลังปราณพวกนั้นเข้าไปใกล้มด มดดำทั้งหมดก็หลบหลีกไปรอบ ๆ อย่างชาญฉลาด ในความเป็นจริงแล้ว มดพวกนั้นไม่ได้ทำร้ายผู้ใดเลยแม้แต่คนเดียวขณะที่มันตกลงมาที่สนามบาสเกตบอล

“นี่มัน…” โจวเซียนหลงผงะไปครู่หนึ่ง แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมา เสียงของเขาก็ดังก้องไปทั่วทั้งสำนัก “นักเรียนทุกคน นักเรียนทั้งหมดจะต้องกลับเข้าไปในหอพักของตัวเองและห้ามออกไปไหนมาไหนจนกว่าจะได้รับการแจ้งเตือนเด็ดขาด! ผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งจะต้องถูกไล่ออกและส่งตัวกลับทันที! อาจารย์ทุกท่านไปรวมตัวกันที่สนามบาสเกตบอล! เดี๋ยวนี้!”

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก

ทุกอย่างภายในอาณาเขตของสนามบาสเกตบอลยังคงอยู่ภายในความเงียบ A32 สั่นเทาขณะที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของฉินเย่ หน้าอกของเด็กหนุ่มกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรงขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่เงาดำตรงหน้าด้วยร่างกายที่ตึงเครียดอย่างถึงที่สุด

นี่มันคืออะไรกันแน่?

เขาไม่เคยเห็นหรือเคยได้ยินเกี่ยวกับมันมาก่อน! และมันก็แตกต่างจากวิญญาณตนอื่นที่เขาเคยเจอมาอย่างสิ้นเชิง!

“อู๋เลี่ยงเทียนจวิน” นักพรตเต๋าที่นั่งอยู่ตรงกลางกลุ่มเอ่ยขึ้นมาในที่สุด ทำลายความเงียบที่บีบคั้นภายในห้อง “วิญญาณอาฆาตจากต่างแดนอย่างนั้นหรือ?”

ทันทีที่เขาเอ่ยจบ ดาบสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นจากทั้งสองฝั่งของทางเดิน มันไม่สามารถมองเห็นได้เลยว่าพวกมันเริ่มปรากฏขึ้นจากตรงไหนและหยุดลงที่ใด แต่ทะเลดาบสั้นก็ก่อตัวจนเกิดเป็นสายฟ้าที่หลั่งไหลอยู่ทุกที่ แม้แต่รอยแยกที่เล็กที่สุดของทางเดินก็ตาม ในขณะเดียวกัน ทั่วทั้งพื้นทางเดินก็เริ่มมีแสงสีทองเปล่งประกาย แทบจะเหมือนกับนี่คืออาณาจักรสวรรค์ที่ตั้งอยู่บนพื้นดินก็ไม่ปาน

กลไกป้องกันของขุมทรัพย์ของกลุ่มผู้พิทักษ์แห่งสวรรค์ทำงาน!

เมื่อสัญลักษณ์สีทองเปล่งประกาย คลื่นพลังที่ไร้ขีดจำกัดก็เริ่มแพร่สะพัดไปทั่ว ควบคู่ไปด้วยดาบสายฟ้าจากก่อนหน้า สถานที่ที่ปลอดภัยเพียงจุดเดียวที่เหลืออยู่มีเพียงที่เคาน์เตอร์ที่อยู่ปลายสุดของทางเดินก็เท่านั้น

มันเปล่งประกายและงดงาม แต่ก็ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขามอย่างมาก

ไม่กี่วินาทีต่อมา คลื่นดาบก็สั่นเทา ก่อนจะกลายเป็นปลาสีขาวดำขนาดเล็กที่หลั่งไหลกลับเข้าไปสู่ทั้งสองฝั่งของทางเดินตามเดิน อย่างไรก็ตาม สีหน้าของฉินเย่เคร่งขรึมกว่าเดิม

มันไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย…

เงาดำยังคงอยู่ตรงที่เดิม และดวงตาสีเขียวหยกก็เจือไปด้วยความขบขันและเยาะเย้ย หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง มันก็อ้าปากออก!

“หิวเหลือเกิน….” ราวกับเสียงร้องโหยหวนของวิญญาณนับหมื่น มันทั้งน่าสังเวชและเย็นยะเยือก “ข้าหิวเหลือเกิน!!!”

