Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ 1188 พิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว

Now you are reading Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ Chapter 1188 พิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

สิบวันต่อมา

หลินสวินยืนอยู่หน้าบ้านหิน ดวงตาจับจ้องไปที่ดอกตูมหนึ่งเดียวที่ห้อยอยู่บนกิ่งต้นไม้เทพดาราราย

มันบานออกเกินครึ่งแล้ว รัศมีเทพราวธารดาราไหลวนออกมา กลิ่นหอมเย็นสดชื่น ลายมรรคริ้วแล้วริ้วเล่าบนกลีบดอกไม้ชัดเจนจนมองเห็นได้

พอจะมองเห็นคนตัวเล็กคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิเหมือนกำลังฝึกปราณอยู่รางๆ ผ่านประกายแสงที่อบอวลไปทั่วเกสรดอกไม้ มีเสียงท่องธรรมดังขึ้น

หลินสวินฝึกปราณจนกระทั่งตอนนี้ ยังเพิ่งเคยเห็นโอสถเทพเป็นครั้งแรก ยิ่งรู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาของวัตถุดิบวิญญาณชิ้นนี้ ประหนึ่งเทียมเทพ มีจิตวิญญาณ

ในถ้ำแร่ที่อยู่ไกลออกไป เห็นได้ชัดว่าพวกเมิ่งอิงหวายอมรับความพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีความคิดแปรพักตร์ ทุ่มเทขุดแร่เป็นพิเศษ

จนถึงตอนนี้ก็ขุดทองเทพสมประสงค์ให้หลินสวินได้เกือบยี่สิบจินแล้ว!

หากอยู่ในโลกภายนอก เพียงพอจะทำให้อริยะน้ำลายไหลได้

อย่างไรเสียทองเทพสมประสงค์ก็เป็นทั้งเจตวัตถุหายากที่ใช้หลอมยอดศาสตรามรรคราชัน และยังเป็นวัตถุดิบเสริมในการหลอมสมบัติอริยะได้ด้วย มูลค่าน่าตกใจหาใดเทียบ

หลินสวินไม่คิดอะไรต่ออีก เดินกลับไปบ้านหินอีกครั้ง

ในช่วงเวลาสิบวันนี้เขาได้ทะลวงแก่นมรรคธาตุน้ำถึงระดับระเบียบมรรค และกำลังจะบรรลุแก่นมรรคธาตุไฟแล้ว

หลินสวินคร่ำเคร่งกับพลังมหามรรคสองชนิดนี้มานานแล้ว กอปรกับได้ ‘มรรคพ้องดั่งใจ’ ช่วยเสริม การบรรลุจึงเป็นเรื่องที่ควรทำได้อย่างสมเหตุสมผลอยู่แล้ว

สำหรับมหามรรคเจินหลงกับมรรคดับดารากลืนกินกลับก้าวหน้าได้ช้า มหามรรคทั้งสองชนิดนี้ต่างแข็งแกร่งและอัศจรรย์ยิ่ง เมื่อหยั่งรู้จึงยากกว่ามหามรรคทั่วไปมาก

แต่หลินสวินก็ไม่รีบร้อน การหยั่งรู้ปริศนานัยเร้นลับมหามรรค เดิมก็เป็นสิ่งที่ต้องเก็บเล็กผสมน้อย รีบร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์

……

ในป่ารกร้างผืนหนึ่งที่ห่างจากเขาดารารายไปไกลลิบ เงาร่างคนกลุ่มหนึ่งปรากฏอย่างเงียบเชียบ

“ศิษย์พี่ลี่ ที่นั่นคือเขาดาราราย ถือเป็น ‘แดนมงคลน้อย’ แห่งหนึ่งที่อยู่ในแดนอัคคีทักษิณ ดูจากบรรยากาศของมันแล้ว ข้างใต้ต้องมีชีพจรปราณวิญญาณดั้งเดิมสายหนึ่งซ่อนอยู่ บนภูเขายังเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะมีโอสถเทพที่แท้จริงด้วย”

ชายหนุ่มชุดดำผู้หนึ่งดวงตาวาวโรจน์ เจือไปด้วยแววละโมบ

“สิบกว่าวันก่อนข้าสืบมาแน่ชัดแล้วว่า ผู้ที่ยึดครองเขาลูกนี้ก็คือผู้สืบทอดเขาวิญญาณหมื่นอสูร มีเพียงระดับมกุฎราชันคนหนึ่งนามว่าเวินเอ้าไห่ควบคุมดูแล”

“พูดได้ว่าด้วยพลังของพวกเราสำนักเพลิงมืด หากทุ่มเทพลังทั้งหมดก็เพียงพอจะโจมตีเขาลูกนี้ได้!”