ฉินเย่กัดริมฝีปากของตัวเองอย่างแรง นี่มันแปลกเกินไปแล้ว เขามั่นใจว่าการโจมตีของปลาสีขาวดำก่อนหน้านี้คือการโจมตีที่แม้แต่เขาก็ไม่สามารถหลบหลีกได้ แต่การโจมตีอันทรงพลังนั้นกลับไม่สามารถสร้างความเสียหายให้กับเงาดำตรงหน้าได้เลย

และมันยังคงจับจ้องมาที่ร่างของเขาตลอดเวลา จะสู้เหรอ? ไม่มีทาง นั่นจะทำให้เขาเปิดเผยความจริงเกี่ยวกับตัวตนของตัวเองทันที แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะเผชิญหน้ากับศัตรูแบบนี้โดยไม่ใช้ดาบฟันวิญญาณ ผลที่ตามมาของการที่ถูกค้นพบโดยสำนักฝึกตนแห่งแรกก็คงจะร้ายแรงอย่างคาดไม่ถึง….

ถ้าเช่นนั้น…เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น…

“ถอยไป” ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมขณะที่หันหน้าไปหา A32

A32 พยักหน้าและรีบไปหลบอยู่ด้านหลังของเคาน์เตอร์ทันที ฉินเย่เหลือบมองอีกฝ่ายอย่างดุดัน “ผมหมายถึงเปิดประตู! ให้ผมเข้าไป!!”

A32 มองออกมาจากทางด้านหลังของเคาน์เตอร์ กะพริบตาถี่อ้าปากค้างมองไปที่ฉินเย่ ด้านฉินเย่ก็จ้องเขาตอบอย่างตรงไปตรงมา

สถานการณ์ที่พลิกผันอย่างไม่คาดคิดทำให้ A32 ไม่รู้ว่าตนควรตอบสนองอย่างไรดี

“ไม่…ไม่ใช่ว่านายจะต้องช่วยเหล่าผู้อาวุโสในการกำจัดวิญญาณร้ายตนนี้หรอกเหรอ? เมื่อครู่นี้รัศมีที่นายแผ่ออกมามันสุดยอดมากเลยนะ…มันคงน่าเสียดายมากถ้านายจะไล่มันไปตอนนี้…” ริมฝีปากของ A32 สั่นเทาอย่างไม่สามารถควบคุมได้

“ไร้สาระ! แม้แต่ผู้อาวุโสยังไม่สามารถทำอะไรได้ แล้วคุณคิดว่าผมจะสามารถทำอะไรได้หรือไง?!” เมื่อเห็นว่า A32 ไม่ยอมขยับ ฉินเย่ก็กระโดดข้ามเคาน์เตอร์และเบียดร่างของเขาไปอยู่ข้าง ๆ กับ A32

“นาย….นายไม่คิดจะลองดูสักนิดเลยหรือ? ไม่ใช่ว่าหน้าที่ของผู้ฝึกตนคือปกป้องชีวิตของคนธรรมดาหรือไง…” A32 พยายามเกลี้ยกล่อมอีกฝ่าย ไม่ใช่ว่านายควรจะมีความเข้มแข็งและมุ่งมั่นในเวลาวิกฤตแบบนี้หรอกหรือ? หนึ่งในทางเข้าขุมทรัพย์ของกลุ่มผู้พิทักษ์แห่งสวรรค์ตั้งอยู่ด้านหลังของพวกเรา! นายไม่มีความเป็นวีรบุรุษหรือความกล้าเลยหรือไง?!

ฉินเย่ไม่รับรู้ถึงความคิดของคนข้าง ๆ เลยแม้แต่น้อย เขาชะโงกหน้าครึ่งหนึ่งของตัวเองขึ้นมาจากเคาน์เตอร์และมองไปที่ทางเดิน ก่อนจะหดหัวกลับมาด้วยหัวใจที่เต้นแรง “นั่นมันน่าตกใจจะตายชัก…นายช่วยเขยิบไปหน่อยสิ! ว่าแต่ทำไมช่องว่างด้านหลังเคาน์เตอร์ถึงน้อยแบบนี้เนี่ย?”

ทันใดนั้นเอง เสียงระฆังก็ดังก้องไปทั่วทางเดิน

มันดูลึกลับและน่าขนลุก

เสียงดังยาวหนึ่งครั้งและเสียงดังสั้น ๆ อีกสามครั้ง และทุกครั้งเสียงที่ดังกล่าวดังขึ้น มันก็จะมาพร้อมกับสายลมนรกที่เย็นยะเยือกราวกับรอยแยกของนรกถูกเปิดออก

ฉินเย่ไม่สามารถบอกได้ว่ามันคือเสียงอะไร ทว่าพระภิกษุและนักพรตที่นั่งอยู่สองฝั่งทางเดินกลับอ้าปากค้างอย่างพร้อมเพรียงกัน พวกเขาลุกขึ้นยืนอีกครั้งและหันไปมองที่ปลายสุดของทางเดินอย่างรวดเร็ว