เมื่อชายหนุ่มชุดดำพูดคำนี้ออกมา ทุกคนต่างแววตาไหววูบ แสดงความฮึกเหิมออกมา

ในโลกภายนอก รากฐานพลังของสำนักเพลิงมืดไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาวิญญาณหมื่นอสูร

แต่ที่น่าอึดอัดก็คือ กระทั่งตอนนี้กลับยังยึดครองอาณาเขตไม่ได้สักที่

เหตุผลก็ง่ายดาย ในแดนอัคคีทักษิณมี ‘แดนมงคลน้อย’ หลักร้อยแห่ง ‘แดนมงคลใหญ่’ สี่ห้าแห่ง แต่ถูกขุมอำนาจใหญ่ต่างๆ ยึดครองไปนานแล้ว

โดยเฉพาะขุมอำนาจที่ยึดครอง ‘แดนมงคลใหญ่’ เหล่านั้น รากฐานพลังแต่ละกลุ่มต่างน่ากลัวกว่าอีกกลุ่ม มีระดับมกุฎราชันมากมายบัญชาการ

ถ้าผู้สืบทอดสำนักเพลิงมืดเหล่านี้ต้องการตั้งหลักที่แดนอัคคีทักษิณ ก็ต้องรีบสะสางปัญหาเรื่องที่ปักหลักให้ได้โดยเร็วที่สุด หาไม่แล้วในช่วงแปดเก้าปีต่อไปจะต้องถูกขุมอำนาจอื่นทิ้งห่างแน่

“ข้อมูลสืบมาแน่ชัดแล้วหรือ”

ข้างกายชายหนุ่มชุดดำ ชายร่างผอมบางรูปลักษณ์อ่อนโยน ผิวพรรณขาวสะอาด มีดวงตาหงส์ผู้หนึ่งเอ่ยปาก เสียงทุ้มต่ำแหบแห้ง

ลี่ซั่งสุ่ย!

ระดับมกุฎราชันผู้หนึ่งของสำนักเพลิงมืด แม้ไม่ใช่สัตว์ประหลาดยุคโบราณ แต่ก่อนเป็นราชันก็เป็นยักษ์ใหญ่ยอดมกุฎที่มีชื่อมานานผู้หนึ่ง

“ศิษย์พี่ลี่วางใจได้ ไม่ผิดพลาดแน่นอน ข้าเอาชีวิตเป็นประกันได้!”

ชายหนุ่มชุดดำสาบานเป็นมั่นเหมาะ

“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ เช่นนั้นก็… ลงมือเถอะ!”

ลี่ซั่งสุ่ยสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ประเดี๋ยวให้ข้าเป็นหัวหอกไปจัดการเวินเอ้าไห่ผู้นั้น ส่วนพวกเจ้าไปสู้กับผู้สืบทอดเขาวิญญาณหมื่นอสูรคนอื่น จำไว้ ต้องทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มี รีบรบรีบจบ!”

ทุกคนรับคำเสียงกึกก้อง

ครู่ต่อมาพวกเขาร่างพวกเขาก็พริบไหว พุ่งออกไปยังเขาดาราราย

ในแดนอัคคีทักษิณมีการปะทะนองเลือดทำนองนี้เกิดขึ้นทุกวัน เพื่อช่วงชิงแดนมงคลเขาวิญญาณ ขุมอำนาจต่างๆ จากดินแดนรกร้างโบราณจึงช่วงชิงความเป็นหนึ่งอย่างดุเดือด

ตูม!

ทันทีที่มาถึงเงาร่างของลี่ซั่งสุ่ยก็ปรากฏ เรียกขวานศึกที่มีแสงเงินหลั่งไหลออกมาเล่มหนึ่ง ตวัดมือซัดไปยังเขาดารารายอย่างแรง

ทันใดนั้นผนึกต้องห้ามที่ปกคลุมเหนือภูเขาก็ปั่นป่วนอย่างหนักหน่วง

ขวานศึกสีเงินเจิดจ้าเล่มนี้แข็งแกร่งถึงที่สุด พลานุภาพที่แผ่ออกมาเหนือกว่าสมบัติระดับราชันทั่วไปไปไกล

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นยอดศาสตรามรรคราชันที่ตัวลี่ซั่งสุ่ยหล่อเลี้ยงขึ้นมา!

พวกเมิ่งอิงหวาตื่นตระหนก วิ่งออกมาจากในถ้ำแร่ด้วยสีหน้าฉงน ใครกล้าขนาดนี้ ถึงกับกล้าโจมตีเขาดารารายด้วย

ทันใดนั้นพวกเขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปนานแล้ว เวินเอ้าไห่ตายไปแล้ว พวกเขาผู้สืบทอดเขาวิญญาณหมื่นอสูรได้กลายเป็นฝูงมังกรไร้หัว ตอนนี้ต่างพึ่งพิงเทพมารหลินผู้เดียว

“เวินเอ้าไห่ ถ้ากล้าจริงก็ออกมาสู้กันสักตั้ง!”

ห้วงอากาศไกลออกไป เสียงของลี่ซั่งสุ่ยอ่อนหวาน แต่กลับดังก้องไปทั่วฟ้าดิน

โครม!

ยามพูดจาขวานศึกสีเงินยวงเล่มนั้นก็ฟันลงมาอย่างต่อเนื่อง ค่ายกลใหญ่ที่ปกป้องภูเขาส่งเสียงระเบิด สั่นคลอนจะทลายลงมา

นี่ทำให้พวกเมิ่งอิงหวาตื่นตระหนกระคนโกรธเคือง รับรู้ได้ว่าคนกลุ่มนี้แจ้นมาชิงอาณาเขต!

“หากไม่ออกมาอีกก็อย่าโทษที่ข้าทำลายค่ายกลนี่ทิ้งก็แล้วกัน แต่ถึงตอนนั้นเกรงว่าบนเขาดารารายแห่งนี้คงจะนองเลือดไปทั่วแล้ว!