และพวกเขาก็เห็น ร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ พวกเขามองเห็นเพียงผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงและเสื้อผ้าหลากสีเท่านั้น

ด้านหลังของร่างดังกล่าวคือความมืดที่กว้างใหญ่ และพวกเขาก็ได้ยินเสียงตะเกียกตะกายและเสียงของแมลงที่คลานอย่างไม่หยุดหย่อนดังออกมาจากด้านใน

เงาที่อ้าปากออกชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่มันจะเลื่อนสายตาไปมองผู้มาใหม่ ความรู้สึกบางอย่างก็ปรากฏขึ้นในส่วนลึกของดวงตาสีเขียวหยก

ตกตะลึง

“ikασt??……Π?? μπope? να e?ναi!”[2]

“หึหึ…มันผ่านมานานแค่ไหนแล้วนะ…ที่วิญญาณอาฆาตที่สามารถได้ยินเสียงระฆังปลุกวิญญาณของข้าได้ปรากฏตัวออกมา? นับว่าเจ้าเป็นตนแรกในรอบหลายร้อยปีเชียวล่ะ…” เสียงแหบพร่าของหญิงสาวดังก้องไปทั่วทางเดิน “คำพูดพวกนั้น…เจ้ามาจากอาร์โกส [3] อย่างนั้นหรือ?”

“อาร์…” ฉินเย่แทบจะลุกขึ้นยืนเมื่อเขาได้ยินเสียงที่คุ้นเคย

อาร์ทิส?

นางมาทำอะไรที่นี่?

ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยคำถามมากมาย แต่ก็รู้สึกโล่งอกเช่นกัน ข้อเท็จจริงที่ว่าอาจารย์อยู่ที่นี่หมายความว่าเขาจะปลอดภัย ไม่ว่าตัวตนตรงหน้าจะแปลกประหลาดแค่ไหนก็ตาม

“เมื่อกี้นายพูดว่า อา อะไรนะ?” A32 เหลือบมองฉินเย่อย่างมึนงง

“อา? อาา~” ฉินเย่กะพริบตาปริบ ๆ จากนั้นก็ยกมือขึ้นทาบอกพร้อมกับร้องออกมาเสียงดัง “อ๊ากกกก! ตกใจหมดเลย! หัวใจฉันเต้นไม่เป็นส่ำแล้วเนี่ย!”

A32: ความไม่ไว้ใจ +10086[3]

อาร์ทิสไม่สังเกตเห็นฉินเย่เลยสักนิด กลับกัน นางยังคงจ้องไปที่เงาบนทางเดินนิ่ง “ดีล่ะ ในเมื่อเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว…เหตุใดถึงไม่อยู่ต่ออีกสักพักล่ะ….”

“เจ้ากล้าเหยียบเข้ามาในอาณาเขตของพวกข้าเพียงเพราะยมโลกเงียบหายไปนานกว่าร้อยปีอย่างนั้นรึ? เจ้าลืมฉากการสังหารและความสิ้นหวังในตอนที่พวกเราสังหารพวกเจ้าที่อุซเบกเมื่อครั้งนั้นไปแล้วอย่างนั้นหรือไร?”

“แต่ไม่เป็นไร ข้า…จะช่วยกระตุ้นความทรงจำของเจ้าอีกครั้ง เพื่อไม่ให้เจ้าได้ลืมความเจ็บปวดจากแผลเก่าที่ตัวเองได้รับเมื่อครั้งก่อนเป็นไง”

[1] บักฮือ อุปกรณ์ประกอบพิธีใช้เคาะพร้อมกับสวดมนต์ไปด้วยของพระสงฆ์ศาสนาพุทธนิกายมหายาน

[2] ดูเหมือนจะเป็นภาษากรีก ทางผู้แปลได้พยายามหาความหมายของมันแล้วแต่ก็ยังไม่ได้อะไรอยู่ดี

[3] ดินแดนกรีกโบราณ ในประเทศกรีซ

[4] อย่างที่ได้กล่าวไว้ในบทที่ 155 เลข 10086 ในที่นี้อ้างอิงถึงหมายเลขติดต่อสำหรับสายด่วยบริการลูกค้าที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงที่ให้การบริการระดับมืออาชีพเกี่ยวกับการสื่อสารเคลื่อนที่ การปรึกษาธุรกิจ การร้องเรียนและอื่นๆ

Related

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

×

Pengaturan Membaca

Background :

Size :

A-16A+