อานุภาพจู่โจมของลี่ซั่งสุ่ยรุนแรงอย่างยิ่ง ประหนึ่งเทพองค์หนึ่ง ควบคุมขวานศึกฟาดฟันลงมา อานุภาพสะท้านใจ

“เวินเอ้าไห่ไม่อยู่ พวกเจ้ามีธุระอะไรก็พูดมาตรงๆ”

ก็ในตอนนี้เองหลินสวินเดินออกมาจากในบ้านหินบนยอดเขา ดวงตาดำลุ่มลึกเยียบเย็น จ้องมองลี่ซั่งสุ่ยที่อยู่ไกลออกไป

เขาก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะมีคนละโมบอยากได้เขาดาราราย จนออกตัวโจมตีถึงที่ เรียกได้ว่าเภทภัยตกลงมาจากฟ้าจริงๆ

“ไม่อยู่?”

ลี่ซั่งสุ่ยนิ่วหน้า จากนั้นก็ยิ้มถามอย่างน่าสะพรึงกลัวว่า “พูดแบบนี้ก็ถือว่าฟ้าช่วยข้าไว้ จะเมตตาพวกเจ้าสักครั้ง ถ้าตอนนี้รีบไสหัวออกไปจากเขาดารารายแห่งนี้ จะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”

ผู้สืบทอดสำนักเพลิงมืดคนอื่นต่างก็ฮึกเหิม นี่ต้องเป็นโอกาสงามฟ้าประทานแน่

สายตาพวกเมิ่งอิงหวาพากันมองไปที่หลินสวินอย่างกระวนกระวาย ท่าทางน่าสงสารเหมือนหาที่พึ่งพิง

หลินสวินย่อมไม่สนใจไม่ได้ ตอนนี้เขาดารารายแห่งนี้เป็นอาณาเขตของเขาไปแล้ว จะยอมให้คนอื่นสอดมือเข้ามาได้หรือ

ยิ่งไปกว่านั้นอีกเดี๋ยวโอสถเทพบนยอดเขาผลนั้นก็จะสุกแล้ว ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ไม่ว่าใครมาหลินสวินก็ไม่ยอมเสียเขาดารารายไปเด็ดขาด!

วู้ม!

ลี่ซั่งสุ่ยเหิมเกริมไม่หวั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด ควบคุมขวานศึกสีเงินยวงนั่นคิดจะทำลายค่ายกลอีก

“ถ้าเจ้ายังกล้าลงมืออีก ข้าจะสับเจ้า!”

นัยน์ตาดำของหลินสวินแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา เจ้าพวกนี้กำเริบเสิบสานดีจริง มาช่วงชิงอาณาเขตอย่างผ่าเผย นี่คิดจะชิงไปอย่างโจ่งแจ้งชัดๆ

“สับข้า?”

ลี่ซั่งสุ่ยเหมือนได้ยินเรื่องตลกใหญ่เท่าฟ้า แหงนหน้าหัวเราะเสียงดังขึ้นมา

ผู้สืบทอดสำนักเพลิงมืดเหล่านั้นต่างดีอกดีใจ ก่อนมาพวกเขาได้สืบข่าวแล้วว่าเขาดารารายแห่งนี้มีเพียงเวินเอ้าไห่คนเดียวที่บรรลุระดับมกุฎราชัน

ตอนนี้เวินเอ้าไห่ไม่อยู่ แต่ยังมีคนลุกขึ้นมาข่มขู่เสียอย่างนั้น ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวจนน่าสงสารจริงๆ

ทว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าพวกเมิ่งอิงหวาที่เดิมตื่นตระหนกอยู่ ตอนนี้ต่างดูสงบนิ่งนัก สายตาที่มองมายังพวกเขาล้วนเจือไปด้วยความเวทนา

คนโง่พวกนี้ ยังจำไม่ได้ว่าคนที่พูดกับพวกเขาคือเทพมารหลินที่มีชื่อจากความดุร้าย ช่าง… น่าเห็นใจเกินไปแล้ว

คนสองกลุ่มต่างลอบเวทนาอีกฝ่าย ดูชอบกลนัก

“มา เจ้าลองมาสับข้าไหมล่ะ”

ลี่ซั่งสุ่ยแววจาหยอกเย้า เผยความโหดเหี้ยมน่าสะพรึงกลัวออกมา

ในฐานะผู้มีปราณระดับมกุฎราชัน แม้แต่คนรุ่นเดียวกันยังไม่กล้าข่มขู่ด้วยวาจาเช่นนี้ แต่ตอนนี้กลับมีคนพูดเช่นนี้ออกมา นี่ทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่หาใดเทียบ

ตูม!

ยามเอ่ยเขาสะบัดข้อมืออย่างแรง ขวานศึกสีเงินอัดแน่นไปด้วยพลังราชันอันน่ากลัว โจมตีไปยังค่ายกลใหญ่ที่ปกป้องภูเขาอยู่เหมือนดาวหางที่ตกลงมาดวงหนึ่ง

เพียงแต่ระหว่างที่อยู่ครึ่งทาง มือใหญ่เรียวยาวขาวสะอาดมือหนึ่งปรากฏขึ้น กำขวานศึกสีเงินเล่มนั้นไว้อย่างมั่นคง เมื่อพลิกฝ่ามือก็ยึดมาถือไว้ในมือ

ลี่ซั่งสุ่ยอึ้งไป ดวงตาแทบกระดอนออกมา

สิ่งนี้เป็นถึงยอดศาสตรามรรคราชันที่เขาเลี้ยงดูออกมายากเย็น พลังที่บรรจุอยู่แม้แต่ตัวเขายังใจสั่น แต่ตอนนี้กลับถูกคนอื่นควบคุมไว้อย่างรวดเร็ว!

ชั่วพริบตา รอยยิ้มน่ากลัวบนหน้าเขาแข็งทื่อ ขนลุกชูชัน

ภาพนี้เกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก ยามหลินสวินยึดกุมขวานศึกนี้ ผู้แข็งแกร่งสำนักเพลิงมืดเหล่านั้นยังหัวเราะเกรียวกราว

ทว่าไม่นานนักพวกเขาก็ยิ้มไม่ออกเหมือนลี่ซั่งสุ่ย ท่าทางเหมือนถูกสายฟ้าฟาด เหมือนเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ นี่… นี่มันเกิดอะไรขึ้น

บรรยากาศเงียบสงัดขึ้นมามันใด

ส่วนพวกเมิ่งอิงหวาสีหน้ายิ่งเวทนา แต่ละคนมีความสุขที่ได้เห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ คนโง่พวกนี้ไม่ดูเลยว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร

เทพมารหลินนั่นเป็นคนที่ใครก็หัวเราะเยาะเย้ยได้ง่ายๆ หรือ

“เจ้า… เจ้าเป็นระดับมกุฎราชันหรือ”

ลี่ซั่งสุ่ยพลันสูดหายใจเฮือกหนึ่ง สีหน้าอึมครึม

“รอสับเจ้าแล้วเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง” หลินสวินยิ้มน้อยๆ เพียงแต่รอยยิ้มนั้นกลับดูเย็นชาหาใดเทียบ ไม่เจือความรู้สึกสักนิด

ตูม!

เขาพุ่งตัวขึ้นไป ระเบิดออกโดยสมบูรณ์

ก่อนหน้านี้ยังเป็นชายหนุ่มที่ท่าทางละกิเลสดั่งเมฆคล้อยคนหนึ่ง ชั่วพริบตากลับเหมือนแปรสภาพเป็นเทพมารไร้เทียมทานที่โอหังเหนือสิบทิศองค์หนึ่ง มีพลานุภาพยิ่งใหญ่ไม่ยอมใคร

แย่ล่ะ!

ลี่ซั่งสุ่ยหน้าเปลี่ยนสีโดยสิ้นเชิงแล้ว ไม่ใช่เพราะเขาตาถั่ว แต่เพราะในการรับรู้ของเขาไม่อาจจำแนกกลิ่นอายที่แท้จริงของหลินสวินได้ จนทำให้ตัดสินผิดพลาด

กอปรกับก่อนหน้านี้คนร่วมสำนักของเขารับรองเป็นมั่นเหมาะ ว่าบนเขาดารารายแห่งนี้มีเวินเอ้าไห่บรรลุระดับมกุฎราชันเพียงคนเดียว ทำให้เขาคิดไปตามจิตใต้สำนึกว่าหลินสวินเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง

ใครจะคิดว่าการตัดสินที่ผิดพลาดนี้ ตอนนี้กลับดึงดูดคนร้ายกาจที่บรรลุระดับมกุฎราชันอย่างชัดเจนคนหนึ่งออกมา!

การต่อสู้ปะทุขึ้นในชั่วพริบตา

ไม่อาจหลบหนีได้เลย แม้ในใจลี่ซั่งสุ่ยจะตื่นตระหนกแต่กลับไม่ว้าวุ่น สำแดงความสามารถที่ระดับมกุฎราชันผู้หนึ่งมีออกไป

เขาคำรามเสียงยาวกลางห้วงอากาศ รอบกายมีเพลิงมืดถาโถม โคจรพลังต่อสู้ของตนถึงขีดสุด

ทว่าเพียงชั่วคู่เดียวเขาก็รับไม่ไหว ถูกหลินสวินกดข่มไว้โดยสมบูรณ์ ร่างกายได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง เลือดสดๆ กระฉูดออก

ส่วนที่ทำให้เขาบาดเจ็บ กลับเป็นยอดศาสตรามรรคราชันที่เขาฟูมฟักออกมาเอง…

นี่ทำให้ลี่ซั่งสุ่ยตื่นตระหนกระคนโกรธแค้น ไม่อาจเชื่อสายตาตัวเองว่าในบรรดาผู้มีปราณระดับมกุฎราชัน มีคนร้ายกาจเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร

ตอนนี้ผู้สืบทอดสำนักเพลิงมืดเหล่านั้นต่างงุนงง ตัวสั่นงันงกเพราะตกตะลึง ในสมองสับสนงงงวย พวกเขาก็คิดไม่ถึงว่าการจู่โจมภูเขาครั้งหนึ่งเพิ่งเริ่มขึ้น ลี่ซั่งสุ่ยก็ถูกกำราบไว้แล้ว ปรากฏเค้าลางพ่ายแพ้…

พิลักพิลั่นเกินไปแล้ว ช่างเหมือนกับฝันไป!

——

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ 1188 พิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว

Now you are reading Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ Chapter 1188 พิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว at นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย pdf OreNovel.Com.

สิบวันต่อมา

หลินสวินยืนอยู่หน้าบ้านหิน ดวงตาจับจ้องไปที่ดอกตูมหนึ่งเดียวที่ห้อยอยู่บนกิ่งต้นไม้เทพดาราราย

มันบานออกเกินครึ่งแล้ว รัศมีเทพราวธารดาราไหลวนออกมา กลิ่นหอมเย็นสดชื่น ลายมรรคริ้วแล้วริ้วเล่าบนกลีบดอกไม้ชัดเจนจนมองเห็นได้

พอจะมองเห็นคนตัวเล็กคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิเหมือนกำลังฝึกปราณอยู่รางๆ ผ่านประกายแสงที่อบอวลไปทั่วเกสรดอกไม้ มีเสียงท่องธรรมดังขึ้น

หลินสวินฝึกปราณจนกระทั่งตอนนี้ ยังเพิ่งเคยเห็นโอสถเทพเป็นครั้งแรก ยิ่งรู้สึกได้ถึงความไม่ธรรมดาของวัตถุดิบวิญญาณชิ้นนี้ ประหนึ่งเทียมเทพ มีจิตวิญญาณ

ในถ้ำแร่ที่อยู่ไกลออกไป เห็นได้ชัดว่าพวกเมิ่งอิงหวายอมรับความพ่ายแพ้โดยสมบูรณ์ อีกทั้งยังมีความคิดแปรพักตร์ ทุ่มเทขุดแร่เป็นพิเศษ

จนถึงตอนนี้ก็ขุดทองเทพสมประสงค์ให้หลินสวินได้เกือบยี่สิบจินแล้ว!

หากอยู่ในโลกภายนอก เพียงพอจะทำให้อริยะน้ำลายไหลได้

อย่างไรเสียทองเทพสมประสงค์ก็เป็นทั้งเจตวัตถุหายากที่ใช้หลอมยอดศาสตรามรรคราชัน และยังเป็นวัตถุดิบเสริมในการหลอมสมบัติอริยะได้ด้วย มูลค่าน่าตกใจหาใดเทียบ

หลินสวินไม่คิดอะไรต่ออีก เดินกลับไปบ้านหินอีกครั้ง

ในช่วงเวลาสิบวันนี้เขาได้ทะลวงแก่นมรรคธาตุน้ำถึงระดับระเบียบมรรค และกำลังจะบรรลุแก่นมรรคธาตุไฟแล้ว

หลินสวินคร่ำเคร่งกับพลังมหามรรคสองชนิดนี้มานานแล้ว กอปรกับได้ ‘มรรคพ้องดั่งใจ’ ช่วยเสริม การบรรลุจึงเป็นเรื่องที่ควรทำได้อย่างสมเหตุสมผลอยู่แล้ว

สำหรับมหามรรคเจินหลงกับมรรคดับดารากลืนกินกลับก้าวหน้าได้ช้า มหามรรคทั้งสองชนิดนี้ต่างแข็งแกร่งและอัศจรรย์ยิ่ง เมื่อหยั่งรู้จึงยากกว่ามหามรรคทั่วไปมาก

แต่หลินสวินก็ไม่รีบร้อน การหยั่งรู้ปริศนานัยเร้นลับมหามรรค เดิมก็เป็นสิ่งที่ต้องเก็บเล็กผสมน้อย รีบร้อนไปก็ไม่มีประโยชน์

……

ในป่ารกร้างผืนหนึ่งที่ห่างจากเขาดารารายไปไกลลิบ เงาร่างคนกลุ่มหนึ่งปรากฏอย่างเงียบเชียบ

“ศิษย์พี่ลี่ ที่นั่นคือเขาดาราราย ถือเป็น ‘แดนมงคลน้อย’ แห่งหนึ่งที่อยู่ในแดนอัคคีทักษิณ ดูจากบรรยากาศของมันแล้ว ข้างใต้ต้องมีชีพจรปราณวิญญาณดั้งเดิมสายหนึ่งซ่อนอยู่ บนภูเขายังเป็นไปได้สูงยิ่งที่จะมีโอสถเทพที่แท้จริงด้วย”

ชายหนุ่มชุดดำผู้หนึ่งดวงตาวาวโรจน์ เจือไปด้วยแววละโมบ

“สิบกว่าวันก่อนข้าสืบมาแน่ชัดแล้วว่า ผู้ที่ยึดครองเขาลูกนี้ก็คือผู้สืบทอดเขาวิญญาณหมื่นอสูร มีเพียงระดับมกุฎราชันคนหนึ่งนามว่าเวินเอ้าไห่ควบคุมดูแล”

“พูดได้ว่าด้วยพลังของพวกเราสำนักเพลิงมืด หากทุ่มเทพลังทั้งหมดก็เพียงพอจะโจมตีเขาลูกนี้ได้!”

เมื่อชายหนุ่มชุดดำพูดคำนี้ออกมา ทุกคนต่างแววตาไหววูบ แสดงความฮึกเหิมออกมา

ในโลกภายนอก รากฐานพลังของสำนักเพลิงมืดไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาวิญญาณหมื่นอสูร

แต่ที่น่าอึดอัดก็คือ กระทั่งตอนนี้กลับยังยึดครองอาณาเขตไม่ได้สักที่

เหตุผลก็ง่ายดาย ในแดนอัคคีทักษิณมี ‘แดนมงคลน้อย’ หลักร้อยแห่ง ‘แดนมงคลใหญ่’ สี่ห้าแห่ง แต่ถูกขุมอำนาจใหญ่ต่างๆ ยึดครองไปนานแล้ว

โดยเฉพาะขุมอำนาจที่ยึดครอง ‘แดนมงคลใหญ่’ เหล่านั้น รากฐานพลังแต่ละกลุ่มต่างน่ากลัวกว่าอีกกลุ่ม มีระดับมกุฎราชันมากมายบัญชาการ

ถ้าผู้สืบทอดสำนักเพลิงมืดเหล่านี้ต้องการตั้งหลักที่แดนอัคคีทักษิณ ก็ต้องรีบสะสางปัญหาเรื่องที่ปักหลักให้ได้โดยเร็วที่สุด หาไม่แล้วในช่วงแปดเก้าปีต่อไปจะต้องถูกขุมอำนาจอื่นทิ้งห่างแน่

“ข้อมูลสืบมาแน่ชัดแล้วหรือ”

ข้างกายชายหนุ่มชุดดำ ชายร่างผอมบางรูปลักษณ์อ่อนโยน ผิวพรรณขาวสะอาด มีดวงตาหงส์ผู้หนึ่งเอ่ยปาก เสียงทุ้มต่ำแหบแห้ง

ลี่ซั่งสุ่ย!

ระดับมกุฎราชันผู้หนึ่งของสำนักเพลิงมืด แม้ไม่ใช่สัตว์ประหลาดยุคโบราณ แต่ก่อนเป็นราชันก็เป็นยักษ์ใหญ่ยอดมกุฎที่มีชื่อมานานผู้หนึ่ง

“ศิษย์พี่ลี่วางใจได้ ไม่ผิดพลาดแน่นอน ข้าเอาชีวิตเป็นประกันได้!”

ชายหนุ่มชุดดำสาบานเป็นมั่นเหมาะ

“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ เช่นนั้นก็… ลงมือเถอะ!”

ลี่ซั่งสุ่ยสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ประเดี๋ยวให้ข้าเป็นหัวหอกไปจัดการเวินเอ้าไห่ผู้นั้น ส่วนพวกเจ้าไปสู้กับผู้สืบทอดเขาวิญญาณหมื่นอสูรคนอื่น จำไว้ ต้องทุ่มเทพลังทั้งหมดที่มี รีบรบรีบจบ!”

ทุกคนรับคำเสียงกึกก้อง

ครู่ต่อมาพวกเขาร่างพวกเขาก็พริบไหว พุ่งออกไปยังเขาดาราราย

ในแดนอัคคีทักษิณมีการปะทะนองเลือดทำนองนี้เกิดขึ้นทุกวัน เพื่อช่วงชิงแดนมงคลเขาวิญญาณ ขุมอำนาจต่างๆ จากดินแดนรกร้างโบราณจึงช่วงชิงความเป็นหนึ่งอย่างดุเดือด

ตูม!

ทันทีที่มาถึงเงาร่างของลี่ซั่งสุ่ยก็ปรากฏ เรียกขวานศึกที่มีแสงเงินหลั่งไหลออกมาเล่มหนึ่ง ตวัดมือซัดไปยังเขาดารารายอย่างแรง

ทันใดนั้นผนึกต้องห้ามที่ปกคลุมเหนือภูเขาก็ปั่นป่วนอย่างหนักหน่วง

ขวานศึกสีเงินเจิดจ้าเล่มนี้แข็งแกร่งถึงที่สุด พลานุภาพที่แผ่ออกมาเหนือกว่าสมบัติระดับราชันทั่วไปไปไกล

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นยอดศาสตรามรรคราชันที่ตัวลี่ซั่งสุ่ยหล่อเลี้ยงขึ้นมา!

พวกเมิ่งอิงหวาตื่นตระหนก วิ่งออกมาจากในถ้ำแร่ด้วยสีหน้าฉงน ใครกล้าขนาดนี้ ถึงกับกล้าโจมตีเขาดารารายด้วย

ทันใดนั้นพวกเขาถึงเพิ่งตระหนักได้ว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปนานแล้ว เวินเอ้าไห่ตายไปแล้ว พวกเขาผู้สืบทอดเขาวิญญาณหมื่นอสูรได้กลายเป็นฝูงมังกรไร้หัว ตอนนี้ต่างพึ่งพิงเทพมารหลินผู้เดียว

“เวินเอ้าไห่ ถ้ากล้าจริงก็ออกมาสู้กันสักตั้ง!”

ห้วงอากาศไกลออกไป เสียงของลี่ซั่งสุ่ยอ่อนหวาน แต่กลับดังก้องไปทั่วฟ้าดิน

โครม!

ยามพูดจาขวานศึกสีเงินยวงเล่มนั้นก็ฟันลงมาอย่างต่อเนื่อง ค่ายกลใหญ่ที่ปกป้องภูเขาส่งเสียงระเบิด สั่นคลอนจะทลายลงมา

นี่ทำให้พวกเมิ่งอิงหวาตื่นตระหนกระคนโกรธเคือง รับรู้ได้ว่าคนกลุ่มนี้แจ้นมาชิงอาณาเขต!

“หากไม่ออกมาอีกก็อย่าโทษที่ข้าทำลายค่ายกลนี่ทิ้งก็แล้วกัน แต่ถึงตอนนั้นเกรงว่าบนเขาดารารายแห่งนี้คงจะนองเลือดไปทั่วแล้ว!

อานุภาพจู่โจมของลี่ซั่งสุ่ยรุนแรงอย่างยิ่ง ประหนึ่งเทพองค์หนึ่ง ควบคุมขวานศึกฟาดฟันลงมา อานุภาพสะท้านใจ

“เวินเอ้าไห่ไม่อยู่ พวกเจ้ามีธุระอะไรก็พูดมาตรงๆ”

ก็ในตอนนี้เองหลินสวินเดินออกมาจากในบ้านหินบนยอดเขา ดวงตาดำลุ่มลึกเยียบเย็น จ้องมองลี่ซั่งสุ่ยที่อยู่ไกลออกไป

เขาก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าจะมีคนละโมบอยากได้เขาดาราราย จนออกตัวโจมตีถึงที่ เรียกได้ว่าเภทภัยตกลงมาจากฟ้าจริงๆ

“ไม่อยู่?”

ลี่ซั่งสุ่ยนิ่วหน้า จากนั้นก็ยิ้มถามอย่างน่าสะพรึงกลัวว่า “พูดแบบนี้ก็ถือว่าฟ้าช่วยข้าไว้ จะเมตตาพวกเจ้าสักครั้ง ถ้าตอนนี้รีบไสหัวออกไปจากเขาดารารายแห่งนี้ จะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”

ผู้สืบทอดสำนักเพลิงมืดคนอื่นต่างก็ฮึกเหิม นี่ต้องเป็นโอกาสงามฟ้าประทานแน่

สายตาพวกเมิ่งอิงหวาพากันมองไปที่หลินสวินอย่างกระวนกระวาย ท่าทางน่าสงสารเหมือนหาที่พึ่งพิง

หลินสวินย่อมไม่สนใจไม่ได้ ตอนนี้เขาดารารายแห่งนี้เป็นอาณาเขตของเขาไปแล้ว จะยอมให้คนอื่นสอดมือเข้ามาได้หรือ

ยิ่งไปกว่านั้นอีกเดี๋ยวโอสถเทพบนยอดเขาผลนั้นก็จะสุกแล้ว ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ไม่ว่าใครมาหลินสวินก็ไม่ยอมเสียเขาดารารายไปเด็ดขาด!

วู้ม!

ลี่ซั่งสุ่ยเหิมเกริมไม่หวั่นกลัวอย่างเห็นได้ชัด ควบคุมขวานศึกสีเงินยวงนั่นคิดจะทำลายค่ายกลอีก

“ถ้าเจ้ายังกล้าลงมืออีก ข้าจะสับเจ้า!”

นัยน์ตาดำของหลินสวินแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา เจ้าพวกนี้กำเริบเสิบสานดีจริง มาช่วงชิงอาณาเขตอย่างผ่าเผย นี่คิดจะชิงไปอย่างโจ่งแจ้งชัดๆ

“สับข้า?”

ลี่ซั่งสุ่ยเหมือนได้ยินเรื่องตลกใหญ่เท่าฟ้า แหงนหน้าหัวเราะเสียงดังขึ้นมา

ผู้สืบทอดสำนักเพลิงมืดเหล่านั้นต่างดีอกดีใจ ก่อนมาพวกเขาได้สืบข่าวแล้วว่าเขาดารารายแห่งนี้มีเพียงเวินเอ้าไห่คนเดียวที่บรรลุระดับมกุฎราชัน

ตอนนี้เวินเอ้าไห่ไม่อยู่ แต่ยังมีคนลุกขึ้นมาข่มขู่เสียอย่างนั้น ช่างไม่รู้เรื่องรู้ราวจนน่าสงสารจริงๆ

ทว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่าพวกเมิ่งอิงหวาที่เดิมตื่นตระหนกอยู่ ตอนนี้ต่างดูสงบนิ่งนัก สายตาที่มองมายังพวกเขาล้วนเจือไปด้วยความเวทนา

คนโง่พวกนี้ ยังจำไม่ได้ว่าคนที่พูดกับพวกเขาคือเทพมารหลินที่มีชื่อจากความดุร้าย ช่าง… น่าเห็นใจเกินไปแล้ว

คนสองกลุ่มต่างลอบเวทนาอีกฝ่าย ดูชอบกลนัก

“มา เจ้าลองมาสับข้าไหมล่ะ”

ลี่ซั่งสุ่ยแววจาหยอกเย้า เผยความโหดเหี้ยมน่าสะพรึงกลัวออกมา

ในฐานะผู้มีปราณระดับมกุฎราชัน แม้แต่คนรุ่นเดียวกันยังไม่กล้าข่มขู่ด้วยวาจาเช่นนี้ แต่ตอนนี้กลับมีคนพูดเช่นนี้ออกมา นี่ทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่หาใดเทียบ

ตูม!

ยามเอ่ยเขาสะบัดข้อมืออย่างแรง ขวานศึกสีเงินอัดแน่นไปด้วยพลังราชันอันน่ากลัว โจมตีไปยังค่ายกลใหญ่ที่ปกป้องภูเขาอยู่เหมือนดาวหางที่ตกลงมาดวงหนึ่ง

เพียงแต่ระหว่างที่อยู่ครึ่งทาง มือใหญ่เรียวยาวขาวสะอาดมือหนึ่งปรากฏขึ้น กำขวานศึกสีเงินเล่มนั้นไว้อย่างมั่นคง เมื่อพลิกฝ่ามือก็ยึดมาถือไว้ในมือ

ลี่ซั่งสุ่ยอึ้งไป ดวงตาแทบกระดอนออกมา

สิ่งนี้เป็นถึงยอดศาสตรามรรคราชันที่เขาเลี้ยงดูออกมายากเย็น พลังที่บรรจุอยู่แม้แต่ตัวเขายังใจสั่น แต่ตอนนี้กลับถูกคนอื่นควบคุมไว้อย่างรวดเร็ว!

ชั่วพริบตา รอยยิ้มน่ากลัวบนหน้าเขาแข็งทื่อ ขนลุกชูชัน

ภาพนี้เกิดขึ้นรวดเร็วยิ่งนัก ยามหลินสวินยึดกุมขวานศึกนี้ ผู้แข็งแกร่งสำนักเพลิงมืดเหล่านั้นยังหัวเราะเกรียวกราว

ทว่าไม่นานนักพวกเขาก็ยิ้มไม่ออกเหมือนลี่ซั่งสุ่ย ท่าทางเหมือนถูกสายฟ้าฟาด เหมือนเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ นี่… นี่มันเกิดอะไรขึ้น

บรรยากาศเงียบสงัดขึ้นมามันใด

ส่วนพวกเมิ่งอิงหวาสีหน้ายิ่งเวทนา แต่ละคนมีความสุขที่ได้เห็นผู้อื่นเป็นทุกข์ คนโง่พวกนี้ไม่ดูเลยว่าคู่ต่อสู้เป็นใคร

เทพมารหลินนั่นเป็นคนที่ใครก็หัวเราะเยาะเย้ยได้ง่ายๆ หรือ

“เจ้า… เจ้าเป็นระดับมกุฎราชันหรือ”

ลี่ซั่งสุ่ยพลันสูดหายใจเฮือกหนึ่ง สีหน้าอึมครึม

“รอสับเจ้าแล้วเดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง” หลินสวินยิ้มน้อยๆ เพียงแต่รอยยิ้มนั้นกลับดูเย็นชาหาใดเทียบ ไม่เจือความรู้สึกสักนิด

ตูม!

เขาพุ่งตัวขึ้นไป ระเบิดออกโดยสมบูรณ์

ก่อนหน้านี้ยังเป็นชายหนุ่มที่ท่าทางละกิเลสดั่งเมฆคล้อยคนหนึ่ง ชั่วพริบตากลับเหมือนแปรสภาพเป็นเทพมารไร้เทียมทานที่โอหังเหนือสิบทิศองค์หนึ่ง มีพลานุภาพยิ่งใหญ่ไม่ยอมใคร

แย่ล่ะ!

ลี่ซั่งสุ่ยหน้าเปลี่ยนสีโดยสิ้นเชิงแล้ว ไม่ใช่เพราะเขาตาถั่ว แต่เพราะในการรับรู้ของเขาไม่อาจจำแนกกลิ่นอายที่แท้จริงของหลินสวินได้ จนทำให้ตัดสินผิดพลาด

กอปรกับก่อนหน้านี้คนร่วมสำนักของเขารับรองเป็นมั่นเหมาะ ว่าบนเขาดารารายแห่งนี้มีเวินเอ้าไห่บรรลุระดับมกุฎราชันเพียงคนเดียว ทำให้เขาคิดไปตามจิตใต้สำนึกว่าหลินสวินเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง

ใครจะคิดว่าการตัดสินที่ผิดพลาดนี้ ตอนนี้กลับดึงดูดคนร้ายกาจที่บรรลุระดับมกุฎราชันอย่างชัดเจนคนหนึ่งออกมา!

การต่อสู้ปะทุขึ้นในชั่วพริบตา

ไม่อาจหลบหนีได้เลย แม้ในใจลี่ซั่งสุ่ยจะตื่นตระหนกแต่กลับไม่ว้าวุ่น สำแดงความสามารถที่ระดับมกุฎราชันผู้หนึ่งมีออกไป

เขาคำรามเสียงยาวกลางห้วงอากาศ รอบกายมีเพลิงมืดถาโถม โคจรพลังต่อสู้ของตนถึงขีดสุด

ทว่าเพียงชั่วคู่เดียวเขาก็รับไม่ไหว ถูกหลินสวินกดข่มไว้โดยสมบูรณ์ ร่างกายได้รับบาดเจ็บหลายแห่ง เลือดสดๆ กระฉูดออก

ส่วนที่ทำให้เขาบาดเจ็บ กลับเป็นยอดศาสตรามรรคราชันที่เขาฟูมฟักออกมาเอง…

นี่ทำให้ลี่ซั่งสุ่ยตื่นตระหนกระคนโกรธแค้น ไม่อาจเชื่อสายตาตัวเองว่าในบรรดาผู้มีปราณระดับมกุฎราชัน มีคนร้ายกาจเช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร

ตอนนี้ผู้สืบทอดสำนักเพลิงมืดเหล่านั้นต่างงุนงง ตัวสั่นงันงกเพราะตกตะลึง ในสมองสับสนงงงวย พวกเขาก็คิดไม่ถึงว่าการจู่โจมภูเขาครั้งหนึ่งเพิ่งเริ่มขึ้น ลี่ซั่งสุ่ยก็ถูกกำราบไว้แล้ว ปรากฏเค้าลางพ่ายแพ้…

พิลักพิลั่นเกินไปแล้ว ช่างเหมือนกับฝันไป!

——

Comments

การแสดงความเห็นถูกปิด

×

Pengaturan Membaca

Background :

Size :

A-16A+